Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

เรชุงปะ สู่เมือง วู

 ขอน้อมคารวะต่อคณาจารย์ทั้งปวง

ชาวบ้านนะยานันได้นิมนต์ท่านมิลาเรปะไปพำนักที่ถ้ำระฆัง ขณะที่ท่านเรชุงปะพักอยู่อีกถ้ำหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไป ในสมัยหนึ่ง บรรดาคุรุ เทพผู้พิทักษ์ที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ และบรรดาเทพธิดา ได้มาปรากฏในนิมิตของท่านเรชุงปะ และชักชวนท่านเรชุงปะให้ถามท่านอาจารย์ถึงความเกี่ยวพันกับชีวิตของเขา หลังจากท่านมิลาเรปะตอบให้ทราบแล้ว ท่านเรชุงปะก็เกิดความปรารถนาที่จะไปเมือง วู ที่อยู่ภาคกลางของทิเบต
ท่านมิลาเรปะและศิษย์เอกเรชุงปะ ได้รับการเอื้อเฟื้อจากชาวบ้านนะยานันด้วยดีตลอดมา พุทธศาสนิกชนที่ยังหนุ่มยังสาว พากันอนุมานเอาเอง ว่าท่านเรชุงปะคงจะมีภูมิธรรมสูงกว่าท่านมิลาเรปะเนื่องด้วยได้เล่าเรียนปริยัติธรรมมากมายมาจากอินเดีย ส่วนบรรดาผู้สูงอายุกลับชื่นชมศรัทธาในตัวท่านมิลาเรปะมากกว่า
ท่าน เรชุงปะทราบดีว่าตนเองนั้น ไม่อาจเทียบเคียงกับท่านมิลาเรปะได้แม้เท่าธุลี พุทธศาสนิกชนที่ยังหนุ่มสาวได้กระทำการอันโง่เขลา โดยพากันแสดงความนับถือบูชาตน มากกว่าท่านมิลาเรปะ ท่านเรชุงปะเริ่มวิตกกังวลกับเหตุการณ์เช่นนี้ และท่านคิดว่าหนทางแก้ไข ก็คือการแยกตัวออกไปบำเพ็ญเพียร
รุ่งเช้าของวันต่อมา ท่านเรชุงปะเห็นท่านอาจารย์นอนหลับเอาศีรษะซ่อนไว้ใต้แขนเหมือนนก ท่านเรชุงปะดำริว่า “คุรุของเรา บรรลุถึงธรรมกาย ท่านกำลังบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ด้วยฝึกเป็นนกหรืออย่างไร?” ท่านมิลาเรปะหยั่งทราบดำริของท่านเรชุงปะด้วยญาณวิถีของท่าน ท่านจึงแสดงบทโศลกชื่อ “สื่อริยาบถ”

จงได้ฟังอาตมา เรชุงปะ ลูกเอ๋ย ในบางเวลาเธอเห็นพ่อเฒ่า มิลา ของเธอนอน
แต่ในการนอนนั้น สำหรับผู้ที่รู้จักขจัดอวิชชา ย่อมมีการดำรงจิตไว้ในสติปัฏฐานสี่เสมอ
น้อยคนนักที่รู้จักข้อแนะนำนี้
อาตมาย่อมชื่นชมต่อผู้ที่ได้รับอานิสงส์แห่งคำสอนนี้

ในบางเวลาเธอเห็นพ่อเฒ่า มิลา ของเธอกิน แต่ในการกินนั้น
ย่อมมีการดำรงจิตไว้ในสติปัฎฐานสี่เสมอ
น้อยคนนักที่รู้จักข้อแนะนำนี้
อาตมาย่อมชื่นชมต่อผู้ที่ได้รับอานิสงส์แห่งคำสอนนี้

ในบางเวลาเธอเห็นพ่อเฒ่า มิลา ของเธอเดิน แต่ในการเดินนั้น ย่อมมีการปฏิบัติธรรมเสมอ
น้อยคนนักที่รู้จักข้อแนะนำนี้
อาตมาย่อมชื่นชมต่อผู้ที่ได้รับอานิสงส์แห่งคำสอนนี้

เรชุงปะ เธอควรได้ปฏิบัติตามแนวทางนี้ด้วย
เมกอม ลุกขึ้นเถิด ได้เวลาทำน้ำซุปแล้ว

ท่านเรชุงปะได้กราบขออนุญาตท่านมิลาเรปะ เพื่อเดินทางไปยังเมืองวู โดยให้เหตุผลมากมาย ตอนท้ายของคำอ้อนวอน ท่านเรชุงปะได้ยกเหตุผลว่า

เพื่อไปเยือนสถานที่ และดินแดนต่างๆ เพื่อไปเดินวนรอบลาซาอันศักดิ์สิทธิ์
เพื่อจะได้เห็นสองใบหน้าอันศักดิ์สิทธิ์ของ โจ แช๊ก เพื่อเยี่ยมเยือนวิหารแห่งนักบุญ ซามเย
เพื่อเวียนรอบ ยูรู คราดรั๊ก เพื่อเยี่ยมชมที่ประทับของ มานโก
เพื่อเที่ยวชมรอบๆ นะแยล และ โลโร และเพื่อบิณฑบาตร
กระผมต้องไปยัง วู

ท่านมิลาเรปะได้บอกปฏิเสธว่า “ลูกเอ๋ย แม้เธอจะได้พบสานุศิษย์มากมายที่ วู แต่ยังไม่ถึงเวลาอันสมควรที่จะไป เธอไม่สมควรฝ่าฝืนคำสั่งของคุรุ จงฟังอาตมา”

ผู้ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อภาระกิจอันสำคัญยิ่งและเพื่อมรรคาอันช่ำชองแห่งบรรดาถ้อยคำเร้นลับ
เขาผู้นั้นคือพุทธะซึ่งอวตารลงมาในรูปกายของมนุษย์
ด้วยการครอบครองกายอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ อันเป็นบรรดารูปธรรมแห่งความที่ยิ่งกว่าสุข
อาตมาขอน้อมคารวะท่านด้วยดวงใจ ท่านมาระปะผู้ยิ่งใหญ่

ในเช้าตรู่อันแจ่มใสของวันที่แปดนี้
ดวงสุริยาโผล่พ้นขอบฟ้าเหมือนผลึกแก้วของลูกไฟ
ทอแสงอันอบอุ่นและสว่างไสว สาดส่องไปทั่ว
อาตมารู้สึกผาสุกสดชื่นยิ่งนัก

เรชุงปะลูกเอ๋ย ผู้คนพูดถึงเธอว่าเป็นดังนักรบแห่งกองทัพธรรม ผู้ถือหอกหลาวของทหารนับร้อยคน
จงควบคุมดวงจิตของเธอ และอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย
จงพยายามชำระล้างดวงจิตของเธอให้ใสเหมือนกระจก
และจงได้เงี่ยหูลงสดับรับฟังอาตมาเถิด
ขณะที่เธอกำลังพำนักอยู่ในกระท่อมอันสงบสงัด ไฉนจึงคิดไปว่าเธอกำลังพำนักอยู่ในต่างแดน?
เธอกำลังบำเพ็ญสมาธิภาวนากับคุรุที่เป็นพุทธะ ไฉนจึงต้องการวนรอบลาซา?
ขณะที่เธอกำลังจดจ่อจ้องมองดวงจิตของเธอเล่นละคร ทำไมจึงต้องการเห็นวิหาร ซามเย?
ถ้าเธอยังมีความลังเลสงสัยกับความว่างแบบขาดสูญอันเป็นมิจฉา ทำไมจึงอยากไปเยือน มานโก?
โดยที่เธอกำลังปฏิบัติตามคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบภายใน ทำไมจึงอยากเที่ยวรอบๆ โลโร และ นะแยล?
ถ้าเธอกำลังจ้องมองล้ำลึกลงไปในดวงจิต ทำไมจึงต้องการเวียนรอบ คราดรั๊ก?

