บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา ขอน้อมคารวะบรรดาคณาจารย์ทั้งปวง
มงกุฎเหนือเศียรของข้าฯ ที่ประดับตกแต่งด้วยอลังการแห่งร่างจำแลงของพระตถาคตเจ้า
ท่านวิสุทธิบุคคลมารปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม มิใช่ร่างจำแลงนี้ดอกหรือ?
จากดวงหน้าของท่านมาระปะ น้ำอมฤตหลั่งรินลงมา
จากแก่นของพระธรรมคำสอน ที่ถ่ายทอดสืบสานกันต่อๆมาด้วยเสียงกระซิบในภายใน
หลอมรวมลงมาสู่อุบัติการณ์แห่งสภาวธรรมในภายใน
มงกุฎเหนือเศียรของข้าฯ ซึ่งกำเนิดมาจากปัญญาญาณอันบริสุทธิ์
ไม่ใช่ท่านมิลาเรปะผู้มีชื่อเสียงเกียรติ์คุณขจรไกลดอกหรือ?
ท่านพ่อเรปะ พระคุณเจ้าได้รับความเลื่อมใสเคารพบูชาอย่างสูงสุด

ณ รอยต่อเขตแดนระหว่าง ทิเบตและ เนปาล บนไหล่ด้านซ้ายของภูเขาหิมะแห่งม่านหมอก คือราชินีแห่งยอดเขาอสูรี ภายใต้หมู่เมฆสีทอง คือหุบเขาสมุนไพรอันเป็นสถานที่แห่งพรชัย ใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำโลหิดาอันรื่นรมย์ รายล้อมไปด้วยยอดภูเขาหิมะที่เป็นดังผลึกแก้ว ท่านมิลาเรปะใช้เป็นที่บำเพ็ญสมณะธรรม ท่านจดจ่อดวงจิตที่เสรีของท่าน ให้แทรกซึมอยู่ในคำสอนแห่งญาณสูงสุด และตั้งมั่นอยู่ในโพธิจิตอันปราศจากขอบเขต เมื่อสภาพที่ยิ่งกว่าสุขอุบัติขึ้นอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพากเพียรพยายาม ธรรมคีตาแห่งวัชระ ก็ไหลรินออกมาจาก กาย วจี และ มโนของท่าน ด้วยพรชัยแห่งกระแสคลื่นของความแจ่มใสแวววาวแห่งจิตที่ปราศจากสิ่งรบกวน ท่านปรับเปลี่ยนมหาสติเป็นวิปัสสนาญาณ และท่านได้อาศัยภาพหลอนของตันตริกปราบพิชิตเหล่าปีศาจและวิญญาณชั่วร้ายทั้งผอง ท่านเป็นนักบวชที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจยิ่งใหญ่
ตลอดเวลาที่ท่านพำนักอยู่ ณ สถานที่นั้น ท่านมิลาเรปะ แทรกซึมดวงจิตของท่านอยู่ในแก่นสารสาระแห่งพระธรรมธาตุเดิมแท้ ท่านเลือกเฟ้นบางโอกาส ในการแผ่เมตตากรุณาอันไม่มีประมาณ ในบางโอกาส ท่านสถิตอยู่ในสัมมาสมาธิอันเป็นผลจากการอยู่เหนือมหาภูติรูปธาตุทั้งสี่ ในบางโอกาส ท่านใช้พลังอำนาจปราบพิชิตเหล่าวิญญาณชั่วร้าย บางทีก็ดำเนินไปอย่างซ่อนเร้นบางทีก็เปิดเผย ทั้งนี้ก็เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธุชนที่เปี่ยมศรัทธา เท่าๆกับการอนุเคราะห์เกื้อหนุนต่อบรรดาจิตวิญญาณที่สละอุทิศตนและเหล่าเทพยดา ท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ด้วย ในบางเวลา
ในคืนที่สิบเอ็ดของฤดูร้อนแห่งปีมะโรง สตรีผู้มีเสน่ห์น่ารักห้านาง ได้เข้ามากราบนมัสการท่าน และกล่าวว่า “พวกเรานำโยเกิร์ทที่ทำจากนมวัวป่ามาถวายพระคุณเจ้า” เมื่อกล่าวจบ นางก็พากันบรรจงใช้ช้อนซึ่งทำจากอัญมณี ตักน้ำนมใส่จนเต็ม ถวายท่าน จากนั้นก็พากันนั่งลงทางซ้ายของท่าน และกล่าวต่อไปอีกว่า “พวกเราสตรีทั้งห้า ขอความกรุณาจากท่านได้โปรดรับพวกเราไว้ในความคิดคำนึงของท่าน และขอโอกาสให้พวกเราได้ตั้งปณิธานปรารถนาพระโพธิญาณต่อหน้าท่าน” ท่านมิลาเรปะดำริว่า “อาตมาไม่เคยเห็นช้อนที่มีค่าและมีเอกลักษณ์โดดเด่นเช่นนี้มาก่อนเลย อีกทั้งน้ำนมโยเกิร์ทอันน่าอัศจรรย์นี้ ก็ไม่มีอาหารใดๆในโลกนี้ จะมีคุณค่ามาเทียบเทียมได้เลย อาการที่พวกนางน้อมกราบนมัสการด้วยเบญจางคประดิษฐ์ และอาการเงยตัวขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมที่ไม่ธรรมดาอีกหลายอย่าง พิสูจน์ชัดว่า แม่นางทั้งห้านี้ ต้องมาจากสวรรค์อย่างแน่นอน” แต่เพื่อดูว่าพวกนางจะกล่าวความจริงหรือไม่ ท่านจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ ท่านทอดสายตาดูพวกนาง และถามขึ้นว่า “พวกเธอเป็นใคร? พวกเธอมาจากไหนกัน?” และจากนั้นท่านก็เปล่งธรรมคีตาด้วยสุรเสียงก้องกังวาน

เพื่อเห็นแก่ประโยชน์สุขของบรรดาสานุศิษย์ที่มีวาสนาบารมี
เพื่อบูชาต่อมหาสมณะ ดอจี ชาง องค์วัชชระธารา ผู้ศักดิ์สิทธิ์
อันเป็นแก่นสารสาระแห่งกายทั้งสี่ของพุทธะ
เพื่อขจัดมลทินเศร้าหมองแห่งช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการทะเลาะวิวาทไม่ปรองดองและทุจริตฉ้อฉล
เพื่อน้อมคารวะองค์อวตารมาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
เพื่อความผาสุกร่มเย็นของดินแดนภูเขาหิมะ ทางภาคเหนือของส่ามหริน

ด้วยการบันลือสีหนาทดั่งพญาราชสีห์
ท่านวิสุทธิบุคคลผู้ประเสริฐ ประทับนั่งมาบนยานพาหนะอันสูงสุด
เพียงแต่ได้ยินสุรเสียงของท่าน บุคคลย่อมล่วงพ้นโลกต่ำแห่งอบายภูมิได้ในทันใด

