Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

พบท่าน ธัมปาสันจี

 ขอน้อมคารวะต่อคณาจารย์ทั้งปวง

เช้าตรู่วันหนึ่งที่ท้องถ้ำระฆังแห่งนะยานัน เทพธิดาผู้มีใบหน้าดุจราชสีห์ ได้นำข่าวการมาเยือนตำบล ตองหลา ซึ่งอยู่ในนะยานัน ของท่านธัมปาสันจี วิสุทธิบุคคลชราชาวอินเดีย มาบอกกล่าวแก่ท่านมิลาเรปะ ท่านธัมปาสันจีเอง ก็ถูกเทพธิดาผู้มีใบหน้าดุจราชสีห์ ชักชวนให้มาพบท่านมิลาเรปะเช่นกัน ท่านมิลาเรปะเดินทางมาที่ตองหลา ตามคำอาราธนาของเทพธิดา ทันทีที่ได้เห็นท่านธัมปาสันจี ท่านมิลาเรปะดำริว่า “ผู้คนกล่าวกันว่า ท่านธัมปาสันจีเป็นวิสุทธิบุคคลที่มีพลังอำนาจเหนือมนุษย์ อาตมาจะทดสอบดู” ท่านมิลาเรปะได้จำแลงกายเป็นช่อดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ข้างถนนที่ท่านธัมปาสันจีกำลังเดินผ่านมา เมื่อท่านธัมปาสันจีเดินผ่านช่อดอกไม้ด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ท่านมองผ่านไปประหนึ่งว่าไม่เห็นช่อดอกไม้เอาเสียเลย ท่านมิลาเรปะดำริว่า “มันดูเหมือนว่าท่านไม่มีพลังอำนาจเหนือมนุษย์แต่อย่างใด” ทันทีทันใดนั้นเอง ท่านธัมปาสันจีได้หันกลับมาเตะดอกไม้ด้วยเท้าและกล่าวว่า “อาตมาไม่ควรจะต้องทำเช่นนี้ดอกนะ นี้เป็นการจำแลงกายของท่านมิลาเรปะ” จากนั้นท่านก้มลงเก็บช่อดอกไม้และพูดว่า “ท่านแสดงพระธรรมคำสอนซึ่งเทพธิดาเฝ้าทะนุถนอมเป็นบทโศลกอันไพเราะ ทำให้เทพธิดาขุ่นเคือง พวกเทพธิดาที่เสพเลือดเนื้อ จึงนำเอาหัวใจ ลมหายใจ และวิญญาณของท่านไป อาตมาเห็นพวกเขาถือหัวใจที่โลหิตหลั่งรินของท่านไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เราได้กินมันระหว่างพิธีกรรมของเรา ดังนั้นท่านสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงเย็นวันนี้เท่านั้น จงได้บอกอาตมาเถิดว่า ท่านมั่นใจต่อการเผชิญหน้ากับความตาย ด้วยอะไร?” ท่านมิลาเรปะกลับคืนเป็นร่างเดิม และแสดงบทโศลกชื่อ “หลักประกันทั้งหก ในการเผชิญหน้ากับความตาย”

ความอิสระอันยิ่งใหญ่ จากบรรดาความสุดโต่งทั้งหลาย
ย่อมสง่างามดุจพญาราชสีห์ ที่ทอดกายอยู่เหนือปุยหิมะ โดยปราศจากความหวาดกลัวต่อสิ่งใดๆ
นี้คือทัศนียภาพที่อาตมาวางใจ
ความตายย่อมชี้นำบุคคลให้ดำเนินสู่มรรคาแห่งความความอิสระหลุดพ้น
ความตายย่อมนำความผาสุกมาให้บุคคลที่บรรลุถึงทัศนียภาพนี้

กวางตัวผู้เป็นสัตว์ที่สงบและไม่ดุร้าย มันมีเขาที่แตกแขนงออกไปหลายทิศทาง
แต่ความงดงามกลับเป็นหนึ่งเดียว
อาตมานอนหลับอย่างผาสุกในอาณาจักรอันสว่างไสวแห่งความที่ยิ่งกว่าสุข
นี้คือการปฏิบัติที่อาตมาวางใจ
ความตายย่อมชี้นำบุคคลให้ดำเนินสู่มรรคาแห่งความความอิสระหลุดพ้น
ความตายย่อมนำความผาสุกมาให้บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมเช่นนี้