ท่านเรชุงปะยังคงดื้อดึง ท่านมิลาเรปะได้กล่าวต่อไปว่า

มันเป็นการดีสำหรับเธอ ผู้เป็นดังสิงโตภูเขาขาว ที่จะอยู่ในที่สูงและไม่ลงไปต่ำถึงหุบเขาเบื้องล่าง
ถ้าไม่เช่นนั้น แผงคออันสวยงามของเธอ จักต้องแปดเปื้อน
เพื่อรักษามันเอาไว้ให้ดี เธอจึงควรอยู่บนยอดของภูเขาหิมะ
เรชุงปะ จงได้ฟังถ้อยคำของอาตมาในวันนี้

มันเป็นการดีสำหรับเธอ ผู้เป็นดังพญาอินทรีย์ ที่จะได้เกาะอยู่บนภูผาสูงชัน และไม่ตกลงไปในหุบเหว
ถ้าไม่เช่นนั้น ปีกทั้งคู่อันทรงพลังของเธอ จักพินาศย่อยยับ
เพื่อรักษามันเอาไว้ให้ดี เธอจึงควรอยู่บนภูผาที่สูงชัน
เรชุงปะ จงได้ฟังถ้อยคำคุรุของเธอ

มันเป็นการดีสำหรับเธอ ผู้เป็นดังพยัคฆ์ร้ายแห่งพงไพร ที่สมควรจะอยู่แต่ในป่าลึก
ถ้าเธอท่องเที่ยวไปในทุ่งราบ ความสง่างามของเธอจักเสื่อมถอยลง
เพื่อรักษาความสง่างามของเธอให้สมบูรณ์ เธอควรอยู่แต่ในป่า
เรชุงปะ จงได้ฟังถ้อยคำคุรุของเธอ

มันเป็นการดีสำหรับเธอ ผู้เป็นมัจฉาซึ่งมีดวงตาสีทอง ที่สมควรจะแหวกว่ายอยู่แต่ในกลางทะเลลึก
ถ้าเธอว่ายเข้าไปใกล้ฝั่งมากเกินไป เธอจะหลงเข้าไปถูกจับในตาข่ายอวน
เธอควรจะอยู่แต่ในกลางทะเลลึก
เรชุงปะ จงได้ฟังถ้อยคำคุรุของเธอ

มันเป็นการดีสำหรับเธอ เรชุงปะแห่งกูงตัง ที่จะพำนักอยู่ในกระท่อม
ถ้าเธอท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ประสบการณ์และความตระหนักชัดของเธอ จักเสื่อมคลายลง
เพื่อสั่งสมและบ่มเพาะการสละอุทิศตนของเธอ เธอควรพำนักอยู่ในขุนเขา
เรชุงปะ จงได้ฟังถ้อยคำคุรุของเธอ

ท่านเรชุงปะกล่าวตอบว่า “ท่านอาจารย์ ถ้ากระผมอยู่กับท่านอาจารย์นานเกินไป กระผมจะกลายเป็นอุปสรรคมากกว่าที่จะช่วยท่านอาจารย์ และเพื่อเป็นการแสวงหาประสบการณ์และความตระหนักชัดในต่างแดน กระผมปรารถนาที่จะไป” จากนั้นท่านเรชุงปะกล่าวบทโศลกว่า

จงฟังกระผม ท่านอาจารย์ผู้เป็นดังบิดา
ถ้ากระผมผู้เป็นดังสิงโตขาวบนภูเขาหิมะ ไม่ได้ลุกขึ้นมากระทำอะไรเลย
กระผมจะสามารถตกแต่งแผงคออันสวยงามของกระผมได้อย่างไร?
เรชุงปะไม่ต้องการที่จะอยู่เฉยๆ แต่ต้องการไปเยือน วู
กระผมขออนุญาตจากท่านเพื่อออกเดินทางในวันนี้

ถ้ากระผมผู้เป็นดังพญาอินทรีย์ราชาแห่งนก ไม่ได้บินทะยานไปในห้วงเวหา
กระผมจะสามารถเพิ่มพลานุภาพให้กับปีกทั้งคู่ของกระผมได้อย่างไร?
เรชุงปะไม่ต้องการที่จะอยู่เฉยๆ แต่ต้องการไปเยือน วู
กระผมขออนุญาตจากท่านเพื่อออกเดินทางในวันนี้

ถ้ากระผมผู้เป็นดังพยัคฆ์ร้ายเจ้าแห่งพงไพร ไม่ท่องเที่ยวไปในป่าลึก
กระผมจะสามารถแยกเขี้ยวคำรามได้อย่างมีอำนาจมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร?
เรชุงปะไม่ต้องการที่จะอยู่เฉยๆ แต่ต้องการไปเยือน วู
กระผมขออนุญาติจากท่านเพื่อออกเดินทางในวันนี้

ถ้ากระผมผู้เป็นดังมัจฉาแห่งท้องทะเลลึก ไม่ว่ายเข้าไปใกล้ฝั่ง
กระผมจะสามารถทำให้ดวงตาสีทองทั้งคู่ของกระผม แจ่มใสแหลมคมยิ่งขึ้นได้อย่างไร?
เรชุงปะไม่ต้องการที่จะอยู่เฉยๆ แต่ต้องการไปเยือน วู
กระผมขออนุญาติจากท่านเพื่อออกเดินทางในวันนี้

ถ้ากระผมเรชุงปะแห่งกูงตัง ไม่เดินทางไปยังต่างแดน
กระผมจะสามารถเพิ่มพูนความก้าวหน้าในประสบการณ์และความตระหนักชัดได้อย่างไร?
เรชุงปะไม่ต้องการที่จะอยู่เฉยๆ แต่ต้องการไปเยือน วู
กระผมขออนุญาติจากท่านเพื่อออกเดินทางในวันนี้
ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เรชุงปะ ก่อนที่เธอจะได้บรรลุถึงความรู้แจ้งตระหนักชัดอันสูงสุด มันย่อมเป็นการดีกว่า ที่จะอยู่กับอาตมาโดยไม่ไปที่อื่น จงฟังบทโศลกของอาตมา”

ก่อนที่ศรัทธาในพระธรรมจะหยั่งรากมั่นคง จงอย่ารับการบริจาคด้วยความสนุกสนาน
ก่อนที่เธอจะได้ตระหนักชัดต่อธรรมชาติของจิตเดิมแท้อันประภัสสร
จงอย่าได้โอ้อวดถึงภูมิรู้อันเป็นปรัชญาชั้นสูงของเธอ
ก่อนที่เธอจะมีสติอันสมบูรณ์แท้จริงในภายใน จงอย่าได้ข้องแวะกับการกระทำที่ไร้สาระ
ก่อนที่เธอจะสามารถชี้แนะต่อผู้คน จงอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับภูติผีปีศาจ
ก่อนที่เธอจะสามารถแจกแจงคำสอนที่ลึกซึ้ง จงอย่าได้มัวติดยึดกับความรู้เห็นที่ยังไม่สมบูรณ์
ก่อนที่จะสามารถเพิ่มพูนบุญกุศลให้แก่ตน จงอย่าดูแคลนผู้อื่น
ก่อนที่เธอจะสามารถละวางตัณหาราคะในภายใน
จงอย่าได้ยึดถือหน่วงเอาผลแห่งการบำเพ็ญบุญว่าเป็นสมบัติของเธอเลย
ก่อนที่เธอจะสามารถหยุดยั้งความคิดปรุงแต่งที่สั่งสมเป็นสัญชาติญาณในภายในลงได้
จงอย่าได้คาดเดาเมื่อเธอจำเป็นต้องพยากรณ์
ก่อนที่เธอจะบรรลุถึงการตรัสรู้ จงอย่าได้บังเกิดความคิดว่าเธอเป็นนักบวชผู้วิเศษ
ก่อนที่เธอจะสามารถเข้าถึงสัมมาอริยมรรคได้อย่างสมบูรณ์
จงอย่าเพิ่งหนีห่างจากอาจารย์ของเธอเลย
เรชุงปะ ลูกเอ๋ย อย่าไปเลยจะดีกว่า แต่จงอยู่ที่นี่เถิด