อาตมาขอสวดระลึกถึงท่านอาจารย์มาระปะ
ด้วยพลังแห่งความกรุณาอันยิ่งใหญ่
ขอให้เมล็ดพันธุ์แห่งการตรัสรู้จงได้งอกงามไพบูลย์ขึ้นในดวงใจของท่านทั้งหลาย

ในดินแดนอันสะอาดบริสุทธิ์แห่งสุญญตาธรรม
พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์และบรรดาสาวก
จงได้แผ่พลังแห่งแสงสว่างของปรีชาญาณลงบนดอกบัวแห่งปัญญา
ซึ่งอยู่ภายในดวงใจของบรรดาสานุศิษย์
เพื่อที่จักได้สยายกลีบดอกบัวให้เบ่งบานออก
เปิดเผยให้เห็นเกสรแห่งอมตภาวะในภายในงอกงามขึ้นมา

อาตมามีบางอย่างที่จะถามเธอ แม่นางผู้น่ารักที่พากันนั่งอยู่ทางซ้ายของอาตมา
ไม่มีอะไรที่อาตมาต้องการจะรู้เป็นพิเศษดอก
เพียงแต่บอกอาตมาว่า พวกเธอเป็นมนุษย์หรือเทพธิดากันแน่
เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่อาตมาได้เห็นพวกเธอ

โอ้แม่สาวน้อยผู้มีเสน่ห์ทั้งห้า
ด้วยเรือนร่างที่งดงามสะคราญตา ด้วยรัศมีอันบรรเจิด
แห่งการเนรมิต เรือนกายของเธอ ให้เป็นที่กล่าวขวัญชื่นชม

โอ้แม่สาวงามแห่งสรวงสวรรค์
บุคคลที่เห็นพวกเธอแต่ไกลๆ ดูประหนึ่งว่ามองผ่านเข้าไปในม่านหมอกยามเย็น
เขาได้แลเห็นสาวน้อยทั้งห้า กำลังจ่ายตลาดอยู่ในเมือง
แต่เมื่อเขาได้มองดูอย่างตั้งใจมากขึ้น เขามองไม่เห็นภาพที่เป็นเนื้อเป็นตัวแต่อย่างใด
เขาย่อมเห็นแต่เงาในม่านหมอกวูบๆวาบๆ
ดังนั้นอาตมาย่อมถูกทำให้พิศวงงงงวยมากทีเดียว

เมื่ออาตมาผจญภัยอยู่บนถนน อาตมาเห็นพวกเธอม้วนกลิ้งไปดังก้อนไข่มุก
พูดคุยกันอย่างสนุกสนานด้วยเสียงหัวเราะเป็นส่วนใหญ่
แต่เบื้องหลังเสน่ห์อันชวนให้หลงใหลของพวกเธอ
เหมือนกับดวงดาวยามรุ่งอรุณทางตะวันออก เธอค่อยๆเลือนหายไป

การได้เห็นพวกเธอแยกย้ายและรวมกันเป็นกลุ่ม
อาตมาย่อมสงสัยว่าพวกเธอเป็นเทวาหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งในนิยายกันแน่
เมื่อบุคคลได้มองที่ประกายแวววาวที่ทอแสงจรัสขึ้นมาในดวงตาของพวกเธอ
บุคคลย่อมช่วยเหลืออะไรไม่ได้ นอกจากได้แต่อมยิ้ม
อาตมาประหลาดใจกับตนเองยิ่งนัก “พวกเธอเป็นเทพธิดาเนรมิตใช่หรือไม่หนอ?”

แบบอย่างของพุทธศาสนิกชน ในการเดินเวียนถวายความเคารพ
เริ่มจากซ้ายไปขวา แต่ของพวกเธอ เริ่มจากขวามาซ้าย
ดังนั้นพวกเธอต้องเป็น เทวาหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งในนิยาย

วิถีทางปรกติในกิริยา “น้อมคารวะด้วยสายตา”
เริ่มจากซ้ายไปขวา แต่ของพวกเธอ จากขวามาซ้าย
ดังนั้นพวกเธอต้องเป็น เทวาหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งในนิยาย

กายส่วนบนของเธอสั่นไหว เมื่อเธอน้อมกายลงกราบ
ทุกครั้งที่กราบครบเก้าครั้ง เธอขอให้อาตมาผาสุกสามครั้ง
เธอโยกคลอนศีรษะของพวกเธอ เมื่อเธอทำกิริยา “น้อมคารวะด้วยสายตา” ครั้งหนึ่ง
จะมีก็เพียงแต่เทพธิดาจากสรวงสวรรค์เท่านั้น ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้
ถึงแม้ว่าพวกเธอจะลอกเลียนแบบมา แต่ก็ไม่ค่อยเหมือนพวกเขาสักเท่าใด

ทุกครั้งที่กราบครบแปดครั้ง เธอขอให้อาตมาผาสุกสองครั้ง
ตามแบบฉบับของเทวาทั้งปวง เธองอเข่าของเธอจรดพื้น
รูปแบบการน้อมคารวะเช่นนี้ ไม่ปรกติธรรมดา

ช้อนซึ่งทำด้วยอัญมณีสีน้ำเงิน ประดับด้วยเพชรมากมาย ซึ่งเธอมอบให้อาตมานี้
เป็นของจากสวรรค์ มันไม่ใช่ของโลกมนุษย์

อาตมาผู้มาจากแดนไกลและได้จาริกไปทั่วทุกภูมิภาค
อาตมาได้ลิ้มรส ได้เห็น และได้รับฟังสิ่งต่างๆมามาก ซึ่งคงไม่แพ้ประสบการณ์ของผู้ใด
แต่ในชีวิตของอาตมา ก็มิเคยได้ลิ้มรสอาหารที่วิเศษเหมือนกับโยเกิร์ทที่ทำจากน้ำนมวัว
ดังที่พวกเธอนำมาถวายอาตมาเลย
มันย่อมไม่ใช่อาหารของมนุษย์โดยแน่นอน แต่ต้องเป็นอาหารจากสรวงสวรรค์

การที่พวกเธอแสดงวจีกรรมขอให้อาตมาแสดงมรรคาสู่พระโพธิญาณนั้น
เป็นเพราะการสั่งสมที่ดำเนินมาในอดีตชาติของพวกเธอ ต่อการใฝ่ใจในพระธรรมคำสอน
อาตมาย่อมไม่รู้สึกอื่นใด นอกจากชื่นชมยินดีไปด้วยกับพวกเธอ

จงฟังอาตมา แม่สาวน้อยคนเก่งของอาตมา
อาตมามีคำถามเพิ่มเติมอีก ที่จะถามพวกเธอ
อาตมาจักไม่ทำอะไรให้เกิดความผิดพลาด แต่จักใช้ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความจริงใจอย่างที่สุด

