Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง

หลังพุทธมหาปรินิพพานล่วงมาได้ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยปี นักบวชในพุทธศาสนารูปหนึ่งมีนามว่าท่าน มิลาเรปะ กำลังเจริญสมณะธรรมอยู่ ณ แหล่งพำนักของบรรดานกอินทรีย์แห่งหุบเขาอัญมณีแดง ท่านจดจ่ออยู่กับการพากเพียรปฏิบัติบำเพ็ญมหามุทธาสมาธิภาวนา เพื่อบรรลุสู่สุญตาธรรม อันเป็นความวิมุติหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ท่านมิค่อยจะได้ใส่ใจกับเรือนกายของท่านนัก อยู่มาวันหนึ่งท่านได้ตรวจพบว่าในบริเวณถ้ำที่ท่านพำนักอาศัยอยู่นั้น ไม่มีน้ำและอาหารหลงเหลืออยู่เลย ท่านรำพึงกับตนเองว่า “ดูเราจะทอดธุระในสิ่งต่างๆมากเกินไปเสียแล้ว การปฏิบัติที่สุดโต่งไปในทางทำให้ตนเองลำบากเกินควรนั้น ย่อมไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา” ท่านออกมานอกถ้ำและเลือกเก็บพืชผักเพื่อใช้เป็นอาหารได้กำมือหนึ่ง ขณะนั้นเอง บังเกิดลมพายุขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน มันรุนแรงพอที่จะทำให้พืชผักที่ท่านเก็บหามาหลุดจากมือ ท่านพะวงกับการทรงตัว และยังต้องคอยระวังยึดเหนี่ยวผ้าคลุมกายของท่านซึ่งถึงกับฉีกขาดหลุดลุ่ย เมื่อท่านพยายามติดตามไปเก็บพืชผักที่กระจัดกระจายปลิวว่อน ผ้าคลุมกายก็หลุดลอยไป ท่านได้มีดำริขึ้นในภายในว่า

ถึงแม้อาตมาจะได้เฝ้าพากเพียรปฏิบัติธรรมในสถานที่อันสงบวิเวกมาเป็นเวลาช้านานแล้วก็ตาม
อาตมาก็ยังไม่สามารถถอนอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนลงได้
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้จากการปฏิบัติธรรม
ถ้าบุคคลไม่สามารถละความยึดถือในความเป็นตัวเรา ของเรา ลงให้ได้
ขอให้สายลมจงได้พัดพาพืชผักที่เก็บหามา ไปตามสบายเถิด
ขอสายลมจงได้พัดพาผ้านุ่งห่มของอาตมา ไปตามสบายเถิด

เมื่อดำริเช่นนั้นแล้ว ท่านก็หยุดยั้งที่จะมัวไปฝืนต่อกรกับกระแสลมแร็งที่พัดกรรโชกเข้ามาอีก ท่านไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้อีกต่อไป ท่านซวนเซและหมดสติล้มฟุบลงในที่สุด ด้วยความเป็นผู้มีอาหารน้อย

เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านได้พบว่าชิ้นส่วนผ้าคลุมกายของท่านบางชิ้นติดค้างอยู่บนยอดไม้ สายลมพัดเอื่อยๆเพราะพายุได้สงบลงไปแล้ว ความขมขื่นและความไร้สาระของกิจกรรมทางโลกทั้งมวล ผ่านเข้ามากระทบจิตใจท่าน ความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะปลดเปลื้องตนเองออกจากโลกียวิสัย ถูกปลุกเร้าขึ้นในภายใน ท่านลุกขึ้นนั่งสมาธิบัลลังก์เหนือก้อนศิลาใหญ่ และเริ่มต้นบำเพ็ญสมาธิภาวนาต่อไปอีก…