มัจฉาแห่งกุศลกรรมบถทั้งสิบประการ
กลอกกลิ้งดวงตาสีทองแหวกว่ายไปในสายน้ำแห่งประสบการณ์ที่เนื่องด้วยอมตภาวะ
นี้คือการประกอบกรรมที่อาตมาวางใจ
ความตายย่อมชี้นำบุคคลให้ดำเนินสู่มรรคาแห่งความความอิสระหลุดพ้น
ความตายย่อมนำความผาสุกมาให้บุคคลผู้ประกอบกรรมเช่นนี้

นางพญาเสือลายพาดกลอนแห่งความตระหนักชัดที่เป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตน
สง่างามด้วยสีสันลวดลายบนเนื้อตัวของมัน
มันเป็นราชินีแห่งการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นได้โดยไม่ต้องพากเพียรใดๆ
มันเยื้องย่างอย่างมั่นคงไปในป่าดงพงพี
นี้คือธรรมวินัยที่อาตมาวางใจ
ความตายย่อมชี้นำบุคคลให้ดำเนินสู่มรรคาแห่งความความอิสระหลุดพ้น
ความตายย่อมนำความผาสุกมาให้บุคคลผู้มีชีวิตอยู่กับธรรมวินัยเช่นนี้

วรรณกรรมของอาตมาถูกประพันธ์ขึ้นจากดวงจิตที่สมบูรณ์ด้วยสติ
อาตมาย่อมจดจ่อและมีธัมมะวิจัย ต่อภาวะที่ปราศจากความเป็นของคู่ตามคติทวินิยม
นี้คือธรรมะซึ่งอาตมาวางใจ
ความตายย่อมชี้นำบุคคลให้ดำเนินสู่มรรคาแห่งความความอิสระหลุดพ้น
ความตายย่อมนำความผาสุกมาให้บุคคลผู้มีชีวิตอยู่กับธรรมะเช่นนี้

การชำระแก่นแท้ของพลังที่เคลื่อนไหว ให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
เป็นดังพญาอินทรีย์ที่บินผงาดด้วยปีกแห่งประสบการณ์และสัมมาญาณทัศนะ
สู่ปราสาทแห่งความไร้อัตตาตัวตน
นี้คือการบรรลุธรรมซึ่งอาตมาวางใจ
ความตายย่อมชี้นำบุคคลให้ดำเนินสู่มรรคาแห่งความความอิสระหลุดพ้น
ความตายย่อมนำความผาสุกมาให้บุคคลผู้บรรลุธรรมเช่นนี้

ท่านธัมปาสันจีกล่าวว่า “สิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมด ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ท่านไม่สามารถใช้สิ่งต่างๆในโลกภายนอก มาเป็นข้ออุปมาเปรียบเปรยกับความตระหนักชัดอันแท้จริง ถ้าท่านเป็นนักบวชที่แท้จริง ท่านควรหยั่งรู้ถึง สติอันว่องไวนี้ ในความเป็นมายาลวงและในอาการหลงผิด” ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกชื่อ “ความผาสุกทั้งหกของดวงจิต”
ด้วยการหลีกเร้นสู่สถานที่อันสงบสงัดซึ่งเต็มไปด้วยความวิเวก
อันเป็นที่ซึ่งหมู่เทพยดามากมายพากันมาชุมนุม
อาตมาดำเนินชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมวิจยสัมโพชฌงค์

การขจัดอุปาทานในเบ็ญจขันธ์ซึ่งหยั่งรากลึกลงในสัญชาติญาณด้วยสุญตาธรรม
เป็นสิ่งที่อาตมาขอน้อมคารวะด้วยความจริงใจ
ด้วยการแทรกซึมอยู่ในความว่างเปล่าแห่งดวงจิตของอาตมา
อาตมาได้บรรลุถึงสภาพอมตะที่การเวียนเกิดตายสูญสลายไปด้วยตัวของมันเอง
สภาพปรมังสุขขังได้ปรากฏแจ่มแจ้งโดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ
อาตมาได้เข้าถึงบรมธรรมสูงสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว

ด้วยการปฏิบัติบำเพ็ญโดยมิต้องพักหรือเพียร
อาตมาจึงได้บรรลุถึงอาณาจักรที่ปราศจากอุปสรรครบกวน
อันเป็นที่ซึ่งทั้งสมถะและวิปัสสนา สุญสลายไปด้วยตัวมันเอง
อาตมาได้เข้าถึงบรมธรรมสูงสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว

ด้วยการมีชีวิตอยู่อย่างเป็นไปเองและสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ เต็มรูปแบบ
อาตมาได้บรรลุสู่อนันตภาวะ ในที่ซึ่งรูปแบบทั้งหลายของพระธรรมวินัย สูญสลายไปด้วยตัวเอง
ผาสุกยิ่งนัก กับการประกอบกรรมโดยตระหนักชัดต่อปรมัตถสภาวะธรรม
อาตมาได้เข้าถึงความรู้แจ้งอย่างสมบูรณ์แล้ว

ด้วยการแทรกซึมอยู่ในอาณาจักรที่ปราศจากการกระตุ้นเตือน
อาตมาได้ตระหนักชัดต่อสภาวะที่ปราศ จากการยึดครองสิ่งใดๆ
นิมิตลวงแห่งเรือนกายของพระพุทธองค์ทุกรูปแบบไม่ปรากฏอีกต่อไป
ผาสุกยิ่งนักกับดวงจิตที่ได้รับแรงบันดาลใจสูงสุด
อาตมาได้เข้าถึงบรมธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว

ด้วยการสถิตอยู่ในอาณาจักรที่ปราศจากบทบัญญัติแห่งพระธรรมวินัย
อาตมาจึงพ้นจากอาบัติเศร้าหมองทั้งปวง
รูปแบบต่างๆของศีลสิกขาสิ้นสุดลงด้วยตัวของมันเอง
ผาสุกยิ่งนักกับดวงจิตที่ดำรงอยู่ด้วยอธิศีลของพระอริยเจ้าอันเป็นโลกุตตระ
อาตมาได้เข้าถึงบรมธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว

ด้วยปราศจากตัณหาล้ำหน้าที่มุ่งหวังหน่วงเอามรรคผลนิพพาน
อาตมาจึงบรรลุถึงภาวะแห่งความปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
ความหวังและความกลัวสูญสลายไปด้วยตัวของมันเอง
ผาสุกยิ่งนักคือดวงจิตของอาตมากับความวิมุติหลุดพ้นอันสูงสุด
อาตมาได้เข้าถึงบรมธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว

ท่านธัมปาสันจีได้แสดงความคิดเห็นว่า “อาตมาก็ได้ผ่านประสบการณ์ทั้งหมดเช่นเดียวกับที่ท่านได้กล่าวแสดงมา ณ บัดนี้ อาตมาได้พบพุทธศาสนิกชนที่จบกิจแห่งพรหมจรรย์ ในทิเบตแล้ว มันยากยิ่งนักแม้แต่ในอินเดีย ที่อาตมาจะพบพุทธศาสนิกชนที่ก้าวหน้าสักคนหรือสองคน ที่สามารถเทียบเทียมกับท่านได้ อาตมาไม่ต้องการท่าน ท่านเองก็ไม่ต้องการอาตมา”
เมื่อกล่าวจบด้วยความร่าเริงเบิกบาน ท่านธัมปาสันจีทำท่าจะจากไป ท่านมิลาเรปะได้จับชายจีวรของท่านธัมปาสันจีเอาไว้ พร้อมกับกล่าวว่า “เป็นที่เลื่องลือว่าท่านมีคำสอนที่เรียกว่า “การขจัดความเศร้าโศกทั้งปวง” และการปฏิบัติตามคำสอนนี้ ทำให้บุคคลปรับเปลี่ยนพฤติของดวงจิตในภายใน ดังนั้นจึงบรรลุพุทธภาวะทันทีทันใด ณ บัดนี้ อาราธนาพระคุณเจ้า แสดงให้อาตมาฟังด้วย” ท่านธัมปาสันจีตอบว่า “เท่าที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครได้ยินอาตมาแสดง และจะไม่มีวันที่ผู้ใดจะได้ยินอาตมากล่าวแสดงด้วย” ในที่สุดท่านธัมปาสันจีก็แสดงธรรม ตามคำอาราธนาของท่านมิลาเรปะ

ณ บัดนี้ จงได้ฟังธรรมคีตาแห่งการปล่อยวางความทุกข์โศกทั้งมวล

เมื่อพญามารจู่โจมเข้าประทุษร้ายท่าน มันถึงเวลาที่ท่านจำต้องแสดงอภิญญา
เมื่อความป่วยเจ็บรุมล้อมเข้ามา มันถึงเวลาที่ท่านจักต้องใช้พลังแห่งสติที่สมบูรณ์
เมื่อกิเลสอนุสัยที่ตกตะกอนนอนก้นอยู่ในภายในกำเริบ มันถึงเวลาที่ท่านจักต้องงมมันขึ้นมาเพื่อการขจัดออก

เมื่อพักผ่อนอยู่ในสถานที่อันสงบวิเวก
มันถึงเวลาที่จะสถิตอยู่ในวิหารแห่งสุญตาธรรมอันสมบูรณ์พร้อมด้วยสติ
เมื่อต้องคลุกคลีด้วยหมู่ชน มันถึงเวลาของการแสดงพระธรรมเทศนาเพื่อนำพาผู้คนสู่สัมมาทิฐิ
เมื่อความง่วงเหงาซึมเซาก่อตัวขึ้นมา มันถึงเวลาแห่งอโลกะสัญญาอันสว่างโล่งโถงไม่มีประมาณ
เมื่ออวิชชาสังขารเกิดขึ้นในมโนทวาร มันถึงเวลาของความตระหนักชัดต่อปรมัตถสภาวะธรรม
เมื่อดวงจิตเผลอสติดำเนินสู่โลกธรรม
มันถึงเวลาใช้ธรรมวิจัยเกี่ยวกับตถาตภาพแห่งความมีปรกติเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ

เมื่อกล่าวโดยสรุป ธรรมคีตาแห่งการขจัดทุกข์โศกของอาตมาภาพ ย่อมนำพาผู้ทุกข์ทรมานให้ประสบโชคดี
ความคิดที่หลั่งไหลด้วยอวิชชาสังขารอันชั่วร้ายไม่สามารถนำความทุกข์ทรมานมาให้อีกต่อไป
เมื่อใดก็ตามที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย ท่านย่อมสามารถใช้มันเป็นบทเรียน จนกลายมาเป็นธรรมโอสถ
ศัตรูทั้งผองของท่าน ย่อมกลับนำความผาสุกมาให้
เมื่อมรณกาลมาเยือน ท่านกลับใช้มันเป็นสัมมาอริยมรรค
นี้เป็นคำสอนแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
มันเป็นคำแนะนำซึ่งมหาสมณะ ดอจี ชาง ผู้เป็นชีวิตและหัวใจของเทพธิดาในสี่ภพภูมิ มอบไว้ให้
มันเป็นความล้ำลึกแห่งตันตระทั้งสี่ อันเป็นแก่นของพระธรรมที่สืบสานต่อๆกันมาด้วยเสียงกระซิบในภายใน
กุญแจแห่งแก่นคำสอนทั้งปวง คือคำสอนแห่ง “การขจัดความเศร้าโศกทั้งปวง”

ท่านมิลาเรปะนั่งฟังด้วยความยินดี แต่จีวรผ้าฝ้ายบางๆทำให้ร่างกายของท่านมิลาเรปะ ไม่ได้รับการปกปิดตามที่ควร ท่านธัมปาสันจีจึงกล่าวว่าการไม่ปกปิดสิ่งที่ควรปกปิด เป็นเหมือนคนวิกลจริต ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกชื่อ “ธรรมคีตาแห่งคนวิกลจริต”

อาตมาขอน้อมคารวะคณาจารย์ทั้งปวง
อาตมาถือเอาวิสุทธิบุคคลผู้ประเสริฐเป็นสรณะ
อาตมาสวดภาวนาให้ท่านขจัดอุปสสรคทั้งมวลและนำพาอาตมาสู่สัมมาอริยมรรค

ผู้คนกล่าวกันว่า “มิลาเรปะไม่ได้วิกลจริตดอกหรือ?”
อาตมาเองก็คิดว่าอาจจะเป็นดังที่เขาว่าด้วยเช่นกัน
ณ บัดนี้ จงได้รับฟังความวิกลจริตของอาตมา

บิดาและบุตรวิกลจริต
เช่นเดียวกันกับ กระแสธรรมธารา และความสำเร็จแห่งสมณะดอจี ชาง
แม้แต่ ท่านทิโลปะ หลวงปู่ผู้ทรงมหิทธานุภาพของอาตมา และท่านนาโรปะ ก็วิกลจริตด้วย
เช่นเดียวกันกับ ท่านมาระปะบิดาผู้ถ่ายทอดพระธรรม และอาตมามิลาเรปะ
ปีศาจแห่งกายทั้งสี่ของพุทธะ ทำให้ความสำเร็จของมหาสมณะดอจี ชาง เป็นความบ้า
ความชั่วร้ายของมหามุทราหรือสุญตาธรรม ทำให้หลวงปู่ทิโลปะของอาตมา เป็นบ้า
ปีศาจแห่งความลับของมหาสติ ทำให้หลวงปู่นาโรปะเป็นบ้า
ความชั่วร้ายแห่งตันตระทั้งสี่ ทำให้ท่านพ่อมาระปะ เป็นบ้า
ปีศาจแห่งพลังจิตและพลังปราณ บีบคั้นจนมิลาเรปะเป็นบ้า

ความเข้าใจที่ปราศจากอคติด้วยตัวของมันเอง คือความบ้า
เช่นเดียวกับปฏิกิริยาของความอิสระหลุดพ้น
เช่นเดียวกับแสงสว่างใสแห่งความปราศจากการนึกคิดจินตนาการ
เช่นเดียวกับการบรรลุธรรมที่ปราศจากความหวังและความหวั่นไหวใดๆ
และเช่นเดียวกับ พระธรรมวินัยที่ปราศจากการเสแสร้ง

อาตมาไม่ได้บ้าเฉพาะตัวเอง แต่อาตมายังปราบบรรดาปีศาจอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย
ด้วยคำแนะนำอันล้ำลึกของคุรุ อาตมาจึงกำราบนางปีศาจทั้งหลาย
ด้วยพรชัยของเทพธิดา อาตมาจึงกำราบนางปีศาจทั้งหลาย
ด้วยความชั่วร้ายแห่งโลกียสุข อาตมาจึงเข้าถึงโลกุตตระสุข
ด้วยความชั่วร้ายแห่งความตระหนักชัดที่เป็นไปเอง อาตมาได้ประกอบกรรมทั้งปวง

อาตมาไม่ได้กำราบเหล่าปีศาจเท่านั้น อาตมายังได้รับความเจ็บปวดและความป่วยไข้
อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการโต้ตอบที่เป็นวิบากผลกลับคืนมา
ความอิ่มอุดมอันยิ่งใหญ่ รุมเร้าที่หน้าอกของอาตมา ในการปฏิบัติอานาปานสติภาวนา
ความไข้แห่งปรีชาญาณโจมตีอาตมาจากเบื้องบน
ความหนาวเหน็บแห่งสมาธิ ย่ำยีอาตมาจากเบื้องล่าง
ความไข้หนาวเหน็บของความที่ยิ่งกว่าสุขแห่งสุญตาธรรม ทำร้ายอาตมาในท่ามกลาง
อาตมาอาเจียนโลหิตแห่งคำแนะนำอันล้ำลึกออกมา
อาตมาหนาวสั่นอยู่ด้วยแก่นสารสาระแห่งพระธรรม

อาตมาเต็มไปด้วยความเจ็บป่วยและความตาย
อุปาทานของอาตมา ตายลงในปริมณฑลอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งสัมมาทิฐิ
สิ่งรบกวนและความเกียจคร้านของอาตมา ตายลงในปริมณฑลแห่งการปฏิบัติธรรม
ความเสแสร้งและหลอกลวงของอาตมา ตายลงในปริมณฑลแห่งการประกอบกุศลกรรม
ความกลัวและความหวังของอาตมา ตายลงในปริมณฑลแห่งการบรรลุธรรม
ความทุจริตของอาตมา ตายลงในปริมณฑลแห่งพระธรรมวินัย
อาตมาผู้เป็นนักบวชก็จักตายลงในอาณาจักรแห่งกายทั้งสามของพุทธะ

พรุ่งนี้เช้า เมื่ออาตมาตาย
ไม่มีผ้าห่อศพ แต่มีอภินิหารจากสรวงสวรรค์ปรากฏอย่างลึกลับ
ศพจะไม่ถูกหุ้มห่อด้วยผ้าป่าน แต่จะหุ้มห่อด้วยเส้นเชือกแห่งท่อธารชีวิตส่วนกลาง
ศพที่เคลื่อนไปยังสุสาน จะไม่มีลูกหลานมาร่ำไห้ จะมีแต่พรชัยแห่งบุตรของมหาสติ
ศพจะไม่เคลื่อนไปตามถนน แต่จะเคลื่อนไปตามสัมมาอริยมรรคแห่งโพธิ

คุรุแห่งคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายในที่สืบสามต่อๆกันมา เป็นผู้เดินนำหน้า
บรรดาเทพธิดาแห่งภพภูมิทั้งสี่ ช่วยกันจัดขบวนแห่ศพ
ศพจะไม่ถูกนำไปสู่เตาเผา แต่จะไปยังภูผาแห่ง พุทธะ
ศพจะไม่ถูกหามไปยังสุสานที่สุนัขจิ้งจอกวิ่งเล่นกันอยู่
แต่จะไปยังสวนแห่งประสบการณ์และปรีชาญาณ
ศพจะถูกฝังลงในหลุมของมหาสมณะดอจี ชาง ผู้เป็นองค์พระพุทธเจ้าวัชชระธารา

ท่านธัมปาสันจีกล่าวว่า “ความวิกลจริตของท่านดีจริงๆ” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “โดยที่เรานักบวชทั้งสองได้พบกัน ณ บัดนี้ควรได้จัดพิธีฉลองด้วยกัน”
ท่านธัมปาสันจีกล่าวว่า “ท่านเป็นชาวทิเบต ท่านต้องเป็นเจ้าภาพ ท่านต้องเป็นผู้จัดเลี้ยงก่อน” ท่านมิลาเรปะดึงกะโหลกศีรษะที่มีมันสมองของท่านออกมา และตัดคอกับมือมาทำเตา ท่านตั้งกะโหลกบนเตา และพ่นไฟจากเตโชกสิณเพื่อทำให้กะโหลกร้อน มันสมองเริ่มเปล่งรังสีพวยพุ่งเป็นลำแสงห้าสี ออกไปทุกทิศทุกทาง ท่านธัมปาสันจีจำแลงกายเป็นเจ็ดร่าง ยืนบนกองหญ้าเจ็ดกอง ท่านมิลาเรปะก็จำแลงกายเป็นธรรมมณฑลของพระพุทธเจ้า เดม ชอง เจ็ดมณฑล สมบูรณ์พร้อมด้วยประตูทางเข้าออกรวมแปดทาง ในแต่ละมณฑล มีพิธีเลี้ยงฉลองด้วยความผาสุกอันมหัศจรรย์ทั้งหก
กอหญ้าที่ร่างจำแลงซึ่งเป็นท่านมิลาเรปะตัวจริงยืนอยู่ จะงอลงเล็กน้อย ท่านมิลาเรปะกล่าวกับท่านธัมปาสันจีว่า “ความช่ำชองในอานาปานสติภาวนาระหว่างท่านกับอาตมา พอๆกัน ทำไมกันหนอ กอหญ้าที่อาตมายืนอยู่ จึงงอเล็กน้อย?” ท่านธัมปาสันจีตอบว่า “ไม่มีความแตกต่างในความรู้แจ้งตระหนักชัดระหว่างของอาตมากับของท่านดอก การที่กอหญ้าที่ท่านยืนอยู่งอเล็กน้อย มีเหตุผลง่ายๆว่า เป็นเพราะท่านเกิดเป็นชาวทิเบต สำหรับสัมมาทิฐิและการประกอบกรรมของท่าน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับของอาตมา เพราะฉะนั้นสานุศิษย์ในสายสืบสานศาสนธรรมของท่านกับของอาตมา จะมองสบตาต่อตากัน ในการปฏิบัติธรรมและในความเข้าใจ”
นี้คือตำนานเรื่องราวแห่ง ตองหลา

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com