เธอมาจากไหนเมื่อเช้านี้ และเธอจะไปไหนในตอนบ่าย?
บ้านของพวกเธอ และครอบครัวของพวกเธอ อยู่ที่ไหนกัน?
เธอทำอะไรกับฤทธิ์อำนาจของพวกเธอ?
อิทธิฤทธิ์ชนิดใดกันหนอ ที่เธอแสดงให้ดู?
พวกเธอรู้จักอาตมาได้อย่างไรกัน?
ได้ยินจากคำบอกเล่า หรือว่าเราเคยพบกันมาก่อน?
อย่าได้ลังเลที่จะเอื้อนเอ่ยเลย
กรุณาตอบคำถามของอาตมาด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อ

เทพธิดาตอบว่า “พระคุณเจ้าเป็นวิสุทธิบุคคล พระคุณเจ้าต้องได้เคยสั่งสมกุศลบารมีมามากมายในอดีตชาติ พระคุณเจ้าจึงได้มีโอกาสพบคุรุที่บรรลุถึงบรมธรรม อาศัยดวงจิตที่เต็มเปี่ยมด้วยน้ำอมฤตแห่งพระธรรม พระคุณเจ้าจึงได้รู้แจ้งตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ถึงความผิดพลาดและความเป็นมายาลวงของโลกียสุขและตัณหาราคะ ดังนั้นความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณจึงอุบัติขึ้นที่ก้นบึ้งแห่งดวงใจของท่าน และการพิจารณาที่จะข้ามห้วงมหรรณพอันทุกข์ทรมานแห่งสังสารวัฏ จึงได้ถูกเรียบเรียงลำดับขั้นตอนขึ้นมา ด้วยความเหนื่อยยากอันยิ่งใหญ่ของชีวิตนักบวช พระคุณเจ้าได้สละอุทิศตนเพื่อปฏิบัติธรรม ท่านได้บรรลุถึงสมาธิจิตอันสว่างไสวในภายใน ท่านได้บรรลุถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ ท่านสามารถมีญาณหยั่งรู้ถึงความนึกคิดและความเป็นไปของผู้คน เหมือนดังเห็นภาพในกระจกเงา แม้ว่าท่านจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักพวกเรา พวกเราก็จักตอบคำถามของท่านตามความเป็นจริงด้วยความยินดี ท่านนักบวชผู้ยิ่งใหญ่ โปรดตั้งใจฟังด้วยเถิด” จากนั้นเธอได้แสดงบทโศลกว่า

ในช่วงเวลาอันเศร้าโศกด้วยกิเลสนิวรณ์ทั้งห้าประการ
ใกล้ๆกับเมือง ปักชู ในทิเบต ซึ่งเป็นบ้านของนางปีศาจหน้าแดง
มีเอกบุรุษ ซึ่งพำนักอยู่ในหุบเขาหิมะ ที่ล้อมรอบไปด้วยความชั่วร้าย
เขาไม่ใช่มหาสมณะมิลาเรปะผู้ยิ่งใหญ่ดอกหรือ?

พระคุณเจ้าต้องได้เคยสั่งสมกุศลบารมีมามากมายในอดีตชาติ
พระคุณเจ้าจึงได้มีโอกาสพบคุรุที่บรรลุถึงบรมธรรม
และถูกอวยพรชัยโดยผู้สืบสานพระศาสนา

การอาบรดด้วยธารน้ำอมฤตแห่งความเมตตา
พระคุณเจ้าได้ปรับเปลี่ยนดวงจิตของท่าน
ดังนั้นพระคุณเจ้าจึงเห็นโลกียสุข เป็นดังภาพหลอนที่เป็นมายา

ท่านละทิ้งโลกภพนี้ ไปใช้ชีวิตนักบวชอย่างทรหดอดทน
ท่านพากเพียรอยู่กับการสละอุทิศตน ด้วยขันติธรรม
ท่านขจัดอุปสรรครบกวนทั้งปวงลง ท่านจึงกลายเป็นนักบวชแห่งสรวงสวรรค์
พระคุณเจ้าสถิตอยู่ในอาณาจักรแห่งธรรมกาย ตลอดกาลนิรันดร

ท่านกลับคืนสู่สามัญ ด้วยการ “อยู่เหนือขอบเขตของถ้อยคำ”
ท่านสามารถใช้พลังอำนาจแห่งสมาธิจิต จำแลงแปลงกายได้หลายรูปแบบ
ของกำนัลที่ท่านได้รับจากการอยู่เหนือมหาภูติรูปธาตุ
คือการที่ท่านสามารถพิชิตหมู่มาร โดยไม่ต้องใช้สมาธิจิต
ผลจากการที่พวกเขาได้แลเห็นพระคุณเจ้าแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
สานุศิษย์ผู้ภักดี ต่างพากันได้รับแรงบันดาลใจและร่าเริง
พวกเขาเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ และเปี่ยมอยู่ด้วยปิติสุขในดวงใจ
โลมชาติของพวกเขาลุกชูชัน และน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ ก็หลั่งรินลงมา

โอ้ ท่านเป็นผู้วิเศษ ท่านเป็นไข่มุกที่ประดับมงกุฎ
ความเคารพบูชาและการถวายจตุปัจจัย เป็นสิ่งที่สมควรกระทำต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง
ท่านเป็นนักบวชผู้เป็นพุทธชิโนรส
ท่านเป็นสังฆรัตนะ ซึ่งเป็นสรณะของสรรพชีวิตทั้งปวง

พวกเราสาวน้อยที่เหาะเหินมาในท้องฟ้าทั้งห้า ล้วนเป็นอมนุษย์
พวกเราที่นั่งใกล้ชิดท่านอยู่ ณ บัดนี้ ล้วนมีกำเนิดที่ต่ำต้อย และมีกุศลบารมีน้อยนัก
ได้โปรดอวยพรชัย สงสารพวกเรา ด้วยความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่าน

จากหมู่เมฆแห่งความกรุณาของท่าน
เราสวดภาวนาขอให้ หยาดพิรุณแห่งน้ำอมฤต จงได้ตกลงมาในเร็ววัน ด้วยเถิด
เพื่อที่ว่า ตัณหาราคะอันร่านทุรน ซึ่งเป็นเหตุของความชั่วร้าย จักได้ถูกชำระล้างให้สูญสิ้นไป
และมวลบุบผามาลีแห่งโพธิจิตอันงดงาม จักได้ชูช่อเบ่งบานขึ้นมา