ไม่ช้าไม่นาน ไกลออกไปทางทิศตะวันออก ปุยเมฆสีขาวนวลได้ก่อตัวขึ้นเหนือหุบเขาโดรโว ท่านมิลาเรปะได้รำพึงขึ้นว่า ภายใต้ปุยเมฆสีขาวนี้ เป็นสำนักปฏิบัติธรรมของท่านอาจารย์มาระปะ
ท่านอาจารย์คงกำลังสอนพุทธตันตระ
เพื่อเป็นการปลุกเร้าและชี้นำต่อบรรดาพี่น้องทางธรรมของอาตมา
คุรุของอาตมาต้องอยู่ ณ สถานที่นั้นอย่างแน่นอน
ถ้าอาตมาสามารถไป ณ ที่นั้น ได้ในกาลบัดนี้แล้วไซร้ อาตมาย่อมมีโอกาสได้เห็นท่านอาจารย์ ความคิดคำนึงถึงอาจารย์อย่างท่วมท้น บังเกิดขึ้นในใจของท่านมิลาเรปะ น้ำตาของท่านไหลรินออกมา และท่านเริ่มพร่ำพรรณาถึงคุรุของท่าน เมื่อได้ระลึกถึงท่านอาจารย์ผู้เป็นดุจบิดา ความทุกข์ระทมของอาตมาก็หย่อนคลายลง
ณ บัดนี้ อาตมาผู้เป็นภิกษุ จักได้แสดงบทโศลกแห่งความศรัทธาต่อท่านอาจารย์
เหนือหุบเขาอัญมณีแดงไปทางตะวันออก ปุยเมฆสีขาวนวล ลอยฟ่องฟ้า
เบื้องล่างดูประดุจฝูงช้าง คือบรรดายอดเนินเขาน้อยใหญ่
ยอดเขาถัดออกไปข้างๆ ปรากฏดังภาพสิงโตกำลังกระโจน
ในวิหารแห่งหุบเขาโดรโว มีบัลลังก์ที่เป็นแท่นศิลาใหญ่
ผู้ใดกันหนอประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้นในกาลบัดนี้
ถ้าเป็นท่านอาจารย์แล้วไซร้ อาตมาก็จักยินดีปรีดายิ่งนัก
ถึงแม้จะมีข้อจำกัดในการแสดงความนอบน้อมต่อท่านอาจารย์ อาตมาก็ปรารถนาจะเห็นท่าน
ถึงแม้โอกาสในการแสดงความจงรักภักดีจะมีน้อยลง อาตมาก็ปรารถนาจะอยู่ใกล้ชิดท่าน
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิภาวนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งศรัทธามั่นคงในคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
ท่านแม่แด๊กมีมา ยังคงคอยอยู่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดท่านอาจารย์หรือไม่หนอ
อาตมามีความกตัญญูในตัวเธอยิ่งกว่ามารดาแท้ๆของอาตมา
ถ้าเธออยู่ ณ สถานที่นั้นด้วย อาตมาก็จักยินดีมากทีเดียว
แม้จะต้องเดินทางไกลเพียงใดก็ตาม อาตมาก็ปรารถนาที่จะได้เห็นนาง
แม้ว่าเส้นทางจะเต็มไปด้วยอันตรายมากมายเพียงใด อาตมาก็ปรารถนาจะได้อยู่ใกล้นาง
ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
อาตมาจักเกิดปิติสุขมากมายเพียงใดหนอ ที่ได้อยู่ร่วมกับหมู่ญาติธรรมของอาตมา
เมื่อใดก็ตามที่ท่านอาจารย์สอนถึงเฮวัชชระตันตระ
แม้ว่าดวงจิตของอาตมาจะยังตื้นเขิน อาตมาก็ปรารถนาที่จะเรียนรู้
แม้ว่าอาตมาจะโง่เขลา อาตมาก็ยังคงปรารถนาจะท่องสวดสาธยาย
ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
ณ บัดนี้ ท่านอาจารย์อาจจะกำลังถ่ายทอดการก่อแรงบันดาลใจแห่งโยคะตันตระทั้งสี่
ของการรู้แจ้งตระหนักชัดด้วยเสียงกระซิบในภายใน
ถ้าอาตมาสามารถเข้าไปร่วมปฏิบัติบำเพ็ญกับหมู่ญาติธรรมของอาตมา
อาตมาย่อมจักยินดีและผาสุกมากทีเดียว
ถึงแม้ว่าจะสั่งสมบุญบารมีไว้น้อยนัก อาตมาก็ยังปรารถนาที่จะถูกก่อแรงบันดาลใจด้วย
โยคะตันตระอยู่ดี
ถึงแม้ว่ายากจนด้วยไร้โภคทรัพย์เกินกว่าที่จะใช้จ่ายออกไปมากๆ อาตมาก็ยังปรารถนาที่จะขวนขวายให้ได้มา
ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
ณ บัดนี้ ท่านอาจารย์อาจจะกำลังสอนถึงโยคะทั้งหกของท่านนาโรปะ
ถ้าอาตมาสามารถไป ณ สถานที่นั้น อาตมาย่อมจักยินดีและผาสุกมากทีเดียว
แม้ความขยันหมั่นเพียรของอาตมาจะไม่ต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ อาตมาก็ปรารถนาที่จะเล่าเรียนศึกษา แม้ว่าความวิริยะอุตสาหะของอาตมาจะยังไม่เข้าขั้น อาตมาก็ปรารถนาที่จะปฏิบัติบำเพ็ญ ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น