ท่านมิลาเรปะได้กล่าวต่อไปว่า “มันดูเหมือนว่าเธอจะไม่ยอมรับคำแนะนำของอาตมา แต่ตั้งใจไว้แน่วแน่ที่จะไป แม้ว่าอาตมาจะได้ให้สัญญาไว้กับญาติโยมว่าจะไม่ให้เธอไปเยือน วู สัญญาที่ให้ไว้กับญาติโยมของอาตมาเป็นเหมือนดังมายาและความฝันไปแล้ว ดังนั้น อาตมาจะอนุญาติตามคำร้องขอของเธอ เธอตระเตรียมการเดินทางได้แล้ว”
เรชุงปะดีใจมากจนแทบหลั่งน้ำตา เขาพำนักอยู่กับท่านอาจารย์ต่ออีกสองสามวัน เพื่อศึกษาคำแนะนำที่ล้ำลึกเพิ่มเติม และเพื่อคัดลอกพระคัมภีร์บางตอน
เมื่อพร้อมออกเดินทาง ท่านเรชุงปะในชุดครองจีวรผ้าฝ้าย ได้นำเอาโอสถขนานเอกอารูร่า และพระคัมภีร์แห่งเสียงกระซิบภายในที่คัดลอกบางส่วนไว้ ติดตัวไปด้วย ท่านเข้ามากราบขอพรในการเดินทางจากท่านมิลาเรปะ
ท่านมิลาเปะดำริว่า “เรชุงปะไปคราวนี้นาน การจากกันคราวนี้ อาจทำให้ไม่ได้พบกันอีก” ท่านจึงตามมาส่งเรชุงปะ เมื่อถึงสันเขา ท่านถามเรชุงปะว่า “เธอจะไปของเธออย่างไร?” ท่านเรชุงปะกล่าวว่า

โดยใช้พระธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบกระผมจะก้าวไปในวิถีแห่งการปรากฏของความว่างเปล่าหรือสุญตา
โดยปราศจากทั้งมิจฉาทิฐิแห่ง ความไม่มีอะไรเลยแบบขาดสูญและความมีตัวมีตนของมันเองอันสุดโต่ง
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคอันไม่มีวันผันแปร กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าความเข้าใจของกระผมจักน้อยนัก กระผมก็ไม่เสียใจ

โดยใช้พระธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบ กระผมจะก้าวไปในแสงสว่างใสแห่งความที่ยิ่งกว่าสุข
โดยปราศจากทั้งความเกียจคร้านและสิ่งรบกวน
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคแห่งแสงสว่างใส กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าการปฏิบัติของกระผมจักน้อยนัก กระผมก็ไม่เสียใจ

โดยใช้การประพฤติธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบ กระผมจะก้าวไปในพระธรรมวินัย
โดยปราศจากวจีกรรมที่โง่เง่า
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคแห่งความสิ้นอุปาทานในเบญจขันธ์ กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าการกระทำของกระผมจักน้อยนัก กระผมก็ไม่เสียใจ

โดยใช้ธรรมะแห่งสัมมายาเป็นข้อเปรียบเทียบ กระผมจะก้าวไปในความบริสุทธิ์
โดยปราศจากทั้งความหลอกลวงและความมีมารยาสาไถย
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคแห่งความไม่อ้อมค้อม กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าศีลของกระผมจักน้อยนัก กระผมก็ไม่เสียใจ

โดยใช้สัมฤทธิ์ผลแห่งพระธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบ กระผมจะก้าวไปในอนันตภาวะที่แทรกซึมอยู่ทุกแห่งหน
โดยปราศจากทั้งความกลัวและความหวัง
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคแห่งกายทั้งสี่ของพุทธะ กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าสัมฤิทธิ์ผลของกระผมจักน้อยนัก กระผมก็ไม่เสียใจ

โดยใช้ท่านอาจารย์มาระปะเป็นข้อเปรียบเทียบ กระผมจะก้าวไปในพระธรรมคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบภายใน
โดยปราศจากทั้งการพูดและถ้อยคำ
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคแห่งคำแนะนำอันล้ำลึก กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าสมรรถนะทางจิตวิญญาณของกระผมจักน้อยนัก กระผมก็ไม่เสียใจ

โดยใช้ท่านคุรุมิลาเรปะของกระผมเป็นข้อเปรียบเทียบ กระผมจะก้าวไปในความแข็งแกร่งทรหดอดทน
โดยปราศจากทั้งความเกียจคร้านและความเฉื่อยชา
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคแห่งความขยันหมั่นเพียร กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าความวิริยะอุตสาหะของกระผมจักน้อยนัก กระผมก็ไม่เสียใจ

โดยใช้ตัวกระผมเอง เรชุงปะ เป็นข้อเปรียบเทียบ กระผมจะก้าวไปในวิถีทางของผู้ที่มีพรสวรรค์
โดยปราศจากทั้งการเบี่ยงเบนและการมีมิจฉาทิฐิ
ด้วยการเดินตามสัมมาอริยมรรคแห่งการน้อมคารวะบูชาธรรม กระผมจักก้าวตรงแน่วไปข้างหน้า
แม้ว่าการสวดภาวนาของกระผมจักไม่มีกำลัง กระผมก็ไม่เสียใจ

ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ความเข้าใจของเธอดีมาก แต่เธอควรรู้ว่า เด็กๆย่อมเติบโตได้ดีกว่าเมื่ออยู่กับมารดา ไข่ไก่ย่อมถูกฟักเป็นตัวได้เร็วกว่าในที่อบอุ่น และนักบวชย่อมไม่มีวันออกนอกลู่นอกทาง เมื่ออยู่กับคุรุของเขา บัดนี้ เธอไม่ฟังคำแนะนำของอาตมา แต่รบเร้าที่จะไป ด้วยความรักและเมตตา อาตมาจะไม่ละทิ้งเธอ เธอเองก็ควรได้สวดภาวนาระลึกถึงอาตมาอย่างสม่ำเสมอ”
ท่านเรชุงปะถึงกับหลั่งน้ำตา เมื่อได้ยินท่านมิลาเรปะกล่าวเช่นนั้น ท่านเรชุงปะได้กล่าวปฏิญาณว่า “กระผมจะไม่มีวันเสื่อมคลายจากความเคารพนับถือบูชาท่านอาจารย์ของกระผม ที่เป็นดังพระพุทธเจ้า กระผมจะไม่แสวงหาอาจารย์ในที่ไหนๆอีก ก่อนที่จะบรรลุถึงพุทธภาวะอันสมบูรณ์ ถ้าชีวิตจะหาไม่ในการจากไปครั้งนี้ ก็ขอพรชัยจากท่านให้คุ้มครองกระผมในสภาวะสัมภเวสีด้วย” จากนั้นท่านเรชุงปะกล่าวบทโศลกว่า

คุรุผู้เป็นพุทธะของกระผม ผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา จงได้สวดภาวนา
จงได้สวดภาวนาเพื่อปกป้องลูกของท่าน เรชุงปะ

เมื่อกระผมปีนป่ายขึ้นไปบนภูผาแห่งทิฐิ
กระผมได้แลแเห็นหลุมพรางกับดักของทิฐิแห่งความมีตัวตนและทิฐิแห่งความว่างแบบขาดสูญ
ซึ่งเป็นมหาโจรแห่งความโง่งมดื้อด้านที่คอยซุ่มทำร้าย
และเป็นสองเส้นทางคู่ขนานที่สูงชันและเต็มไปด้วยอันตราย
จงสวดภาวนาด้วยเถิด คุรุผู้เป็นดังบิดา คุรุผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
จงได้สวดภาวนาเพื่อปกป้องกระผม
จนกว่ากระผมจะบรรลุถึงเส้นทางอันสมบูรณ์

เมื่อกระผมปีนป่ายขึ้นไปบนภูผาแห่งการปฏิบัติ
กระผมได้แลเห็นหลุมพรางกับดักของความเกียจคร้านและสิ่งรบกวน ในทางผ่านที่อันตรายของการฝืนข่มใจ
และกระผมได้แลเห็นอันตรายของการชักนำที่ผิดพลาดของบรรดาความคิดที่หลั่งไหล
จงสวดภาวนาด้วยเถิด คุรุผู้เป็นดังบิดา คุรุผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
จงได้สวดภาวนาเพื่อปกป้องกระผม
จนกว่ากระผมจะบรรลุถึงท้องทุ่งแห่งความไร้อัตตาตัวตน

เมื่อกระผมปีนป่ายขึ้นไปบนภูผาแห่งการประกอบกรรม
กระผมได้แลเห็นความทะยานอยาก เพื่อนเก่าแก่ของกระผม ได้เห็นเส้นทางอันตรายของความมัวเมา
และกระผมได้แลเห็นจอมโจรที่แข็งแกร่ง ของความเหลาะแหละไม่เอาจริงเอาจัง
จงสวดภาวนาด้วยเถิด คุรุผู้เป็นดังบิดา คุรุผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
จงได้สวดภาวนาเพื่อปกป้องกระผม
จนกว่ากระผมจะผ่านขั้นตอนของความอิสระหลุดพ้นและเข้าถึงความเป็นไปได้เองโดยไม่ต้องพากเพียร

เมื่อกระผมก่อสร้างปราสาทแห่งสัมมายา
กระผมได้เห็นว่าความรอบรู้ของกระผมไม่เพียงพอ ซึ่งนับได้ว่ากระผมมีผู้ช่วยเหลือที่ด้อยคุณวุฒิ
และกระผมได้แลเห็นความยิ่งใหญ่ของอันตรายแห่งความไม่ปรองดองกัน
จงสวดภาวนาด้วยเถิด คุรุผู้เป็นดังบิดา คุรุผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
จงได้สวดภาวนาเพื่อปกป้องกระผม
จนกว่ากระผมจะบรรลุถึงฐานที่มั่นอันบริสุทธิ์ของความปราศจากการดำรงอยู่

เมื่อกระผมเห็นเงาสะท้อนในความตรัสรู้
กระผมสามารถมองเห็นถนนอันยาวไกลของสังสารวัฏ ซึ่งเป็นทางผ่านที่อันตราย ก่อนบรรลุถึงพระนิพพาน
และกระผมได้แลเห็นจอมโจรหฤโหดแห่งความหวังและความกลัว
จงสวดภาวนาด้วยเถิด คุรุผู้เป็นดังบิดา คุรุผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
จงได้สวดภาวนาเพื่อปกป้องกระผม
จนกว่ากระผมจะบรรลุถึงคฤหาสน์แห่งกายทั้งสี่ของพุทธะ

ยิ่งใหญ่นักหนา คือความปรารถนาของเรชุงปะที่จะเดินทางท่องเที่ยว
ยิ่งใหญ่นักหนา คือความทะยานอยากในการเสพความยินดีและในสุขเวทนา
จอมโจรผู้หลอกลวงพร้อมแล้วที่จะลงมือ โดยอ้างเหตุผลว่าผู้คนในทิเบตจะไม่ศรัทธา
จงสวดภาวนาด้วยเถิด คุรุผู้เป็นดังบิดา คุรุผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
จงได้สวดภาวนาเพื่อปกป้องกระผม
จนกว่ากระผมจะเดินทางกลับบ้าน

ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า “เพื่อความร่าเริงเบิกบานและความสำเร็จในการเดินทาง อาตมาจะแสดงบทโศลกเป็นของขวัญแก่เธอ”

เธอรู้หรือไม่หนอ ว่าอะไรเป็นกระแสแห่งธรรมธาราของอาตมา
มันดีทีเดียว ไม่เลวดอก
มันเป็นกระแสแห่งธรรมธาราของท่านมหาสมณะ ดอจี ชาง ซึ่งเป็นองค์พระพุทธเจ้าวัชชระธารา
ขอให้มันจงเป็นพลวปัจจัยแห่งความมีโชคดีและความสำเร็จของเธอ
เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงสวัสดีมีชัยเถิด

เธอรู้หรือไม่หนอ ว่าใครเป็นสาวกของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นเทพผู้พิทักษ์อาตมา
แม่นางดีทีเดียว ไม่เลวดอก
แม่นางคือ ดอจี พอโม ผู้ศักดิ์สิทธิ์
ขอให้แม่นางจงเป็นพลวปัจจัยแห่งความมีโชคดีและความสำเร็จของเธอ
เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงสวัสดีมีชัยเถิด

เธอรู้หรือไม่หนอ ว่าใครเป็นเทพผู้พิทักษ์อาตมา
พวกเขาดีทีเดียว ไม่เลวดอก
พวกเขาคือบรรดาพี่น้องเทพบุตรและเทพธิดา มากอน
ขอให้พวกเขาจงเป็นพลวปัจจัยแห่งความมีโชคดีและความสำเร็จของเธอ
เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงสวัสดีมีชัยเถิด

ขอให้กุศลแห่งสัมมาทิฐิ การปฏิบัติ และการกระทำ จงอวยพรชัยให้เธอ เรชุงปะ ลูกเอ๋ย
ขอให้กุศลแห่งหลักการพื้นฐาน, สัมมาอริยมรรค, และความตรัสรู้ จงอวยพรชัยให้เธอ เรชุงปะ ลูกเอ๋ย
ขอให้ความบริสุทธิ์แห่งระบบประสาท พลังปราณ และระบบขจัดสารพิษ จงอวยพรชัยให้เธอ เรชุงปะ ลูกเอ๋ย
ขอให้ความที่ยิ่งกว่าสุข ความสว่างไสว และความสงัดจากความคิดปรุงแต่ง จงอวยพรชัยให้เธอ เรชุงปะ ลูกเอ๋ย

ความถูกต้องแท้จริงสูงสุด คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ขอให้ดวงแก้วทั้งสาม อวยพรชัยให้เธอตลอดไป เรชุงปะ ลูกเอ๋ย

เธอรู้หรือไม่หนอ ว่าอาตมาคือใคร
อาตมาถูกเรียกขานว่ามิลาเรปะ
ขอพรชัยทั้งหมดของภิกษุมิลา จงหลั่งรินลงมาที่เธอ ลูกของอาตมา
ขอให้เรชุงปะ จงเป็นอภิชาติบุตร ที่เจริญล้ำหน้าบิดา ได้หรือไม่หนอ

ท่านมิลาเรปะกล่าวต่อไปว่า “ที่ทิเบตภาคกลาง จะมีสตรีนางหนึ่งจับฉวยข้อเท้าของเธอ เมื่อเวลานั้นมาถึง จงอย่าลืมคุรุ และการบำเพ็ญสมาธิภาวนาของเธอ”
ท่านเรชุงปะได้น้อมกายลงกราบท่านมิลาเรปะหลายครั้ง และเตรียมตัวออกเดินทาง ขณะนั้นท่านมิลาเรปะดำริว่า “เชุงปะคงจะหันกลับมามองอาตมา ถ้าอาตมาไม่อยู่เสียที่ตรงนี้ เขาจะผิดหวังมากถ้าพบว่าอาตมาไปเสียแล้ว อาตมาควรจะอยู่ตรงนี้สักครู่” เมื่อดำริดังนั้นแล้ว ท่านได้นั่งลง แต่ปรากฏว่าเรชุงปะไม่ได้หันกลับมาเลย ท่านมิลาเรปะรู้สึกประหลาดใจว่า “ทำไมเขาไม่หันกลับมามอง? เขามีความเห็นผิดๆกับคุรุและบรรดาญาติธรรมอีกหรืออย่างไร? เขาเป็นผู้ที่สามารถรักษาพระธรรมและความสำเร็จ ไว้เป็นความลับ ในทุกกาลสถานที่เขาไป” จากนั้นท่านมิลาเรปะได้เหาะขึ้นไปเหนือหัวเรชุงปะ และเนรมิตตนเองเป็นเรปะเหมือนๆกันเจ็ดองค์ ยืนขวางหน้าอยู่บนศิลาก้อนใหญ่ซึ่งมีรูปร่างเหมือนสิงโตคำราม และเพื่อเป็นการทดสอบเรชุงปะ เรปะทั้งเจ็ดองค์ได้แสดงบทโศลกพร้อมกันว่า

จงฟัง เรปะผู้เป็นนักเดินทาง
เธอเป็นใครและใครเป็นคุรุของเธอ?
ใครเป็นบรรพชนของเธอ และคำแนะนำอะไรที่เธอรู้?
อะไรคือกระแสแห่งธรรมธาราของเธอ สมาธิภาวนาอะไรที่เธอปฏิบัติ?
วิหารของเธออยู่ที่ไหน ภูเขาลูกนี้คือภูเขาอะไร?
เธอสามารถบอกชื่อศิลาก้อนนี้ได้หรือไม่?
เธอผูกพันว่าต้องไปยังที่ใด เธอเดินทางตามคำสั่งของใคร และเส้นทางไหนที่เธอจะไป?

เรชุงปะดำริว่า “ไม่มีเรปะคนไหนที่จะมาพูดแบบนี้กับเรา พวกเขาต้องเป็นร่างจำแลงของท่านอาจารย์” ท่านเรชุงปะจึงน้อมกายลงคารวะบรรดาเรปะ และกล่าวบทโศลกว่า

จงฟังกระผม ท่านอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นดุจบิดาของกระผม
ท่านถามว่าผมเป็นใคร ผมชื่อเรชุงปะแห่งกูงตังครับ
คุรุของกระผมคือท่านมิลาเรปะ
บรรพชนของกระผม คือท่านมาระปะและท่านโงปะ
หลวงปู่ผู้ทรงมหิธานุภาพของกระผม คือท่านทิโลปะและท่านนาโรปะ
คำแนะนำที่กระผมรู้ คือเสียงกระซิบภายในของบรรดาเทพธิดา ที่ถ่ายทอดสืบสานต่อๆกันมา
กระแสแห่งธรรมธาราของกระผม ถูกวางรากฐานมาโดยมหาสมณะดอจี ชาง
กุฏิของกระผม อยู่บนภูเขาหิมะลาชิ เนินเขาลูกนี้คือ ไบลิง เซอคา
ก้อนศิลานี้ ถูกรู้จักในนาม สีหนาทบันลือ
สถานที่ๆกระผมจะไปคือ วู ท่านอาจารย์คุรุของกระผมเป็นผู้อนุญาติ
นี้คือเรื่องราวการเดินทางของกระผม
กระผมสวดภาวนา ขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์

ท่านมิลาเรปะกลับคืนเป็นร่างเดียวตามเดิมและกล่าวว่า “อาตมาทำอย่างนี้เพราะต้องการจะสืบค้นว่า ทำไมเธอจึงไม่แม้กระทั่งจะเหลียวกลับมามองอาตมา หลังจากที่เธอเริ่มมุ่งหน้าออกเดินทาง บัดนี้ อาตมารู้แล้วว่าเธอไม่ได้ละเมิดวินัยแห่งสัมมายา เพราะว่าเธอสำรวมระวังมันเป็นอย่างดี เราจะไม่มีวันพรากจากกัน เธอออกเดินทางไปได้แล้ว”
ท่านเรชุงปะน้อมกายลงกราบเบื้องบาทของท่านมิลาเรปะด้วยความยินดี จากนั้นท่านออกเดินทางไป วู ส่วนท่านมิลาเรปะ กลับไปที่ถ้ำระฆัง

ในวันเดียวกันนั้นเอง ญาติโยมเตรียมอาหารและจตุปัจจัยมาถวายท่านเรชุงปะ เมื่อทราบว่าท่านจากไปที่อื่นแล้ว พวกเขาพากันเก็บอาหารซ่อน แล้วจากนั้นจึงมาพบท่านมิลาเรปะ ซึ่งกลับมาถึงแล้ว เขาพากันถามว่า “ท่านอาจารย์ได้เคยพยายามห้ามไม่ให้ท่านเรชุงปะเดินทางไป วู หรือเปล่าครับ?” ท่านมิลาเรปะยืนยันว่าท่านได้ห้ามแล้ว จากนั้นท่านกล่าวบทโศลกว่า

เรชุงปะลูกรักของอาตมา จากไปยัง วู แล้ว
เขาไม่ค่อยฟังคำแนะนำของคนอื่น แต่มักทำตามที่เขาปรารถนา

เขาพูดว่าเขาจะไปเยือนวิหารของท่านโงปะและท่านมาระปะ ไปดู โลโร นะแยล และ ซามเย
และไปเดินเวียนรอบลาซาอันศักดิ์สิทธิ์

อาตมาแนะเขาว่า
“เมื่อเธอมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้คุรุของเธอแล้ว เธอต้องการอะไรอีกหรือ จึงไป โจโว ชาจา
เมื่อเธอบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ในสถานที่อันสงบสงัดดีอยู่แล้ว
ทำไมจึงต้องไปดูวิหารของท่านโงปะและท่านมาระปะ อีกด้วยเล่า?
เมื่อเธอได้เรียนคำสอนซึ่งเป็นเสียงกระซิบภายในที่ถ่ายทอดสืบสานต่อๆกันมาดีอยู่แล้ว
เธอจะไปเยือน โลโรและนะแยลทำไมกันหนอ?
เมื่อเธอสามารถทำตนเองให้ผาสุกอยู่กับละครแห่งจิตธรรมกายของเธอเองดีอยู่แล้ว
เธอต้องการจะไปเห็น ซามเย ทำไมกันอีก?
เมื่อเธอได้ทำลายความเห็นผิดจนหมดแล้ว เธอจะไปเวียนรอบลาซาทำไมกันอีก?
อาตมาขอพูดซ้ำให้ฟังอีกที เรชุงปะที่รักของพวกเรา ไป วู แล้ว
พวกเธอญาติโยมที่แสนดีทั้งหลาย ณ ที่นี้ อาจใช้วิธีตั้งวงปิดล้อมเพื่อหยุดยั้งท่านไว้”

ญาติโยมกล่าวว่า “เมื่อคุรุแก่ชรา มันเป็นหน้าที่แรกของศิษย์ของท่าน ที่จะต้องดูแลท่าน ท่านอาจารย์ได้อบรมเขาเสียตั้งเยอะ แต่เขาก็ยังไม่ยอมฟัง เขาช่างไม่ละอายเลย เขาช่างไม่นึกถึงคนอื่นบ้างเลย” ท่านมิลาเรปะแกล้งเสริมว่า “เรชุงปะไม่ละอายและขาดวินัย” จากนั้นท่านแสดงบทโศลกว่า

ลูกที่ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูมาตั้งแต่เล็กๆ ทั้งรักและทนุถนอม
ไม่ค่อยจะได้ใส่ใจกับพ่อแม่ที่แก่เฒ่า
เกือบจะร้อยทั้งร้อยไม่มียกเว้น

สานุศิษย์ที่ขาดวินัย ไม่ค่อยจะช่วยเหลือคุรุ เมื่อท่านแก่ชรา
เกือบจะร้อยทั้งร้อยไม่มียกเว้น

เจ้าสิงโตขาวเดินทางไป วู แล้ว อาตมาถูกทิ้งไว้เหมือนสุนัขแก่ๆ
ใช่แล้ว ลูกของอาตมา จากอาตมาไป วู
เหมือนพยัคฆ์หนุ่มไม่ใส่ใจกับสุนัขจิ้งจอก เขาเดินทางไป วู แล้ว

ใช่แล้ว เขาจากบิดาที่แก่ชราเดินทางไป วู แล้ว
เหมือนพญาแร้งไม่ใส่ใจกับไก่ เขาเดินทางไป วู แล้ว

เหมือนกับอาชาไนยตัวฉกาจแห่งโดชิน ไม่ใส่ใจสะบัดก้นหนี จูงรอน
ลูกของอาตมา จากบิดาที่แก่ชราเดินทางไป วู แล้ว

เหมือนกับจามรีป่าที่มีเขาสีน้ำเงิน ไม่ใส่ใจปล่อยให้ช้างต้องอ้างว้าง
ลูกของอาตมา จากบิดาที่แก่ชราเดินทางไป วู แล้ว

ด้วยเรือนร่างที่สง่างามยิ่งกว่าเรือนกายของเทพยดา เขาเดินทางไป วู แล้ว
ด้วยเสียงที่ไพเราะยิ่งกว่าเสียงของนางฟ้า เขาเดินทางไป วู แล้ว
ด้วยถ้อยวจีที่เสนาะยิ่งกว่าทิพยดนตรี เขาเดินทางไป วู แล้ว
ด้วยมโนที่งดงามยิ่งกว่าการถักทอใดๆ เขาเดินทางไป วู แล้ว
ด้วยกลิ่นกายที่หอมยิ่งกว่าเครื่องกำยาน เขาเดินทางไป วู แล้ว

ญาติโยมพากันกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ช่างเมตตาต่อเขาเสียจริงๆ ในการเดินทางไกลขนาดนี้ ท่านอาจารย์ต้องหาเพื่อนร่วมเดินทางให้เขา และต้องตระเตรียมของที่จำเป็นในการเดินทาง ท่านอาจารย์ช่วยเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟังด้วยครับ” ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกว่า


เมื่อเขาไป เขาได้รับการดูแลอย่างดี
ในเวลานี้ เพื่อนๆแยกย้ายกันไปหมด
แต่เพื่อนรักของเรชุงปะไม่เคยละทิ้งเขา
เธอคือสัมมาญาณทัสสนะ
ลูกของอาตมาไปกับเพื่อนที่ดีมาก

แม้แต่อาชาไนยที่ดีมากๆ ก็อาจสดุดจนหัวขมำได้
แต่อาชาไนยของเรชุงปะ ไม่เคยก้าวพลาด
ด้วยการขับขี่ไปบนอาชาไนยแห่งอานาปานสติภาวนา เขาออกเดินทางไป วู

เสื้อผ้าบางครั้งก็อบอุ่นดี แต่บางครั้งก็หนาวเย็นเกินไป
แต่ที่เรชุงปะสวมใส่นั้น อบอุ่นพอดีเสมอ เพราะมันเป็นเตโชกสิณ
ด้วยการสวมใส่อาภรณ์อันวิเศษ เขาได้จากไป วู แล้ว

อาหารนั้น บางเวลาก็ดี บางเวลาก็ขมขื่น
แต่ที่เรชุงปะกินนั้น รสชาติดีเสมอ เพราะมันเป็นอาหารที่บริสุทธิ์แห่งสมาธิ
ด้วยอาหารวิเศษเช่นนี้ เขาได้เดินทางไป วู แล้ว

อัญมณีเป็นเป้าหมายของหัวขโมย
แต่อัญมณีของเชุงปะ ไม่มีวันถูกขโมย
เพราะมันเป็นคำแนะนำแห่งสัมฤทธิ์ผล ของคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบภายในที่สืบสานต่อๆกันมา
ด้วยอัญมณีอันมีค่ายิ่งนี้ เขาได้จากไป วู แล้ว

ขณะที่ท่านเล่าให้ญาติโยมฟังอยู่นี้ ท่านออกอาการเศร้านิดๆให้ปรากฏ ญาติโยมกล่าวว่า “เพราะว่าเรชุงปะจากท่านอาจารย์ไปโดยไม่ใส่ใจกับท่านอาจารย์แม้แต่น้อย ท่านอาจารย์ควรลืมเขาไปได้เลย ท่านอาจารย์ยังมี ชิวาอุย ซีวาน เรปะ และสานุศิษย์องค์อื่นๆอีกหลายองค์ ที่ยังอยู่ที่นี่ พวกเขาสามารถดูแลท่านอาจารย์ได้” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “บุคคลที่เหมือนเรชุงปะหายากมาก เหมือนกับที่มีญาติโยมตั้งเยอะ แต่ยากที่จะพบเจอคนที่ภักดีจริงๆ จงได้ฟังอาตมา
”
เรชุงปะแห่งกูงตัง
แงนสัน เทวา ชัน แห่ง เจนลัน
ซีวาน จาชิ บา แห่งโดดรา
และดริกอม ลินกาวา แห่งดาโม
นี้คือลูกทั้งสี่ ที่อาตมาทนุถนอมดังดวงใจ
เรชุงปะผู้เป็นมิตรเก่าแก่ยาวนาน คือลูกที่รักที่สุด
ณ บัดนี้ อาตมาต้องพลัดพรากจากเขา

เงื่อนไขของคำว่า “สัมมาทิฐิ” เป็นเพียงสักว่า
แม้ผู้คนจะเรียกมันว่า “สัมมาทิฐิ” มันก็เป็นเพียงสักว่าถ้อยคำเท่านั้น
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลที่สงบสงัดจากการถูกรบกวนด้วยคติทวินิยม
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลที่สามารถแทรกซึมตนเองอยู่ในความตระหนักชัดต่อเอกสภาวะเดียว

การปฏิบัติที่ไม่สามารถแผ่ขยายเพิ่มพูนศักยภาพของดวงจิต เป็นเพียงสักว่าการปฏิบัติ
แม้ผู้คนจะเรียกมันว่าการปฏิบัติ แต่มันก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของเจโตสมถะฌาน
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งสามารถหลอมรวมเจโตสมถะฌานกับวิปัสสนาญาณได้อย่างสมดุลย์
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งหยั่งรู้ถึงการงานภายในที่สำคัญเสมอด้วยชีวิตของดวงจิต

พฤติของจิต เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง เป็นเพียงสักว่ามโนกรรม
แม้ว่าผู้คนจะเรียกว่าเป็นการประกอบมโนกรรม
อันที่จริงแล้วเป็นพฤติแห่งความสัมพัทธสัมพันธ์ที่เนื่องกันอยู่
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งสามารถปราบพิชิตความทะยานอยากแห่งโลกียวิสัยได้สำเร็จ
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งสามารถจบกิจแห่งพรหมจรรย์ได้สำเร็จ

การสำรวมระวังในพระวินัย ชนิดที่เป็นเพียงการลูบคลำศีลพรตอย่างโง่เขลาและมีมารยาสาไถย
ไม่ใช่อะไรอื่นดอก นอกจากเป็นเพียงสักว่าสำรวมระวังในพระวินัย
แม้ผู้คนจะเรียกมันว่า “พระวินัย” แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นเพียงการจำลองรูปแบบเท่านั้น
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งไม่เคยล่วงละเมิดคำปฏิญาณของตนเองเลย
มันยากนักหนาที่จะพบดวงจิตของบุคคลซึ่งเป็นพยานที่ซื่อตรงต่อตนเอง

การบรรลุธรรม ด้วยการวิเคราะห์ยาวนานอย่างยากลำบาก เป็นปัญญานึกคิดจินตนาการ
แม้ผู้คนจะเรียกมันว่า “การบรรลุธรรม” แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นเพียงมายาลวงเท่านั้น
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งสามารถตรงดิ่งลงไปยังความล้ำลึกของความเป็นจริง
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งสามารถยืนหยัดอยู่บนสัมมาอริยมรรคได้อย่างแท้จริง

คำแนะนำอันล้ำลึก ซึ่งดูเหมือนว่าแหลมคม เมื่ออยู่บนกระดาษ
มันไม่ใช่อะไรอื่นดอก นอกจากถ้อยคำที่เขียนขึ้นมา
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งมีความอุตสาหะพยายามอย่างแท้จริง
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งมีคำสอนตรงๆ จากสภาวะธรรม

บรรดาคุรุที่นำพาตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตแบบโลกๆ เป็นสักว่าคุรุ เท่านั้น
เขาทั้งหลายย่อมนำมาแต่อุปสรรคและความยุ่งยาก
ความเลื่อมใสเคารพบูชาในหมู่ผู้คนย่อมน้อยนิด
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งได้อาศัยคุรุที่บรรลุถึงความตรัสรู้จริงๆ

บุญกุศลที่เกิดจากการแสดงเพื่อโอ้อวด ว่ามีความภักดีและความเลื่อมใสบูชา เป็นเพียงสักว่าบุญกุศล
เพราะว่าผันแปรได้ตลอดเวลา และตั้งอยู่ได้ไม่นาน ในขณะที่กรรมเลวจากตัณหาอุปาทาน มีกำลังมาก
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งไม่หวาดหวั่นและไม่วิตกกังวลกับอะไรเลย
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งมีการวิเคราะห์ทั้งสามระดับ คือ สุตตะ จินตะ และ ภาวนา

วิหารเล็กๆชานเมือง เป็นสักว่าวิหาร
แม้ผู้คนจะเรียกว่า “วิหาร” แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของ “เมือง”
มันย่อมเต็มไปด้วยความทะยานอยากต่อความรื่นเริงบันเทิง และย่อมเต็มไปด้วยสิ่งรบกวน
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งพำนักอยู่ในกระท่อมอันสงบสงัดได้เป็นเวลานาน

พระใหม่ย่อมดูเคร่งครัด หัวแข็งเหมือนศิลา
แม้ผู้คนจะเรียกว่า “เคร่งครัด” อันที่จริงแล้ว มันเป็นการแสดงละครเท่านั้น
มันยากนักหนาที่จะพบบุคคลซึ่งมีความอุตสาหะพยายามอย่างแท้จริง
มันยากนักหนาที่จะรู้เห็นได้ว่าคนอื่นมีความสำรวมระวัง ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดของพระสงฆ์

ญาติโยมที่น่ารักแห่งนะยานัน เป็นเพียงสักว่าน่ารักเท่านั้น
เพราะเขาทั้งหลายเป็นคนหลอกลวงและปากหวาน
บทสรุปตัดสินจากการอนุมานของญาติโยมผู้หญิง ไม่ได้อยู่ในร่องในรอยเอาเสียเลย
มันยากจริงๆที่จะพบญาติโยมซึ่งมีพรสวรรค์

ความซื่อสัตย์ของผู้ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ย่อมอยู่ในวจีกรรม ไม่ได้อยู่ในมโนกรรม
ความภักดีของญาติโยม ก็ไม่ได้อยู่ในมโนกรรมเช่นกัน
อาตมาเป็นนักบวช ในมโนกรรมของอาตมาย่อมมีแต่ความซื่อสัตย์

เมื่อศิลามีอายุมากๆ ธุลีดินย่อมพอกผิวหน้าของมันจนหนา
เมื่อลำธารมีอายุมากๆ ท้องลำธารย่อมถูกกัดเซาะจนเว้าๆแหว่งๆ
เมื่อต้นไม้มีอายุมากๆ ไม่ช้าไม่นาน ใบของมันก็ล่วงหล่นไปจนหมด
เมื่อกระท่อมมีอายุมากๆ น้ำและความสดชื่นก็อันตรธาน
เมื่อนักบวชมีอายุมากๆ ความริบหรี่ของประสบการณ์และญาณทัสสนะก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เมื่อญาติโยมมีอายุมากๆ ไม่ช้าไม่นาน ความภักดีของพวกเขา ก็มอดมลายไป

ญาติโยมบางคนเป็นเหมือนนกยูง ที่เสแสร้งและวางท่าโอ่
ญาติโยมบางคน เป็นเหมือนนกแก้ว ที่ชอบบ่นพึมพำและพูดไม่หยุด
ญาติโยมบางคนเป็นเหมือนวัว มันคิดว่าท่านเป็นลูกวัว หรือ แกะ

ญาติโยมทั้งหลายของอาตมา มันสายแล้ว กลับไปกันเถิด
ข้างๆถ้ำ ถุงแป้งที่ซุกซ่อนอยู่ในหม้อ กำลังถูกหนูแทะ
ก้อนเนยกำลังถูกลากไปกลิ้งอยู่บนพื้น
สุนัขจิ้งจอกกำลังฉุนอยู่กับเหล้าองุ่น
พวกอีกากำลังพากันแย่งทึ้งเนื้อ
ดังนั้นจงรีบไปเถิด
ญาติโยมทั้งหลาย อาตมาสัญญาว่าจะได้พบพวกเธออีกในเร็ววันนี้
พวกเธอควรไปได้แล้ว ด้วยความผาสุกและเบิกบาน
ญาติโยมที่เข้ามาหาท่าน รู้สึกหนาวๆร้อนๆ ต่างมองตากันด้วยความกระดาก และสะกิดกันด้วยข้อศอก ความอับอายมีมากเกินกว่าที่จะเอ่ยถ้อยคำใดๆออกมา ทั้งหมดพากันกลับคืนสู่บ้านเรือนของตน การที่ท่านมิลาเรปะเผยความจริงออกมา ทำให้ญาติโยมพากันรู้สึกสำนึกผิดและเสียใจมาก แต่พวกเขากับยิ่งมีศรัทธาอย่างมั่นคงในท่านมิลาเรปะ เพิ่มมากขึ้น
วันหนึ่งญาติโยมกลับมานมัสการท่านอีก พร้อมนำจตุปัจจัยมาถวายมากมาย ญาติโยมได้กล่าวว่า “ได้โปรดกรุณาพวกเรา ด้วยการปลุกเร้าให้พวกเราเกิดวิปัสสนาญาณในความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งด้วยเถิด”

จงฟังคุณโยมทั้งหลายของอาตมา
การมุ่งหวังชื่อเสียงเกียรติคุณแล้วจึงบำเพ็ญกุศลกรรม
การมุ่งหวังประโยชน์ทางโลกในชีวิตนี้ จากการปกป้องของพระพุทธองค์
การบริจาคทานโดยหวังผลตอบแทน
การยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเพื่อมุ่งหมายที่จะอวดศักดาของตน
ทั้งสี่ประการนี้ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเจริญในธรรมของบุคคล

การสนองความตะกละด้วยอาศัยงานเลี้ยงในศาสนพิธี
สนองความโอ้อวดตนด้วยอาศัยการเรียนรู้พระสุตตันตะปิฎก
สนองความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมด้วยการพูดมากและการร้องรำทำเพลง
สนองกิเลสตัณหาของตนด้วยการปลุกเร้าให้เกิดความทะยานอยาก
ทั้งสี่ประการนี้ย่อมไม่นำมาซึ่งศุภมงคลแต่อย่างใด

การชอบเทศนาสั่งสอนโดยปราศจากข้อสนับสนุนตามพระคัมภีร์
การรับความเคารพบูชาจากผู้คนทั้งๆที่ยังมีจิตที่ชั่วร้ายต่ำทราม
การแสดงธรรมโดยไม่รู้จักประมาณภูมิธรรมของผู้ฟัง
การแสดงตนเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งหวังโลกียทรัพย์
ทั้งสี่ประการนี้ย่อมไม่อนุเคราะห์ต่อผู้คนทั้งปวง

การพอใจกับมิจฉามรรคในสถานที่อันวิเวก
การพอใจกับความสุขสำราญเพื่อหลีกเลี่ยงงานหนัก
การดิ้นทุรนอยากจะพูดในช่วงขณะเวลาแห่งการบำเพ็ญสมาธิจิต
การหมกจมอยู่ในโลกธรรมด้วยความหยิ่งผยองลำพองตน
ทั้งสี่ประการนี้ย่อมไม่อาจนำพาสู่ความอิสระเสรีได้เลย

นี้เป็นธรรมคีตาแห่งข้อตักเตือนทั้งสี่
ญาติโยมที่รัก จงจดจำมันไว้ในดวงจิตของพวกเธอ

ท่าน ดริกอม เรปะ ซึ่งร่วมอยู่ด้วย ได้อาราธนาให้ท่านมิลาเรปะแสดงธรรมเพิ่มต่อไปอีก ท่านมิลาเรปะกล่าวแสดงว่า

พวกพรหมที่มีอายุอันยืนยาวเบื้องบน เป็นปรปักษ์กับสติสัมปชัญญะ ที่กำลังจะอุบัติขึ้นมา
พวกเขาพากันจดจ่ออยู่กับเจโตสมถะฌานที่ปราศจากวิปัสสนาญาณ

ผีเปรตผู้หิวกระหายเบื้องล่าง ไม่ได้เคยล่วงรู้ว่า พวกมันถูกตามล่าอยู่ด้วย วิถีแห่งดวงจิต
ที่ขุ่นเคืองกับการก่ออาชกรรมด้วยความริษยาและละโมบของพวกมัน
ด้วยกรรมอันชั่วร้ายของพวกมัน มันพากันได้รับวิบากผลให้เต็มไปด้วยความกระหายอยากและหิวโหย

ในท่ามกลาง คือพวกเรามนุษย์ทั้งหลายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
ไม่ได้เคยล่วงรู้ถึงขุมคลังมหาสมบัติใต้ดิน ที่เป็นดังทองคำ
พวกเราจึงขโมยและหลอกลวงเอาจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เรายิ่งหลอกลวงฉ้อฉลเพิ่มมากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งต้องแบกรับความทุกข์ทรมานเพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น

ญาติโยมที่โง่และเป็นนักเสี่ยงโชคแห่งนะยานัน ย่อมไม่อยากได้รับบุญกุศลที่อาศัยอาจารย์ผู้ประเสริฐ
แต่พากันถวายจตุปัจจัยต่อบรรดาเรปะหนุ่มน้อยรูปงาม
ทานบริจาคของเขา ย่อมนำมาแต่ความอับอายและสลดใจ
การเสี่ยงโชคที่ผิดพลาดและไม่มีความหมาย ย่อมสิ้นสุดลง
เมื่อได้ปรนนิบัติรับใช้และถวายจตุปัจจัยกับพระพุทธะทั้งหลาย

ญาติโยมก้มลงกราบท่านมิลาเรปะ น้ำตาหลั่งรินลงมา เขาพากันคร่ำครวญว่า “โอ้ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ พวกเราขอให้ท่านอาจารย์อยู่กับพวกเราที่นี่ตลอดไป นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเราจะรับใช้และบริจาคทาน ในวิถีทางที่สอดคล้องกับพระธรรมคำสอนเท่านั้น” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อาตมาไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นาน แต่อาตมาจะประทานพรให้พวกเธอ มีอายุขัยยืนยาว และมีสุขภาพพลานามัยที่ดี นอกจากนั้นอาตมายังตั้งความปรารถนาว่าเราจะได้พบกันอีก ภายใต้สภาพแวดล้อมอันแจ่มใสที่เกื้อกูลนำพาสู่พระธรรม” จากนั้น ท่านมิลาเรปะได้กล่าวบทโศลกว่า

ในฟากฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องบน
สุริยันและจันทราเคลื่อนคล้อยไปในห้วงเวหา
กาลเวลาถูกกำหนดถึงความผันแปร โดยมีสาเหตุมาจากมัน
อาตมาปรารถนาให้พวกเธอ มีสุขภาพพลานามัยและโชคดี ดังฟากฟ้าสีคราม
สำหรับอาตมา จักต้องจาริกไป เพื่อโปรดสัตว์
เหมือนกับที่สุริยันและจันทรา เคลื่อนคล้อยไปในทวีปทั้งสี่

บนยอดภูผา คือก้อนศิลาใหญ่ที่พญาแร้งผู้เป็นราชาแห่งนก พากันไปๆมาๆ
การพบกันและพรากจากกันของพวกมัน ได้จารึกความผันแปรของกาลเวลาเอาไว้
ก้อนศิลาที่รัก จงสงบสุขและแข็งแกร่ง
สำหรับอาตมา พญาแร้ง จักโผบินจากไป ณ บัดนี้ สู่ห้วงเวหาอันกว้างใหญ่ไพศาล แห่งความผาสุก
ขอให้เปลวไฟอย่าได้เผาผลาญท่าน อาตมาเองก็อย่าได้ถูกจับด้วยตาข่ายดักนกเลย
โดยแรงบันดาลใจของพระธรรม
ขอให้พวกเราได้พบกันอีก ในเวลาไม่ช้าไม่นาน ด้วยความรุ่งเรืองไพบูลย์

ณ เบื้องล่างในแม่น้ำซาง การพบกันและพรากจากกันของปลาที่มีดวงตาสีทอง
ได้จารึกความผันแปรของกาลเวลาเอาไว้
สายน้ำที่รัก จงสวยสดงดงามและมั่งคั่ง
สำหรับอาตมา ผู้เป็นปลา กำลังจากไปสู่ความผันแปรแห่งท้องนทีไกลโพ้น
ขอให้ชาวประมง อย่าได้จับอาตมาด้วยตาข่ายอวนเลย
โดยแรงบันดาลใจของพระธรรม
ขอให้พวกเราได้พบกันอีก ในเวลาไม่ช้าไม่นาน ด้วยความรุ่งเรืองไพบูลย์

ในสวนที่สพรั่งไปด้วยบุบผามาลีมากมาย รุมล้อมอยู่ด้วยผึ้งเปอร์เซีย
การพบกันและการพรากจากกันของมัน ได้จารึกความผันแปรของกาลเวลาเอาไว้
ดอกไม้ที่รัก จงสวยสดงดงามและเปล่งปลั่ง สำหรับอาตมา จักไปเยือนสวนพฤกษชาติที่อยู่ไกลโพ้น
ขอฝนลูกเห็บ จงอย่าได้ทำลายท่านเลย พายุที่รุนแรง ก็จงอย่าได้พัดพาอาตมาไปเลย
โดยแรงบันดาลใจของพระธรรม
ขอให้พวกเราได้พบกันอีก ในเวลาไม่ช้าไม่นาน ด้วยความรุ่งเรืองไพบูลย์

ล้อมรอบนักบวชมิลาเรปะ คือญาติโยมผู้ภักดีแห่งนะยานัน
การพบกันและการพรากจากกันของพวกเขา ได้จารึกความผันแปรของกาลเวลาเอาไว้
จงผาสุกและมีพลานามัยดี ญาติโยมที่รัก
เช่นเดียวกับอาตมาผู้จากไปยังขุนเขาไกลโพ้น เพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง
ขอให้อาตมานักบวช สามารถทำให้เกิดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ
และพวกเธอ ญาติโยมทั้งหลาย ขอให้มีอายุขัยที่ยืนยาว
โดยแรงบันดาลใจของพระธรรม
ขอให้พวกเราได้พบกันอีก ในเวลาไม่ช้าไม่นาน ด้วยความรุ่งเรืองไพบูลย์

ญาติโยมต่างพากันได้รับแรงบันดาลใจและเพิ่มพูนความศรัทธา

ระหว่างการไปเยือน วู ท่านเรชุงปะได้ศึกษาเพิ่มเติมที่ ‘ชา’ ท่านถูกแนะนำให้พำนักที่วิหาร มินดรอล จากนั้นท่านได้พบสตรีผู้สูงศักดิ์คนหนึ่ง แต่ด้วยอาศัยความเมตตาของท่านอาจารย์ ทำให้เขาละอายใจที่จะผูกพันกับนาง ท่านเรชุงปะได้เดินทางกลับมาพำนักอยู่กับท่านมิลาเรปะตามเดิม
นี้คือตำนานเรื่องราวของการเดินทางสู่ วู ของท่านเรชุงปะ

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com