ท่านนักบวชผู้ยิ่งใหญ่ แห่งพระธรรมวินัยอันศักดิ์สิทธิ์
อาศัยการบ่มเพาะสติในการบำเพ็ญสมาธิจิต
ท่านจึงหยั่งรู้ถึงธรรมชาติแห่งดวงจิต และสัมพันธภาพแห่งพระธรรม ในหมู่ชน
แม้ว่าท่านจะหยั่งรู้โดยไม่มีข้อผิดพลาด
ท่านก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ และถามคำถามพวกเรา

พวกเราคือ นูหยิน เทพธิดาแห่งโลกภพนี้
พวกเรามาจากครอบครัว อสิทาราตา
พวกเราเป็นอมนุษย์ที่เดินท่อมๆอยู่ในลานฝังศพ
พวกเราเป็นเทพธิดาแห่งโลกภพ ที่สามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์
พวกเรามีพลังอำนาจและความสำเร็จหลายอย่าง ที่สามารถแสดงให้ดูได้

เช้าวันนี้ บนสรวงสวรรค์ พวกเราเปิดประตูเมฆ และขับขี่มาบนแสงสุริยา
เย็นวันนี้ พวกเราจะไปอินเดีย เพื่อร่วมพิธีเลี้ยงฉลอง
ในสวนอันเยือกเย็นของป่าช้า

ทางด้านขวาของหุบเขานี้ ด้วยคตินิยมของรหัสรูปสามเหลี่ยม
ในบริเวณที่ภูเขาหิมะตั้งตระหง่านอยู่ เราพำนักอยู่ที่ปลายยอดตรงกลางสูงสุด
มงกุฎประดับบ้านของเรา คือกระจกน้ำแข็ง ที่เป็นเหมือนผลึกแก้ว
มันสะท้อนแสงสุริยันและจันทราเป็นประกายแวววาว
กึ่งกลางภูเขา มีทะเลสาบที่ทรวดทรงเหมือนภาชนะ
มีหมู่เมฆที่ลอยฟ่องฟ้า เป็นหลังคาของมัน
มีสายหมอกพันล้อมรอบอยู่ตลอดเวลา
นี้คือภูเขาหิมะราชินีสีน้ำเงิน อันมีชื่อเสียง มันเป็นบ้านของพวกเรา

แรกเริ่มที่เราเห็นพระคุณเจ้าในฤดูร้อนที่ผ่านมา
เมื่อเราเข้ามาทำอันตรายและรบกวนท่าน
ไม่ได้มีโทสะหรือความขุ่นเคืองใดๆปรากฏขึ้นในดวงใจของท่านเลย
ในการกลับมาใหม่ของพวกเรา พระคุณเจ้าได้มอบหยาดพิรุณแห่งธรรมทานกับพวกเรา
ดังนั้น พวกเราจึงรู้สึกเสียใจมาก กับการกระทำที่ผิดพลาดทั้งปวง
เมื่อได้ลิ้มโอชารสแห่งน้ำอมฤตของพระสัทธรรม พวกเรากระหายที่จะดื่มกินเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีก
ดังนั้นในวันนี้ พวกเราจึงได้มากราบนมัสการพระคุณเจ้า วิสุทธิบุคคลผู้เป็นสรณะ
พวกเราสวดภาวนา เพื่อให้อุดมบุรุษเช่นท่าน ได้โปรดประทานน้ำอมฤตแห่งพระธรรม
เพื่อขจัดความกระหาย และทำให้พวกเราบรรลุถึงความอิ่มอุดม

ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “ก่อนหน้านี้ พวกเธอโกรธแค้น และขุ่นเคืองใจมาก พวกเธอได้พยายามทำอันตรายและด่าทออาตมา แต่อาตมาได้รู้แจ้งตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นการเล่นละครของดวงจิต และแก่นสารสาระแห่งดวงจิต คือความสว่างไสวอันว่างเปล่า ดังนั้น อาตมาจึงไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย อาตมาไม่ได้ใส่ใจกับอุปสรรคลวงอันเกิดจากเหล่าปีศาจ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้ พวกเธอควรได้เสียใจกับการก่อให้เกิดความสูญเสียและอันตราย กับผู้คนและบรรดานักบวชที่สละอุทิศตน ด้วยความสลดใจอย่างล้ำลึก พวกเธอควรได้สารภาพบาปทั้งปวง และไม่ควรกระทำมันอีก พวกเธอต้องตั้งสัจจะปฏิญาณในเรื่องนี้ก่อน ถ้าพวกเธอปฏิบัติตาม อาตมาจักได้สวดอวยพรชัยให้พวกเธอถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ อาตมาจะได้จุดประกายให้พวกเธอเข้าถึงโพธิจิต อีกประการหนึ่ง ถ้าเธอไม่รักษาพรหมจรรย์ให้กับตัวเธอ เพื่อคำสอนอันล้ำลึกและเพื่อพระธรรมวินัยอันสูงค่ายิ่ง มันไม่ต่างอะไรกับ ‘ขว้างวัวจามรีตัวหนึ่ง ลงไปในนรกอเวจี ที่เต็มไปด้วยอมนุษย์ซึ่งหิวกระหาย มากมายเหลือคณานับ’ หรือเหมือนกับ ‘ขุดเอาจมูกของศพมาเก็บไว้ ยังที่สำหรับไว้อาลัย มันย่อมเปื่อยเน่าและสูญสลายไป ภายในเวลาอันรวดเร็ว’ ณ บัดนี้ จงได้ตั้งใจให้ดี ที่จะสดับรับฟังธรรมคีตาของอาตมาผู้ชราภาพ”

ในยามเย็นอันแจ่มใสนี้ ขณะที่ยามดึกกำลังกลืนกินเวลาค่ำ

แสงสีเงินที่ส่องสว่างแจ่มใสทางตะวันออก
ขับไล่ความมืดให้ย้อนกลับมาครอบคลุมไปทั่วฟากฟ้า
นั่นไม่ใช่แสงจันทร์อันนวลใยดังผลึกแก้วที่บริสุทธิ์ดอกหรือ?

อาชาไนยของเธอ คือการขับขี่มาบนลำแสงอันงดงามอร่ามตา
แม่สาวน้อยทั้งห้า พวกเธอมากับอาภรณ์แห่งแสงสว่าง ห่อหุ้มเรือนกาย
พวกเธอไม่ใช่แม่ห้าเทพธิดาแห่งโลกภพนี้ดอกหรือ?

ใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำโลหิดา มีกุฏิหลังน้อยที่เงียบสงัดและรื่นรมย์
เป็นที่ซึ่งนักพรตบ้า ซึ่งไม่รู้จักละอายและเสียใจ พำนักอาศัยอยู่
ท่านเปลือยเปล่าโดยไม่รู้สึกอับอาย และไม่รู้ร้อนรู้หนาว

แทรกซึมอยู่ในแก่นสารสาระแห่งโลกุตระจิต
ปราศจากสิ่งรบกวนแม้ชั่วขณะเดียว
ท่านเพ่งวิปัสสนาญาณสู่ธรรมชาติของความว่างเปล่า
ท่านไม่ใช่มิลาเรปะ นักภาวนาผู้ยิ่งใหญ่ดอกหรือ?