ถ้าญาติธรรมจาก วู และ ซาง ร่วมอยู่ด้วย ณ ที่นั้น อาตมาย่อมจักยินดีและผาสุกมากทีเดียว
แม้ว่าประสบการณ์และความรู้แจ้งตระหนักชัดของอาตมาจักน้อยนัก
อาตมาก็ปรารถนาที่จักเปรียบเทียบกับผู้อื่น ณ ที่นั้น
แม้ว่าในความศรัทธาล้ำลึกและความเคารพบูชา อาตมาไม่เคยที่จะอยู่ห่างไกลท่านอาจารย์เลย
มาบัดนี้ อาตมาต้องทุรนทุรายยิ่งนัก ด้วยแรงปรารถนาที่จะพบท่านอาจารย์
ความโหยหาอาลัยอันแรงกล้ากำลังเผารนอาตมา
จงได้สวดอวยพรชัยให้อาตมาด้วยเถิด คุรุผู้เต็มไปด้วยเมตตาธรรมของอาตมา
จงได้ปลดปล่อยอาตมาออกจากความทุกข์ทรมานนี้ด้วยเถิด

ไม่ช้าไม่นาน ก็ปรากฏภาพนิมิตของท่านอาจารย์มาระปะ แจ่มชัดอยู่ในมโนทวารของท่านมิลาเรปะ ท่านอาจารย์ปรากฏท่ามกลางหมู่เมฆและสายรุ้ง มีรัศมีแผ่ซ่านออกรอบกายดูน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ท่านประทับนั่งมาบนหลังสิงโต คำถามอันเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมของท่านอาจารย์ ดำเนินไปในความคิดที่หลั่งไหลของท่านมิลาเรปะ…

ลูกเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงระลึกถึงเราเห็นปานนั้น ทำไมจึงเฝ้าคร่ำครวญถึงเราอยู่อย่างนั้น
เจ้ามิได้มีศรัทธาอันมั่นคงต่ออาจารย์ของเจ้าและต่อพระพุทธองค์ดอกหรือ
โลกภายนอกได้รบกวนเจ้าโดยผ่านทางความคิดที่หลั่งไหลอยู่ฤาหนอ
พายุร้ายแห่งโลกธรรมทั้งแปดประการ ได้พัดกระหน่ำเข้ามาในท้องถ้ำแห่งนี้กระนั้นหรือ
ความกลัวและความวิตก กังวล ได้บั่นทอนพละกำลังของเจ้าลงหรือ
เจ้ามิได้ปฏิบัติบูชาแด่อาจารย์ของเจ้าและแด่พระรัตนตรัยดอกหรือ
เจ้ามิได้อุทิศส่วนกุศลทั้งมวลแด่สรรพสัตว์ในภพภูมิทั้งหกดอกหรือ
เจ้ามิได้บรรลุถึงภาวะอันอุดมในที่ซึ่งบาปกรรมทั้งปวงปลาสนาการไปสิ้น
หากแต่เต็มเปี่ยมด้วยบุญกุศลดอกหรือ
ไม่ว่าจะเป็นด้วยสภาพการเช่นไรก็ตาม
ขอให้เจ้าจงมั่นใจว่า เราจักร่วมกันดำเนินไปในมรรคานี้ตลอดไป
ดังนั้นเพื่ออุทิศแด่พระธรรมแลสรรพสัตว์ทั้งมวล
ขอเจ้าจงบำเพ็ญเพียรอย่าได้ผันแปรเลย
ด้วยการดลใจแห่งนิมิตอันนำมาซึ่งความปลื้มปิติยิ่งใหญ่นี้ ท่านมิลาเรปะ ได้ตอบคำถามของท่านอาจารย์ด้วยโศลกอันไพเราะว่า
เมื่ออาตมาได้พบท่านอาจารย์ เมื่ออาตมาได้ยินท่านอาจารย์ อาตมาถูกกระตุ้นเตือนอยู่ ณ ภายใน
เมื่อระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ อาตมาเต็มเปี่ยมด้วยคารวะธรรม
ความรู้สึกสมเพชที่ท่านอาจารย์มีต่ออาตมา
เป็นประดุจพรชัยอันประเสริฐ ที่จะขจัดความประพฤติมิชอบให้สูญสิ้นไป
อาตมารำพึงข้อความนี้ด้วยความระลึกถึงท่านอาจารย์โดยสุจริต
ขอท่านอาจารย์ได้โปรดหยั่งรู้ด้วยญาณวิถีว่าอาตมายังคงจมปลักอยู่ในความมืดบอดแห่งอวิชชา
ขอท่านอาจารย์ได้โปรดเมตตาคุ้มครองอาตมาด้วย
ความพากเพียรไม่ย่อหย่อนของอาตมา คือเครื่องบูชาอันสูงสุดที่อาตมามีให้แก่ท่านอาจารย์
หนทางเดียวที่ดีที่สุด ที่จะนำความปลาบปลื้มใจมาสู่ท่านอาจารย์
คือความตั้งอยู่ในวีริยะอุตสาหะเพื่อเพ่งเพียรเผากิเลส
อดทนต่อทุกขเวทนาทั้งหลายทั้งปวงด้วยขันติธรรม
การบำเพ็ญด้วยสติตั้งมั่น ในสถานที่อันสงบวิเวกนี้แต่ผู้เดียว
เป็นความงดงามอันสูงส่ง เป็นที่ชื่นชอบของเทพยดาทั้งหลาย
การสละอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระธรรมอันทรงคุณอนันต์
เป็นสิ่งเดียวที่ดีที่สุด ที่จะหยิบยื่นเป็นของกำนัลแก่พุทธศาสนิกชนทุกๆท่าน
การเพ่งเพียรเผากิเลสอย่างไม่อาลัยในชีวิต
เป็นแบบฉบับที่ประเสริฐสุด ที่จะมอบให้เป็นตัวอย่างแก่นักปฏิบัติธรรมทุกๆท่าน
การกำหนดระลึกถึงความตายและความเจ็บป่วย
เป็นประดุจมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะขจัดอกุศลธรรมทั้งหลายให้สิ้นไปจากดวงใจ
การปฏิเสธที่จะบริโภคอาหารเกินความจำเป็น ก็เพื่ออุปการะการปฏิบัติธรรม
เพื่อบูชาความเอื้ออารีของท่านอาจารย์
อาตมาได้บำเพ็ญเพียรเผากิเลสอยู่ซ้ำๆซากๆ อย่างไม่รู้ท้อถอยเลย

หลังจากที่จัดแต่งผ้าคลุมกายของท่านใหม่ พร้อมทั้งติดตามเก็บพืชผักมาได้พอควรแล้ว ท่านได้กลับเข้าไปในถ้ำ และได้พบอมนุษย์ที่มีดวงตาอันใหญ่โตถึงห้าตน กำลังยุ่มย่ามอยู่ในสถานที่นั้น อมนุษย์ตนหนึ่งนั่งแสดงธรรมอยู่บนเตียงของท่าน อีกสองตนทำท่าสดับพระธรรมเทศนา อีกตนหนึ่งทำท่าประกอบอาหาร และอมนุษย์ตัวสุดท้าย กำลังทำท่าศึกษาตำราของท่าน ท่านมิลาเรปะดำริขึ้นว่า “ที่ปรากฏอยู่นี้ต้องเป็นการแสดงตนของบรรดาอมนุษย์ที่ไม่พอใจท่าน แม้ว่าท่านจะได้พำนักอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้มานานแล้ว ท่านก็ไม่ได้ให้เครื่องเซ่นสังเวยหรือกระทำการบูชาใดๆ แก่บรรดาอมนุษย์ ณ สถานที่แห่งนี้เลย” ท่านจึงเริ่มต้นกล่าวแสดง “โศลกแห่งการทักทายและอวยพรต่อบรรดาอมนุษย์ ทั้งที่เป็น เทพ มาร และปีศาจ แห่งหุบเขาอัญมณีแดง”