แม่สาวน้อยทั้งห้าผู้ทรงฤทธิ์ ได้แสดงบทโศลกให้อาตมาฟัง
อาตมา นักบวชผู้ห่มผ้าฝ้าย จักได้เปล่งธรรมคีตาเป็นการตอบแทน
เราได้มีส่วนร่วมกันตั้งปณิธานและประกอบกรรมร่วมกันไว้ในอดีตชาติ
ณ บัดนี้ พวกเธอจึงมาสู่สถานการณ์นี้ โดยไม่ได้คาดคิด
พวกเธอจักผาสุกเพียงใดกันหนอ ที่จักได้รับรู้ ณ บัดนี้

เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีกลาย พวกเธอได้นำกองทัพของอมนุษย์มาย่ำยีอาตมา
ธงรบมากมายปลิวไสว พลรบแห่งปีศาจพากันตั้งขบวนทัพ
กองทัพทั้งสี่ ปล่อยอาวุธร้าย ให้ตกลงมาดังห่าฝน
และได้พยายามทำอันตรายอาตมาในทุกวิถีทาง
แต่โดยที่อาตมาได้ตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์
ว่ารูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนก่อสร้างปรุงแต่งออกมาจากดวงจิต
ธรรมชาติของดวงจิตเองก็ว่างเปล่า
อาตมาย่อมไม่ถูกทำให้หวาดหวั่น ด้วยภาพหลอนของเหล่าปีศาจ

เพียงแลเห็นการประกอบอกุศลกรรมของพวกเธอ
ความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณก็ท่วมท้นอยู่ในดวงใจของอาตมา
การโต้ตอบกับพวกเธอโดยอาบรดด้วยหยาดพิรุณแห่งพระธรรม
ทำให้พวกเธอกลับกลายมาจงรักภักดีต่ออาตมา

คืนนี้ เธอทั้งห้าพากันกลับมาเยือนอาตมาอีกวาระหนึ่ง ด้วยรูปโฉมอันสวยสะคราญ
เธอน้อมกายลงประสานมือไว้เหนืออกเพื่อแสดงความคารวะต่ออาตมา
และอาราธนาให้อาตมาแสดงธรรม
พวกเธอกล่าวว่า “จงสวดอวยพรชัย ให้หมู่เมฆแห่งโพธิจิต
รวมตัวกันเป็นหยาดพิรุณแห่งน้ำอมฤต อาบรดพวกเราด้วยเถิด”
เพราะพวกเธอมีความศรัทธาอย่างจริงใจ อาตมาให้ธรรมทานแก่พวกเธอ

สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของอาตมา
คือท่านอาจารย์มาระปะผู้ถ่ายทอดพระธรรมที่ไม่มีใครทัดเทียม
ท่านบริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทินดังสัมโภคกายแห่งพุทธะ
ท่านประทับนั่งอย่างสง่างามบนศีรษะของอาตมา

รัศมีสว่างนวลแห่งความกรุณาของท่านสาดส่องเข้าไปในดวงใจของบรรดาสานุศิษย์
มันสร้างความสดชื่นและปลุกเร้าเกสรในภายใน
อันนำไปสู่ความเบ่งบานของบุบผามาลีแห่งดวงจิตของสานุศิษย์ ในเวลาอันรวดเร็ว
พวกเธอแม่มดเจ้าเสน่ห์ เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้หรือไม่หนอ?
ถ้าไม่เคย นั่นคือเหตุแห่งบาปกรรมของพวกเธอ
พวกเธอควรได้สารภาพบาปให้หมดโดยไม่สงวนเอาไว้เลย
ตั้งแต่กาลเวลาอันไม่มีจุดเริ่มต้น พวกเธอก็ยังไม่เคยที่จะได้รับฟังคำสอนของอาตมาอยู่อีก
และอาจตกล่วงลงไปสู่อบายภูมิอีกครั้งหนึ่ง

แต่ก่อนพวกเธอมีเจตนาอันชั่วร้ายและหยาบคาย เสพคุ้นกับความจอมปลอม
การปฏิญาณนของพวกเธอย่อมไร้ความหมาย และย่อมไม่เกื้อหนุนพระศาสนา
บุคคลที่ไม่สนใจศรัทธาในกฎแห่งกรรมและวิบาก ย่อมตกล่วงลงสู่อบายภูมิ
ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงอกุศลกรรมแม้เพียงน้อยนิด

บุคคลผู้ไม่รู้จักโทษภัยแห่งโลกียสุข แต่กลับยึดติดมันล้ำลึกลงไปยังก้นบึ้งของดวงใจ
ย่อมถูกกักขังอยู่ในคุกมืดแห่งสังสารวัฏ ซึ่งไม่เห็นหนทางหลบหนี
เขาควรได้เรียนรู้ว่าโลกเป็นเพียงมายา
และจงได้ปฏิบัติบำเพ็ญเสมอด้วยชีวิต เพื่อถอดถอนตัณหาราคะทั้งปวง

บุคคลควรได้สลดสังเวช กับการกระทำที่ผิดพลาดของสรรพชีวิตทั้งหกภพภูมิ
เขาควรหลีกเลี่ยงมรรคาของหินยาน ด้วยความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่
เขาควรได้ฝ่าฟันอย่างหนักหน่วง ตามแบบอย่างของพระโพธิสัตว์เจ้า

โอ้ แม่เทพธิดาแห่งมหายานมรรค
ถ้าพวกเธอยอมรับคำสอนที่เต็มไปด้วยสาระประโยชน์ ซึ่งอาตมาเพิ่งมอบให้
มาเถิดญาติธรรมทั้งหลาย
จงมาร่วมกันดำเนินไปตามสัมมาอริยมรรค
เพื่อบรรลุถึงดินแดนอันบริสุทธิ์แห่งสภาพที่ยิ่งกว่าสุข ในที่สุด

ณ ที่นั้น เราทั้งหลายจะได้สั่งสมบุญกุศลและปฏิบัติภารกิจอันงดงามร่วมกัน
ณ ที่นั้น โดยไม่ต้องมีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น พวกเราจักได้พบกันอีก

ท่านมิลาเรปะกล่าวต่อไปว่า “พวกเรามีชีวิตอยู่ในช่วงกาลอันหมองมัว ความฉ้อฉลหลอกลวงระบาดไปทั่ว ผู้คนเต็มไปด้วยความละโมบโลภมาก และหมกจมอยู่ในกิเลสตัณหาราคะ นี้เป็นเวลาที่ยากเข็ญ สำหรับการที่บุคคลจะขจัดตัณหาของเขาทั้งหมดให้ได้ในคราวเดียว เพราะฉะนั้น บุคคลจึงควรค้นหาตนเอง และเลือกเฟ้นสมาทานศีลที่เขาสามารถปฏิบัติได้”
เทพธิดากล่าวกับท่านมิลาเรปะว่า “ท่านสั่งสอนพวกเราด้วยความเมตตากรุณา ถึงสัจจะแห่งกรรม และเรียกร้องให้พวกเราให้ความสนใจกับศีลธรรมและกุศล พวกเราได้ยินคำสอนเช่นนี้มาก่อน ที่สุสานอันยิ่งใหญ่แห่งสินฮาลา, เทพธิดาแห่งปรีชาญาณ, เทพธิดาผู้พิทักษ์โลก, เช่น เทพหน้าสิงโต, ดามาลา ริโครม่า, ดูโม งอซังม่า, และนางโยคีผู้บรรลุธรรม, ภินา เบทซา ได้สอนพวกเราถึงกุศลและคุณค่าของโพธิจิตมาแล้ว การที่พวกเราแสดงความชั่วร้ายกับท่านที่ผ่านมา เป็นการทดสอบความรู้แจ้งตระหนักชัดของท่าน พวกเราเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระธรรม เราย่อมไม่ทำอันตรายผู้คนจริงๆ ได้โปรดกรุณาสอนพวกเราให้เข้าถึงโพธิจิตด้วยเถิด”
ท่านมิลาเรปะตอบว่า “แน่นอน อาตมาจักสอนพวกเธอ พวกเธอจงได้บอกชื่อของพวกเธอ กับอาตมาด้วย” เทพธิดาได้นั่งอย่างมีระเบียบ คนแรกกล่าวว่า “ดิฉันเป็นผู้นำกลุ่มนี้ ดิฉันชื่อ ดราชี ทะเซรินมา ผู้มีอายุอันยืนยาว ดิฉันขอถวายความสำเร็จในการมีลูกหลานมากกับท่าน” ถัดต่อไปทางขวาของคนแรกกล่าวว่า “ดิฉันชื่อ ตินจีเหย่าซันม่า ผู้มีใบหน้าสีฟ้า ดิฉันขอถวายความสำเร็จในการพยากรณ์อนาคตกับท่าน” คนที่สามกล่าวว่า “ดิฉัน จูพัน ดรินซอนม่า ผู้มีเสียงอันไพเราะ ดิฉันขอถวายความสำเร็จในการบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง” คนต่อไปกล่าวว่า “ดิฉันชื่อ มิโย ลอนซอนม่า เทพธิดาแห่งสวรรค์ ขอถวายความสำเร็จในการบริบูรณ์ด้วยอาหารและโภคทรัพย์” และคนสุดท้ายกล่าวว่า “ดิฉันชื่อ ดีก้าโดรซอนม่า ผู้เต็มไปด้วยกุศล ขอถวายความสำเร็จในการเพิ่มพูนปศุสัตว์”
จากนั้นท่านมิลาเรปะได้อบรมสั่งสอนพวกเธอเป็นรายตัว หลังจากได้ฟังธรรมจากท่านมิลาเรปะ ทั้งห้านางต่างรื่นเริงในธรรมที่ท่านกล่าวแสดง และพากันออกตัวว่า ถึงแม้จะไม่สามารถปฏิบัติได้จริงๆทั้งหมด ก็จะพยายามรักษาสัมมาอริยมรรคนี้ไว้ในความคิดคำนึงตลอดไปไม่ผันแปร

หลังจากนั้นต่อมา เย็นวันหนึ่งช่วงปลายเดือน มีอมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งพร้อมด้วยเทพธิดาทั้งห้านาง แต่งกายด้วยเครื่องประดับอันงดงาม แออัดอยู่เต็มท้องฟ้าเบื้องหน้าท่านมิลาเรปะ เขาพากันโปรยดอกไม้ลงมายังท่าน บรรเลงทิพย์ดนตรี และปล่อยกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปในอากาศ พร้อมทั้งถวายอาหารและเครื่องดื่มกับท่าน พวกเขากล่าวว่า “จงได้โปรด แสดงประสบการณ์ต่อการบรรลุธรรมขั้นสุดท้ายกับพวกเราด้วย” ท่านมิลาเรปะสนองตอบด้วยการแสดงธรรมคีตาชื่อ “ความเข้าใจถึงความเป็นจริง”

ณ เขตต่อแดนระหว่างทิเบตและเนปาลซึ่งเมือง ดินน่าดริน อันมหัศจรรย์ตั้งอยู่
เป็นสถานที่พำนักอาศัยของบรรดาเทพเจ้าแห่งโอสถ ผู้คอยพิทักษ์รักษาเยียวยาสรรพชีวิต
บนภูเขาหิมะซึ่งเปรียบดังราชินีอันงดงามของภูมิภาคแห่งนี้
เป็นที่พักพิงของสตรีผู้รุ่งเรืองและมีอายุยืนนาน
เธอมีปอยผมที่ประดับประดาไว้อย่างวิจิตร
ชีวิตของเธอสามารถดำรงอยู่ได้ยั่งยืนนานเท่าอัญมณีทีเดียว

ซีกเนินเขาทางด้านซ้าย ปกคลุมด้วยเมฆหมอกแทบจะตลอดทั้งปี
ผืนดินชุ่มฉ่ำทำให้ท้องทุ่งมีสีเขียวขจี ลำธารน้ำใสเย็นไหลลัดเลาะไปตามเชิงผาสมุนไพร

ด้วยดวงใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง
อาตมามิลาเรปะ ใช้ชีวิตของสมณะอยู่ในสถานที่อันสงบวิเวกแห่งนี้แต่ผู้เดียว
พวกเธอเหล่าอมนุษย์ผู้หยิ่งผยอง เธอเป็นโจรขโมยชีวิตพรหมจรรย์ของนักบวช
อมนุษย์ผู้มาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งเพื่อทำร้ายอาตมาเป็นพวกเดียวกันกับเธอมิใช่หรือ
เทพธิดาห้านางก็เพิ่งมาเยือนสถานที่แห่งนี้เมื่อตอนพลบค่ำ และก่อนที่จะลาจากไป
เธอได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินสู่พระโพธิญาณ

ในค่ำคืนที่ดวงจันทร์กำลังทอแสงสว่างนวลไปทั่วพื้นพิภพ เทพธิดาทั้งห้าก็หวนกลับมาอีก
เธอห่อหุ้มเรือนกายของเธอด้วยอาภรณ์ที่ทำด้วยเส้นไหมงามระยับ
สว่างวูบวาบไปด้วยอัญมณีเครื่องประดับ
เธอมุ่งหวังที่จะเข้าถึงความอิ่มอุดมสูงสุด
โดยได้อาราธนาให้อาตมากล่าวแสดงถึงปรมัตถ์สภาวธรรม
ณ บัดนี้ จงได้ตั้งใจให้ดีที่จะสดับรับฟังด้วยสติอัน เต็มเปี่ยมสมบูรณ์