ณ ดินแดนอันสงบสงัดเต็มไปด้วยความวิเวกแห่งนี้ อาตมาอาศัยอยู่ในที่พำนักอันคับแคบ
ซึ่งใช้เป็นสถานที่กระทำความเพียรเผากิเลส เป็นสถานที่ปฏิบัติบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นสถานที่สำหรับบรรลุธรรมอันเกษมจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
เป็นสถานที่อันปลอดภัยซึ่งอาตมาพำนักอยู่แต่ผู้เดียว
เหนือหุบเขาอัญมณีแดงขึ้นไปบนห้วงนภากาศ ปุยเมฆสีขาวนวลลอยฟ่องฟ้า
เบื้องล่าง แม่น้ำซางกำลังไหลรินเอื่อยๆคดเคี้ยวไปตามขุนเขา
ฝูงผึ้งร้องเพลงประสานเสียงรื่นเริง ท่ามกลางดอกไม้ป่านาๆชนิด ซึ่งส่งกลิ่นหอมยั่วยวน
นกน้อยโผบินอย่างอิสรเสรีในแมกไม้
เสียงร้องของมัน ทำให้บรรยากาศที่ว่างเปล่า เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ณ หุบเขาอัญมณีแดงแห่งนี้ บรรดานกกระจอกน้อยๆทั้งหลาย กำลังเรียนรู้ที่จะโผบินไปในอากาศ
ฝูงลิงยินดีที่จะกระโดดโลดแล่นไม่หยุดหย่อน
สัตว์ป่าต่างเรียนรู้ที่จะวิ่ง เพื่อความรอดพ้นและชัยชนะ
อาตมานั้นเพ่งเพียรอยู่กับการเผากิเลส เพื่อขจัดเมฆหมอกแห่งอวิชชาด้วยสมถะและวิปัสสนา
หมู่สัตว์ ภูตผีและเทวดา ณ ดินแดนแห่งนี้ล้วนเป็นมิตรของอาตมา
ขอท่านทั้งหลายจงได้ร่วมกันดื่มน้ำอมฤตอันเย็นฉ่ำจากเมตตาธรรมของอาตมา
และจงได้พากันกลับคืนสู่ที่อยู่อาศัยของท่านเถิด

แต่พวกอมนุษย์ก็ยังไม่ยอมจากไปและกลับจ้องมองท่านด้วยแววตาอันดุร้ายอมนุษย์สองตนบุกเข้ามาประชิดตัวท่าน ตนหนึ่งปลิ้นตาหลอกและกัดลงที่ริมฝีปากล่างของท่าน อีกตนหนึ่งข่วนขูดลงไปที่ฟันของท่านอย่างน่าหวาดเสียว อมนุษย์ตัวที่สาม ลอบเข้ามาทางด้านหลัง ร้องคำรามสนั่นหวั่นไหว ทั้งหมดพากันพยายามที่จะทำให้ท่านมิลาเรปะหวาดกลัวด้วยภาพหลอนต่างๆนาๆ

ท่านมิลาเรปะล่วงรู้ถึงกระบวนท่าอันชั่วร้ายทั้งหลายเป็นอย่างดี ท่านเริ่มเพ่งสมาธิและสวดสาธยายมนต์อันทรงพลังอำนาจ แต่อมนุษย์ก็ยังไม่ยอมจากไป และจากนั้นท่านได้แสดงธรรมด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง พวกอมนุษย์ก็ยังไม่ยอมจากไปอยู่ดี ท่านมิลาเรปะจึงบรรลือสีหนาทประกาศก้อง ขึ้นว่า

ด้วยอิทธานุภาพแห่งท่านอาจารย์มาระปะ อาตมาได้ตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์แล้วว่า
รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง เป็นเพียงพฤติภาพแห่งดวงจิตของบุคคล
ธรรมชาติของจิตเอง ก็เป็นความสว่างไสวไร้ขอบเขตและปราศจากตัวตนของมันเอง
การกระทำทางกายอันเป็นไปเพียงภายนอก
เพื่อพยายามขจัดปรากฏการณ์ต่างๆนั้น นับว่าไร้ประโยชน์และโง่เขลา
จากนั้นท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลก “ธรรมคีตาแห่งความรู้แจ้งตระหนักชัด” อย่างองอาจปราศจากความหวั่นไหวใดๆขึ้นว่า
อาตมาขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะท่านอาจารย์มาระปะ
พระบิดา ผู้ได้รับชัยชนะเหนือความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และตัณหาราคะทั้งปวง
อาตมาที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านนี้เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรนางพญาสิงโตภูเขาผู้ยิ่งใหญ่ ดาเซนกาโม
อาตมาปฏิสนธิขึ้นภายในครรภ์แห่งมารดา มีสัมพันธภาพโดยสมบูรณ์กับเอกภพนี้
เมื่อเป็นทารก อาตมานอนอยู่ในถ้ำ เมื่อเจริญวัยขึ้น จึงออกมาอาศัยอยู่บนภูเขาที่สูงชัน
แม้ว่าพายุจะรุนแรงและหน้าผาจะเต็มไปด้วยอันตราย อาตมาไม่เคยกลัว
อาตมาผู้ซึ่งปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านนี้ เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรของพญาอินทรีย์ทอง
ผู้เป็นเจ้าแห่งเวหา ปีกและขนอุบัติขึ้นภายในเปลือกไข่ เมื่อเป็นทารกอาตมานอนอยู่ในรัง
เมื่อเติบใหญ่อาตมาก้าวมาที่เชิงหน้าผาและบินทะยานไปในฟากฟ้า
แม้ว่ามันจะกว้างใหญ่ไพศาลอาตมาไม่เคยหวั่นไหว
อาตมาที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านนี้เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรของเจ้าทะเล ยาเชนยอโม
อาตมาเคลื่อนไหวดวงตาสีทองอยู่ในองค์กำเนิดของมารดา เมื่อเป็นทารกอาตมาหลับอยู่ในซอกหิน
เมื่อเจริญวัยขึ้น อาตมาเรียนรู้ที่จะแหวกว่ายไปในมหาสมุทร
แม้ว่าคลื่นจะใหญ่โตและแวดล้อมไปด้วยหมู่ปลามากมาย อาตมาไม่เคยกลัว
อาตมาผู้ซึ่งปรากฏต่อหน้าท่านนี้ เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรของกายูลามะ
ความสุจริตก่อตัวขึ้นในครรภ์แห่งมารดา
เมื่อเป็นทารก อาตมาได้เข้ามาสู่ประตูแห่งพระธรรม
เมื่อเติบใหญ่อาตมาพากเพียรปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์
บรรดาภูตผีปีศาจทั้งหลายย่อมไม่ทำให้อาตมาหวาดกลัว
กรงเล็บของพญาสิงโตภูเขาหิมะย่อมไม่งอเพราะความเย็น
ถ้าเป็นดังนั้นจะถูกเรียกว่าเจ้าแห่งภูผาผู้ทรงพละกำลังอันสมบูรณ์ได้อย่างไร
มันจะเป็นเรื่องเหลวไหลขนาดไหน ถ้าพญาอินทรีย์ล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
ถ้าก้อนหินทำให้เหล็กหล่อแตกร้าวได้ จะถลุงสินแร่เหล็กกันไปทำไม
ถ้าบรรดาภูตผีปีศาจทำให้อาตมาหวั่นไหวได้แล้วไซร้
ความรู้แจ้งตระหนักชัดที่บังเกิดขึ้นในภายใน จะมีประโยชน์อะไร
บรรดาภูตผีปีศาจและหมู่มารที่เป็นศัตรูกับพระธรรม อาตมาขอต้อนรับท่านในวันนี้
เป็นความผาสุกยิ่งของอาตมาที่ได้เผชิญหน้ากับพวกท่านทั้งหลาย
อาตมาอวยพรให้พวกท่านจงได้อยู่ต่อไป อย่าเพิ่งด่วนจากไปเลย
เราจะได้สนทนาและทดสอบประลองกันดู
ถ้าท่านจำต้องไป ก็โปรดกลับมาอีกในยามราตรี
เราจะทดสอบไสยดำกับพระธรรมอันบริสุทธิ์ แล้วดูซิว่าใครจะเหนือกว่ากัน
ก่อนที่ท่านจะมา ท่านได้คุยโอ่เอาไว้ว่า จะทำร้ายอาตมา
ความอับอายและผิดหวังจักติดตามมาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ถ้าท่านจะกลับออกไปโดยที่การคุยโอ่ของท่านยังไม่สำเร็จ

ท่านมิลาเรปะยืนผงาดอย่างองอาจเชื่อมั่น และตรงรี่เข้าใส่บรรดาอมนุษย์ที่อยู่ในถ้ำ บรรดาอมนุษย์พากันหดตัวลง ด้วยความตกใจ กลอกกลิ้งดวงตาอย่างพ่ายแพ้และหวั่นกลัวอย่างหนัก และจากนั้นมันจึงพากันเกาะกลุ่มหมุนวนเป็นเกลียวรวมตัวเป็นร่างเดียว อันตรธานไปต่อหน้าท่านมิลาเรปะ

ท่านมิลาเรปะ รำพึงในใจว่า “นี้เป็นหัวหน้าปีศาจ ผู้เป็นนักก่อกวน เพื่อหาโอกาสที่จะกระทำการอันชั่วร้าย” “พายุที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ล้วนเป็นการดลบันดาลของพวกมันอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ด้วยพลังแห่งเมตตาธรรมของคุรุของอาตมา บรรดาอมนุษย์ย่อมหมดโอกาสที่จะทำร้ายอาตมา” หลังจากนี้ ท่านมิลาเรปะ ได้ประสบความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณอย่างมากมาย

ตำนานเรื่องราวที่ผจญกับหัวหน้าปีศาจนี้ มีชื่อตำนานถึงสามชื่อ คือ “ความคิดคำนึงถึงคุรุ หกวิถีทาง” “ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง” หรือ “ ตำนานเก็บพืชผักเป็นอาหารของท่านมิลาเรปะ”

“รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง เป็นเพียงพฤติภาพแห่งดวงจิตของบุคคล” ข้อความทำนองนี้จะปรากฏมากมาย ในพระธรรมเทศนาของท่านมิลาเรปะ เป็นข้อเท็จจริงในธรรมชาติที่พิสูจน์ได้โดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่การใช้วิธีตั้งข้อสังเกตง่ายๆของผู้ไม่รู้หนังสือ ก็ยังอาจสามารถพิสูจน์สัจจธรรมข้อนี้ได้ ผลลัพธ์ก็คือทำให้รู้เท่าทัน รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง ว่าล้วนไม่ได้มีตัวตนของมันเองดำรงอยู่จริง

ในมุมมองของอนิจจัง เมื่อเรากระทบสัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างใดอย่างหนึ่ง รูปลักษณะสภาวะในภายนอกซึ่งล้วนปราศจากตัวตนของมันเองได้ผันแปรไปแล้ว ดังนั้นการที่เรายังกำหนดความหมายหรือคุณค่าใดๆของรูปลักษณะสภาวะนั้นอยู่ต่อไป ก็นับว่าเป็นเรื่องของพฤติภาพภายในจิตใจซึ่งมีรูปแบบของการสั่งสมอวิชชาไว้หลากหลายนัยยะของแต่ละปัจเจกบุคคลเองล้วนๆ ที่เนื่องอยู่กับการกระทบสัมผัสนั้นๆ

ในมุมมองของอนัตตา หรือความไม่มีตัวตนของมันเอง เช่นการที่เราเห็นก้อนเมฆเป็นสิ่งที่หมายถึงได้ แต่ถ้าเข้าไปพิจารณาองค์ประกอบของก้อนเมฆอย่างใกล้ชิด จะเห็นกลุ่มละอองน้ำ และเงาที่เกิดจากละอองเหล่านั้นบดบังแสงอาทิตย์ เราย่อมไม่เห็นก้อนเมฆแต่อย่างใด ภาพรวมออกมาเป็นก้อนเมฆปรากฏให้เห็นได้ในระยะไกลเท่านั้น แน่นอนที่สุดว่าเราไม่อาจพูดได้ว่าสิ่งที่หมายถึงภายในจิตใจ อันคือก้อนเมฆนั้น ว่ามีตัวตนของมันเองอยู่จริง ดังนั้นเราสามารถพูดได้ว่าเป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล หรือการที่เราเห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ในฟากฟ้า และเป็นสิ่งที่หมายถึงได้ แต่เราสามารถจินตนาการได้ว่า สิ่งที่เราหมายถึงได้ภายในจิตใจนี้ มิได้มีอยู่จริงตามที่เห็น เพราะเพียงแต่เราเริ่มออกเดินทางค้นหาดวงจันทร์หรือสิ่งที่เราเห็นนี้ เราย่อมพบได้ว่าการเห็น หรือสิ่งที่หมายถึงของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือพูดได้ว่าเราไม่สามารถหาพบสิ่งที่หมายถึงได้นั่นเอง เพราะโดยที่แท้แล้ว เป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล ตัวอย่างของใกล้ตัว เช่นผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่หมายถึงได้ เมื่อพิจารณาดูถึงองค์ประกอบย่อย เราเห็นแต่เส้นด้ายเรียงตัวเบียดชิดกันสนิท ไม่เห็นมีแม้แต่อะตอมเดียวของผ้า ถ้าเราพิจารณาองค์ประกอบย่อยของเส้นด้ายลึกลงไป เราย่อมพบความว่างเปล่าของด้าย ในทำนองเดียวกับที่เราพบความว่างเปล่าของผ้ามาแล้ว เพราะโดยที่แท้แล้ว เป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล

สรรพสิ่งเป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปหลงปรุงแต่งกำหนดหมายคุณค่าใดๆ(อวิชชาความไม่รู้ที่ทำให้เกิดการสังขารปรุงแต่ง)จนเกิดความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน) ผู้ที่รู้แจ้งตระหนักชัดในสัจจธรรมข้อนี้ได้โดยไม่ต้องนึกคิดตรึกตรองด้วยเหตผล(อบรมโพธิปักขิยธรรมจนเกิดสัมมาญาณทัศนะ) ย่อมไม่ปล่อยให้พฤติภาพของดวงจิตหลงกำหนดหมายปรุงแต่งในจิตใจหลังการกระทบสัมผัสแม้เพียงชั่วขณะเดียว ซึ่งย่อมหมายถึงการที่ผู้นั้นสามารถระงับอวิชชาที่ทำให้เกิดสังขาร จนทำให้ “รู้” หรือวิญญาณดับ อันทำให้“รู้” กับ “สิ่งที่รู้” หรือนามรูป หยั่งลงไม่ได้ เมื่อนามรูปดับ อายตนะหรือทวารรับรู้ก็ไม่ทำงานในวิถีที่เป็นเครื่องมือของอวิชชาอีกต่อไป อวิชชาสัมผัสจึงดับ เมื่อผัสสะด้วยโมหะดับ ความรักหรือชังย่อมดับลงได้อย่างเด็ดขาด นั่นคือเวทนาดับ ด้วยความรักความชังไม่มีเป้าหมายที่จะหยั่งลงไปได้ใน “สิ่งที่รู้” ใดๆ เพราะนามรูปหยั่งลงไม่ๆได้ด้วยวิปัสสนาญาณรู้แจ้งตระหนักชัดว่ารูปลักษณะสภาวะทั้งปวงล้วนปราศจากตัวตนของมันเองเป็นอนัตตา และไม่ได้ดำรงอยู่แม้ขณะเดียวเพราะมีธรรมชาติที่ผันแปรเป็นอนิจจังอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นหรือโลภะมูลจิต ซึ่งเกิดจากความรักความพอใจหรือความอยากให้พ้นๆไปหรือโทสะมูลจิตซึ่งเกิดจากความชัง ย่อมไม่สามารถเกิดได้ นั่นคือตัณหาหรือเหตุแห่งทุกข์ไม่เกิด ความทนได้ยากย่อมไม่เกิด นั่นหมายความว่าทุกข์ดับ สำเร็จประโยชน์แห่งการลุถึงความเป็นจริงของพระอริยเจ้าทั้งสี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com