บรรดาสรรพสัตว์ในภพทั้งสามอันได้แก่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ
ต่างก็ครอบครองสรีรกายอันเกิดแต่วิบากแห่งตัณหา ซึ่งมีนัยยะหลากหลายเป็นอนันต์
การมีอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนของบรรดาสรรพสัตว์
ย่อมเกิดมาแต่ความเห็นผิดอันมีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ดังนั้น เพื่อให้เหมาะแก่จริตนิสัยนาๆประการของผู้คน
พระพุทธองค์จึงได้กล่าวถึงความดำรงอยู่ของบรรดาสรรพสิ่ง

แต่ในความจริงแท้สูงสุดขั้นปรมัตถ์ ไม่มีการดำรงอยู่ของอะไร
ไม่มีแม้การดำรงอยู่ของพระพุทธองค์ ไม่มีผู้ปฏิบัติ ไม่มีมรรคา ไม่มีการตระหนักชัดในอะไร
ไม่มีเรือนกายของพุทธะ และไม่มีปรีชาญาณ
และไม่มีแม้พระนิพพาน
แท้ที่จริงแล้ว เป็นสักว่าชื่อ
อันเป็นการกำหนดหมายต่ออดีตด้วยความคิดปรุงแต่งอย่างอวิชชาเท่านั้น

รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงในสกลจักรวาลนี้
มิได้เคยดำรงอยู่ในอดีต ดำรงอยู่ไม่ได้ในปัจจุบัน และย่อมไม่มีวันที่จะดำรงอยู่ในอนาคตด้วย
ไม่มีสัจจธรรม ไม่มีญาณทัสสนะในภายใน ไม่มีกรรมและวิบากผล
แม้แต่สังสารวัฏก็ไม่ใช่สิ่งซึ่งจะถูกบัญญัติชื่อลงไปได้
นี้คือปรมัตถ์สัจจะอันเป็นความจริงสูงสุด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าปราศจากแม้กระทั่งสรรพสัตว์แล้วไซร้ พุทธภาวะจะอุบัติขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อปราศจากเหตุจะมีผลติดตามมาได้อย่างไร

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตรัสว่า ในสมมุติสัจจะนั้น สังสารวัฏและพระนิพพานย่อมมีอยู่
แต่ในปรมัตถ์สัจจะนั้น แม้แต่การดำรงอยู่หรือมิได้ดำรงอยู่ก็ไม่มีความแตกต่างกันเลย
หากแต่เป็นเอกสภาวะเดียว ไม่อาจถูกกำหนดแบ่งแยกคุณค่าออกเป็นคู่ๆ
ไม่มีความแตกต่าง อาทิเช่น “สิ่งนี้” และ “สิ่งนั้น”
ธรรมะทั้งหมดคือเอกสภาวะเดียว

ข้อความเร้นลับเหล่านี้ ย่อมสามารถเข้าใจได้ในบรรดาผู้บรรลุธรรม
ซึ่งเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ โดยไม่ต้องพากเพียรพยายามใดๆ
พลังอันยิ่งใหญ่แห่งเมตตาธรรมและบุญกุศลทั้งปวง ย่อมหลั่งไหลอย่างเสรีโดยไม่ต้องพยายาม
วิสุทธิบุคคลทั้งปวงย่อมครอบครองความปรารถนาอันบริสุทธิ์
ด้วยการตระหนักชัดถึงปรมัตถ์สภาวธรรมโดยสมบูรณ์

ทวยเทพเทวาที่ประชุมฟังธรรมกันอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
ดูเหมือนว่าท่านทั้งหลายไม่ได้รับฟังคำสอนที่ลึกซึ้งแต่อย่างไร
แต่กลับกลายเป็นคำพูดที่ดูจะออกนอกลู่นอกทาง
เมื่อท่านได้มาถึงอภิมหาอาณาจักร ท่านไม่พบบุคคลผู้ชาญฉลาด
แต่กลับกลายเป็นผู้ชี้แนะที่บ้าๆบอๆ

มันไม่ได้ผิดอะไรกับสุนัขป่าที่พากันหวาดหวั่นเมื่อได้ยินเสียงสิงโตคำราม
จะมีผู้ ใดในที่นี้บ้างหรือไม่หนอ ที่บังเกิดธรรมจักษุหลังจากได้ฟังอาตมา
อาตมาย่อมเข้าถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุขอยู่เสมอ
ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้เปี่ยมล้นด้วยความปิติปราโมทย์โดยทั่วหน้ากัน

ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวถึงความหลากหลายรูปแบบแห่งพระธรรมคำสอนว่า เป็นไปตามจริตนิสัยของผู้ฟังซึ่งแตกต่างกัน แต่เป้าหมายหรือบรมธรรมสูงสุดนั้นย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว การเข้าใจในคำสอนยังไม่เป็นการเพียงพอ หากแต่จะต้องดำเนินไปด้วยการปฏิบัติบำเพ็ญจริงๆบนแนวทางแห่งคำสอน เพื่อเข้าถึงความตระหนักชัดที่ไม่ต้องอาศัยเหตุผลสนับสนุนใดๆ และอยู่เหนือคำพูดอธิบายด้วยถ้อยคำทั้งมวล

เทพธิดาทั้งห้านางได้ยืนขึ้นท่ามกลางผู้ชุมนุม แล้วพากันเปล่งสาธุการว่า
ภายใต้ท้องฟ้าอันแจ่มใส ณ ดินแดนแห่งภูเขาหิมะ ซึ่งเต็มไปด้วยป่าสมุนไพรแห่งนี้
ดูประหนึ่งอ่างใบเล็กๆที่เต็มไปด้วยสิ่งมีค่า ล้อมรอบอยู่ด้วยสายธารที่เป็นดั่งพรชัยจากพื้นพสุธา

ในช่วงกาลที่ผู้คนเต็มไปด้วยบาปกรรม ท่านมหาสมณะอันน่าอัศจรรย์ก็มาเยือน
โภชนาหารที่ท่านบริโภคคือน้ำอมฤตแห่งการขจัดความคิดปรุงแต่งอย่างอวิชชาลงเสียได้
ท่านดื่มรสแห่งสัจจธรรม อันมีรสโอชากว่ารสทั้งปวง
ไม่มีทั้งความละอายหรือเสียใจใดๆซุกซ่อนอยู่ในดวงใจของท่าน
ไม่มีความสอาดชนิดที่ต้องคอยระวังรักษามิให้แปดเปื้อนด้วยผงธุลีในจิตใจของท่าน
การแสดงออกของท่าน บางครั้งเป็นดังคนวิกลจริต
เพื่อทดสอบความสามารถของท่าน พวกเราได้มายังริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว
พวกเราพบท่านใน ป่าไม้ เซนเดนซีม่า
ด้วยเรือนร่างที่เปลือยเปล่าโดยปราศจากความละอายท่านสนุกสนานอยู่กับเทพนิยาย

เรามองท่านจากกระจกเงิน
เราได้เห็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของท่าน เราเห็นเรือนกายของท่านอันตรธานไปในฟากฟ้า
เราหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลางฤดูใบไม้ร่วง
ท่านกำลังสถิตอยู่ในสมาธิจิตอันสงบระงับยิ่งที่ถ้ำ โซนลุง
เราคลานเข้าไปเห็นท่านสวมใส่เสื้อสุริยันและจันทรา มีมงกุฎอันมีค่าสวมอยู่บนศีรษะของท่าน
เรือนกายของท่านฉาบทาด้วยขี้เถ้าปรอท
ในมือของท่าน ถือดวงตราแห่งผู้พิชิต

เราเห็นท่านขับขี่สัตว์ที่ดุร้าย เหาะเหินไปในหมู่ดาว และอันตรธานไปในห้วงเวหา
ทำให้เราหมดโอกาสที่จะทำอันตรายท่าน

เราจึงได้กลับมาอีกเป็นครั้งที่สามเมื่อฤดูร้อนที่เพิ่งผ่านมา
เราได้ทดสอบท่านด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งมวลของเรา
ดวงจิตของท่านเปรียบดังน้ำในมหาสมุทร ขณะที่เรือนกายของท่านจะถูกเผาไหม้
อสรพิษเลื้อยอยู่รอบศีรษะของท่าน เหมือนมาลัยเหนือเศียร

นั่งพิงอยู่กับมีดดาบอันคมกริบ ในท่าดอกบัวบนปลายหอก
เราเห็นท่านเล่นอยู่กับลูกกัลปพฤกษ์ และกลืนกินภูเขาเข้าไปทั้งหมด
ดังนั้นพวกเราจึงหลงใหลและพิศวง

ท่านคือนักบวชที่มีมหาสติ
ดุจดังพระอินทร์ ท่านสามารถเนรมิตรูปกายของท่าน
และสามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้นับไม่ถ้วน
ไม่มีความหยิ่งผยองลำพองตน ไม่มีความลังเลสงสัยใดๆ
ไม่มีความคิดที่หลั่งไหลอันนำไปสู่ความหวังหรือความหวั่นไหวในดวงใจของท่าน

ดุจดังพญาราชสีห์ ด้วยปราศจากความหวาดกลัวใดๆ
เมื่อบุคคลเพียงได้ประสบพบท่าน ก็ทำให้บังเกิดปีติปราโมทย์อย่างน่าอัศจรรย์
จนโลมชาติลุกชูชันขึ้นทั่วกาย
เมื่อได้สัมผัสท่านโดยใกล้ชิด ก็รู้สึกได้ว่า อุปสรรคทั้งมวล กำลังจะถูกขจัดให้หมดสิ้นลง

ท่านเป็นสมณะผู้อิ่มอุดมและแจ่มใสยิ่งกว่าอัญมณี เป็นที่เคารพบูชาแม้ในสรวงสวรรค์
โดยที่ท่านตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ถึงสัจจะสภาวะธรรมที่อยู่เหนือขอบเขตของคำพูดที่จะอธิบาย
ท่านหมดวิจิกิจฉาแห่งความลังเลสงสัยนาๆประการ อันเป็นเหตุทำให้มีการเวียนกลับสู่สังสารวัฏ
บรรดาอมนุษย์ทั้งปวงไม่มีโอกาสที่จะรบกวนท่านได้

เมื่อเราพบว่าไม่อาจทำอันตรายท่านได้ เราจึงเปลี่ยนจุดยืนจากการเป็นศัตรู
พวกเราได้รับฟังคำสั่งสอนจากท่าน และนำพาพวกเราสู่สัมมาอริยมรรคและความสงบสันติ

ในค่ำคืนอันแจ่มใสเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ท่านหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งพระโพธิญาณลงในดวงใจของพวกเรา
ดอกไม้ที่ไร้ค่าในดวงใจของพวกเราจึงเริ่มงอกงาม
ท่านเป็นครูผู้วิเศษสำหรับสัมมาอริยมรรค ที่ไม่มีวันนำพาผู้ใดดำเนินไปผิดพลาด
ท่านเป็นสรณะที่พึ่งอันเกษมของสรรพชีวิต

ในภายภาคหน้า เมื่อพระคุณเจ้าเสด็จไปยังดินแดนบริสุทธิ์แห่งความที่ยิ่งกว่าสุข
ซึ่งทิพย์ปราสาทของพระอักโษภยพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่
พระโพธิสัตว์ทั้งปวงย่อมเปล่งสาธุการ ต่อการดำเนินเข้าสู่สภาพที่ยิ่งกว่าสุขของท่าน
ทวยเทพเทวาจากสวรรค์ทุกชั้น ย่อมน้อมเศียรเกล้าลงคารวะท่าน
พวกเราทั้งหมด ณ ที่นี้ ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ซึ่งได้พบเห็นท่าน และสดับรับฟังท่านแสดงธรรม
ก็จะขอเป็นข้าทาสผู้จงรักภักดีต่อท่านตลอดไป

ท่านมิลาเรปะ กล่าวแก่เทพธิดาทั้งห้าว่า “ ณ บัดนี้ อาตมาจะได้แนะนำพวกเธอ ถึงยาน ที่เต็มไปด้วยความช่ำชองและความหมาย มันง่ายที่สุด เร็วที่สุด และเป็นมรรคาที่คล่องตัวที่สุดสู่พุทธภาวะ พวกเธอต้องมอบกายถวายชีวิตและจิตวิญญาณให้กับอาตมา”
เทพธิดาต่างพากันยินดี ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “พวกเธอควรรู้ว่า โลกภายนอก โดยแก่นสารสาระแล้ว เป็นเอกสภาวะเดียวกับ ทิพย์ปราสาทของพุทธะที่ไม่อาจคำนึงคำนวณได้ สรรพชีวิตทั้งมวลนั้น โดยแก่นสารสาระแล้ว เป็นเอกสภาวะเดียวกับพุทธะ ใครก็ตามที่พวกเธอพบเจอ พวกเธอต้องให้ความเคารพรักนับถือ ต้องไม่มีแม้เพียงชั่วขณะเดียว ที่พวกเธอคิดประทุษร้ายผู้อื่น”
นี้เป็นตำนานเรื่องราว ที่ท่านมิลาเรปะ วัชระผู้แย้มยิ้ม พบกับเทพธิดาทั้งห้า เรื่องนี้ถูกบันทึกโดย ชิวาอุย สานุศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ บนยอดภูเขา ตันติน

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook