Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

การสำนึกผิดของ เรชุงปะ

ขอน้อมคารวะแด่คณาจารย์ทั้งปวง

เมื่อท่านมิลาเรปะและท่านเรชุงปะ เดินทางเข้าไปใกล้เมือง ดริน ซึ่งอยู่ระหว่างทางไปยังเมืองโบโต้ ท่านเรชุงปะกล่าวขึ้นว่า “กระผมอยากพักที่เมืองดรินในคืนนี้ เพื่อพบกับญาติโยม” แต่ท่านมิลาเรปะตอบว่า “ลูกเอ๋ย เราควรไปให้ถึงโบโต้ก่อนที่ ญาติโยม สานุศิษย์ หรือพวกพระจะรู้ ว่าเรามา” ท่านเรชุงปะยอมปฏิบัติตามอย่างจำใจ ลามะทั้งสองรูปเดินทางไปถึงตำบล จิปู นิมัดสัน ของเมืองโบโต้แห่งภูผาแดง เมื่อมาถึง ท่านมิลาเรปะได้สั่งว่า “เรชุงปะ เธอไปหาน้ำดื่มมา อาตมาจะเตรียมติดไฟไว้”

ระหว่างทางกลับสู่กระท่อมหลังจากได้น้ำมาแล้ว ท่านเรชุงปะได้เห็นฝูงแพะเพศเมียหลายตัวกำลังออกลูกในเวลาไล่เลี่ยกัน ในที่สุดนับรวมลูกแพะทั้งหมดได้ถึงสองร้อยตัว ท่านจึงหยุดแวะดูด้วยความสนใจ แพะภูเขาดูร่าเริงและไร้เดียงสา ชีวิตของพวกมันดูดีกว่าแพะที่บัลแตง

ในช่วงเวลานั้นเอง ท่านมิลาเรปะได้เปิดดูตำรับตำราที่ท่านเรชุงปะ นำติดตัวมาจากอินเดีย หลังจากที่ท่านก่อไฟเสร็จแล้ว และพูดขึ้นด้วยความเมตตาว่า “อาตมาขอสวดภาวนาต่อเทพธิดาทั้งหลาย ขอให้ท่านได้ช่วยเก็บรักษาพระธรรมนอกรูปแบบของเทพธิดา ซึ่งอาตมาส่งมาจากอินเดีย เป็นคำสอนที่มีประโยชน์ต่อพระศาสนาและสรรพชีวิต อาตมาขอสวดภาวนาถึงผู้ปกปักรักษาพระธรรม จงได้ทำลายตำรามนต์ดำอันชั่วร้าย ซึ่งจะนำอันตรายมาสู่ศาสนาและสรรพชีวิต” หลังจากสวดภาวนาเสร็จ ท่านเข้าสมาธิอยู่ชั่วครู่ และจากนั้น ท่านมิลาเรปะได้เผาตำราทิ้งเสียเป็นส่วนมาก
ขณะที่ท่านเรชุงปะกำลังดูแพะภูเขาเพลิน ท่านได้เห็นแพะจ่าฝูงทำท่าเหมือนสุนัขป่า ไล่ต้อนฝูงของมัน ข้ามหุบเขาไปอีกด้านหนึ่ง ท่านเรชุงปะนึกอุทานอยู่ในใจว่า “นี่เราเถลไถลมานาน เราต้องกลับแล้ว ท่านอาจารย์จะตำหนิเราได้”
เมื่อท่านเรชุงปะกลับมา และได้พบว่าหนังสือหลายเล่มที่นำติดตัวมาจากอินเดียถูกเผาทิ้ง ท่านเสียใจมาก ท่านตะโกนถามอาจารย์ว่า “หนังสือของผมอยู่ที่ไหน?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “ เธอไปเอาน้ำนานมากจนอาตมานึกว่าเธอตายแล้ว ดังนั้นอาตมาจึงเผาหนังสือที่ไม่สำคัญทิ้ง เท่าที่รู้ มันไร้ค่า และจะรบกวนการสละอุทิศตน อะไรทำให้เธอไปเสียตั้งนาน?”
ด้วยความทะนงตน ท่านเรชุงปะนึกคิดไปว่า “ณ บัดนี้ คุรุของเราได้กลับกลายเป็นผู้ที่หยาบกระด้างและถือดีมาก ท่านดูหมิ่นเราอย่างสาหัส เราควรกลับไปหาท่านดีปูปาและอยู่กับท่านเสียเลย หรือว่าเราควรจะไปที่ไหนดี” เมื่อความคิดโลดแล่นไปเช่นนั้น ท่านเรชุงปะก็สูญเสียความศรัทธาต่อท่านมิลาเรปะไปจนหมด ท่านนั่งอยู่ที่นั่นแข็งทื่อเหมือนคนตายอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า “กระผมมัวไปดูแพะป่าวิ่งเล่น เลยทำให้มาช้า ทองคำที่ท่านอาจารย์ให้ไปรวมทั้งความเหนื่อยยากในการไปอินเดีย ได้หมดความหมายและไร้ค่าแล้วกระผมจะจากไปที่อื่น” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เรชุงปะ ลูกเอ๋ย เธอไม่ต้องสูญเสียความศรัทธาทั้งหมดที่มีต่ออาตมาดอก เรื่องนี้ควรจะโทษความเถลไถลของเธอมากกว่า ถ้าเธออยากดูอะไรที่เพลิดเพลิน อาตมาสามารถแสดงให้เธอดูได้ ณ บัดนี้ จงดูให้ดี”
ในฉับพลันทันใดนั้นเอง ทัศนียภาพอันมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น เหนือศีรษะของท่านมิลาเรปะท่านมาระปะปรากฏอย่างชัดเจนเหมือนมหาสมณะ ดอจี ชาง ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ดอกบัวอัญมณี เหนือสุริยันและจันทรา ล้อมรอบไปด้วยนิมิตแห่งคุรุหลายองค์ ที่ดวงตาและใบหูของท่านมิลาเรปะ มีสุริยันและจันทราอยู่ทั้งสองแห่ง ลำแสงที่มีห้าสีเหมือนเส้นไหม ส่องเป็นลำออกมาจากรูจมูกทั้งสองของท่าน คิ้วทั้งสองของท่านก็ทอแสงจรัส ลิ้นของท่านกลายเป็นดอกบัวแปดกลีบเบ่งบาน ภายใต้พระอาทิตย์พระจันทร์ทรงกลด อักขระที่คมชัดเหมือนเขียนด้วยเส้นผมเส้นเดียว ทะยอยกันปรากฏออกมาจากดอกบัว เป็นถ้อยคำที่ร้อยเรียงกันอย่างไพเราะ ที่หัวใจของท่าน มีลำแสงพวยพุ่งออกมาและกลับกลายเป็นฝูงนกตัวเล็กๆมากมาย ขณะเดียวกันท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกว่า

จงได้ฟังอาตมา เรชุงปะ ลูกเอ๋ย
เหนือศีรษะของอาตมา บนบัลลังก์ราชสีห์ แห่งรัศมีของสุริยันและจันทรา
ท่านคุรุมาระปะผู้ประเสริฐ ประทับนั่งอยู่
ท่านเป็นดังองค์อวตารแห่งท่านมหาสมณะ ดอจี ชาง

รอบกายของท่านที่เห็นเป็นวงล้อมดุจดังอัญมณี คือบรรดาคณาจารย์ที่สืบสานศาสนธรรม
ถ้าเธอได้มีโอกาสสัมผัสด้วยจักษุประสาทที่เต็มไปด้วยความศรัทธาของเธอแล้วไซร้
เธอย่อมจะชุ่มฉ่ำเยือกเย็นไปด้วยพรชัยแห่งหยาดพิรุณของความเมตตาปราณี
ความปรารถนาของเธอย่อมจักบรรลุถึงซึ่งสัมฤทธิ์ผล
การสนใจอยู่กับฝูงแพะจะมาเปรียบเทียบกับความน่าอัศจรรย์นี้ได้อย่างไร

เรชุงปะ จงได้ฟังอาตมา
ที่ปลายใบหูของอาตมา แสงสุริยันและจันทรา เปล่งรังสีออกมาหลากหลายดังเช่นสายรุ้ง
นี้ย่อมเป็นนิมิตหมายแห่งการสมังคีหลอมรวมกันของปรีชาญาณและประสบการณ์อันช่ำชอง
นี้คือประจักษ์พยานแห่งความสว่างไสวในภายในอันเป็นอมตะของอาตมา
การเพลิดเพลินอยู่กับฝูงแพะจะมาเปรียบเทียบกับความน่าอัศจรรย์นี้ได้อย่างไร

เรชุงปะ จงได้ฟังอาตมา
ลำแสงห้าชนิดที่พวยพุ่งส่งประกายวูบวาบดังอัญมณีจากจมูกของอาตมา
คือแก่นสารสาระแห่งฆานะประสาทอันน่าพิศวง
แสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าแห่งพลังปราณของอาตมา
ที่อาศัยการบำเพ็ญอานาปานสติภาวนาแบบวัชชระ โอม อะ ฮึม
นี้พิสูจน์ชัดว่าว่าอาตมาได้บรรลุถึงศูนย์กลางท่อธารแห่งพลังชีวิตของอาตมา
การเพลิดเพลินอยู่กับฝูงแพะจะมาเปรียบเทียบกับความน่าอัศจรรย์นี้ได้อย่างไร

เรชุงปะ จงได้ฟังอาตมา
ที่หว่างคิ้วของอาตมาปรากฏฉัพพรรณรังสี
นี้แสดงถึงแก่นสารสาระของรูปลักษณ์อันบริสุทธิ์
นี้พิสูจน์ชัดถึงรัศมีแห่งพรชัยอันศักดิ์สิทธิ์แห่งมหากรุณาธิคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า
การเพลิดเพลินอยู่กับฝูงแพะจะมาเปรียบเทียบกับความน่าอัศจรรย์นี้ได้อย่างไร

เรชุงปะ จงได้ฟังอาตมา
ดอกบัวแปดกลีบสีแดงที่บานสะพรั่งอยู่ในปากของอาตมา
ประดับตกแต่งด้วยมาลัยแห่งอักขระที่ร้อยเรียงเป็นถ้อยคำอันไพเราะ
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบรรดาพระธรรมคำสอนแห่งปัญญาญาณ อันเป็นอนันตภาพ
จงมองดูด้วยความเคารพบูชา เธอจักรู้แจ้งตระหนักชัดในพระธรรมคำสอน ที่เธอได้สาธยาย
การเพลิดเพลินอยู่กับฝูงแพะจะมาเปรียบเทียบกับความน่าอัศจรรย์นี้ได้อย่างไร

เรชุงปะ จงได้ฟังอาตมา
จากศูนย์กลางกระแสธารแห่งดวงใจของอาตมา ลำแสงสว่างไสวสาดส่องออกมา
นี้แสดงให้เห็นถึงกายทั้งสามของพุทธะอันเป็นอมตะ
นี้แสดงถึงเมตตาเจโตวิมุติที่หาอาสวะมิได้
การเพลิดเพลินอยู่กับฝูงแพะจะมาเปรียบเทียบกับความน่าอัศจรรย์นี้ได้อย่างไร

การแสดงอภิญญาและถ้อยคำตักเตือนของท่านมิลาเรปะไม่สามารถทำให้ เรชุงปะ ระงับความขัดเคืองใจที่ต้องสูญเสียตำรับตำราไปในกองไฟด้วยน้ำมือแห่งอาจารย์ของตน
ในขณะนี้เอง เรือนกายของท่านมิลาเรปะกลับกลายเป็นสว่างแจ่มใส ปรากฏภาพนิมิตของพระพุทธเจ้า ดอร์จี แดนยี พระพุทธเจ้า เดม ชอง พระพุทธเจ้า เจบา ดอร์จี พระพุทธเจ้า มหามายา พระพุทธเจ้าศากยมุนี และพระพุทธเจ้า ซังวง ดูบา ประทับอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายท่าน แต่ละพระองค์จะแวดล้อมไปด้วยบรรดาเทพยดาและเทพธิดาที่เป็นสาวกซึ่งได้ร่วมบำเพ็ญบารมีกันมากับพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ภาพนิมิตปรากฏอย่างแจ่มชัด ทั้งๆที่ว่างเปล่าจากธรรมชาติแห่งตัวตนทั้งปวง ท่านมิลาเรปะได้กล่าวบทโศลกว่า

เรือนกายของอาตมาคือปราสาทแห่งอนันตภาพของบรรดาเทพเจ้า
อันเป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสถิตอยู่
ที่ศูนย์กลางจักระแห่งปิติสุข พระพุทธเจ้า ดอร์จี แดนยี และสาวกของท่าน สถิตอยู่
ท่านทำให้ญาณทัสสนะในภายในแห่งพุทธะปรากฏเป็นรูปธรรม

ที่จักระศูนย์กลางกายของอาตมา พระพุทธเจ้า เดม ชอง และสาวกของท่าน สถิตอยู่
นี้เป็นจักระและหกสิบสองเทพเจ้า ที่เป็นแก่นของเรือนกายแห่งวัชชระ

ที่ธรรมจักระในศูนย์กลางดวงใจของอาตมา พระพุทธเจ้า เจบา ดอร์จี และสาวกเก้าองค์ของท่าน สถิตอยู่
นี้เป็นจักระของดวงจิตแห่งวัชชระ

ที่จักระแห่งความผาสุกกลางลำคอของอาตมา พระพุทธเจ้า มหามายา และสาวกของท่าน สถิตอยู่
เป็นนิมิตหมายแห่งความร่าเริงของรูปลักษณ์ทั้งปวง
นี้เป็นจักระที่วัชชระถูกแสดงออกมา

ที่จักระระหว่างคิ้วของอาตมา พระพุทธเจ้าศากยมุนี และสาวกมากมายของท่านสถิตอยู่
ท่านเป็นนิมิตหมายแห่งปัญญาญาณและกุศลบารมีทั้งหลาย
นี้คือจักระแห่งความเป็นเอกภาพ

ที่จักระมงกุฎกลางศีรษะของอาตมา พระพุทธเจ้า ซังวง ดูบา และสาวกของท่าน สถิตอยู่
นี้เป็นจักระแห่งมหาปิติ อันเป็นที่ซึ่ง ระบบประสาทและระบบขจัดสารพิษ หลอมรวมกัน

ลูกเอ๋ย ถ้าเธอจักได้ปฏิญาณตนกับพระพุทธเจ้า กายทิพย์จักปรากฏอย่างชัดเจน
เนื้อและเลือดของเธอ จักจำแลงเป็นกายสายรุ้ง
ในบรรดาความน่าอัศจรรย์ทั้งปวง ปรากฏการณ์นี้นับได้ว่าโดดเด่นที่สุด
ลูกเอ๋ย อย่าได้สูญเสียความศรัทธาของเจ้าไปเลย แต่จงได้เพิ่มพูนความเคารพบูชาให้มากยิ่งขึ้นเถิด

ท่านเรชุงปะกล่าวว่า “อภินิหารของท่านอาจารย์มหัศจรรย์มากครับ แต่กระผมยังทำใจไม่ได้ถ้าไม่ได้หนังสือกลับมา ได้โปรดกรุณาเถิดครับ”
ท่านมิลาเรปะยังคงแสดงอภิญญาเหนือมนุษย์ของท่านอยู่ต่อไป ท่านเคลื่อนกายผ่านทะลุก้อนศิลา ท่านเดินและนั่งเหนือผิวน้ำ พ่นไฟและน้ำออกจากสรีระของท่าน เหาะเหินไปในท้องฟ้าและประทับนั่งกลางอากาศ จำแลงกายจากร่างเดียวเป็นหลายร่าง และจากหลายร่างเนรมิตกลับเป็นร่างเดียว ขณะที่แสดงอภิญญา ท่านได้แสดงบทโศลกไปด้วยว่า

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงได้ฟังอาตมา
จงดูเถิดว่า ไม่มีอุปสรรคอันใดจะขัดขวางอาตมาได้
นี้พิสูจน์ชัดถึงการหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของดวงจิตกับรูปลักษณ์ทั้งปวง
การที่อาตมาสามารถเหาะเหินไปในอากาศได้
พิสูจน์ชัดว่าอาตมาช่ำชองและอยู่เหนือสิ่งที่ธรรมชาติภายนอกปรากฏให้รู้เห็นได้ทั้งปวง
การเดินบนน้ำ พิสูจน์ชัดถึงเอกภาพของมหาภูติรูปธาตุทั้งสี่
การพ่นไฟและน้ำออกจากกายของอาตมา พิสูจน์ว่าอาตมาช่ำชองและอยู่เหนือธาตุทั้งปวง
การเนรมิตร่างเดียวเป็นหลายร่าง และทำให้กลับคืนเป็นร่างเดียว
ได้พิสูจน์ชัดถึงความสามารถในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้คนได้อย่างกว้างขวางของอาตมา
การเดิน นั่ง และนอน ในท้องฟ้า พิสูจน์ชัดถึงพลังปราณที่ศูนย์กลางท่อธารชีวิตของอาตมา
การสนใจอยู่กับฝูงแพะ จะมาเปรียบกับความน่าอัศจรรย์เหล่านี้ได้อย่างไร
ลูกเอ๋ย ถ้าเธอยังไม่สูญเสียศรัทธาไปเสียก่อน เธอย่อมสามารถบรรลุถึงสัมฤทธิ์ผลได้

เรชุงปะยังคงอ้อนวอนที่จะเอาหนังสือคืน ท่านมิลาเรปะได้ตักเตือนว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายคือคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นท่านได้แสดงอภิญญาต่อไป โดยตรงไปยังทางเดินแคบๆที่พวกพ่อค้าใช้สัญจรไปมาประจำ ท่านยกศิลาก้อนใหญ่ที่ขวางทางเดิน ขึ้นมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยฝ่ามือ ดูประหนึ่งหั่นขนมเค้ก จากนั้นท่านขว้างเศษหินกระจายไปในอากาศเหมือนพ่นน้ำ ท่านเหยียบลงบนก้อนศิลาที่ยังเหลืออยู่ เหมือนย่ำลงไปในดินเลน ในที่สุดท่านขว้างก้อนหินขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่นี้ ลอยละลิ่วลงสู่แม่น้ำในหุบเขาเบื้องล่าง และท่านได้กล่าวบทโศลกว่า

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงได้ฟังอาตมา
บนทางเดินแคบๆนี้ มีก้อนศิลาแปดเหลี่ยมขวางอยู่
เหลี่ยมคมของมันทั้งซ้ายขวา ถูกเสียดสีด้วยบรรดานักเดินทางทั้งขาขึ้นและขาลง
ช่างตีเหล็กเป็นร้อยคนพร้อมด้วยฆ้อนตีเหล็ก ก็ไม่สามารถผ่าก้อนศิลายักษ์นี้ได้
ไฟอันร้อนแรงจากผู้คนนับร้อย ก็ไม่อาจหลอมละลายมันได้
แต่จงดูเถิด อาตมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆด้วยฝ่ามือ เหมือนหั่นขนมเค้ก
อาตมาขว้างเศษชิ้นเล็กๆของมัน กระจายไปในอากาศเหมือนพ่นน้ำ
อาตมาเหยียบไปที่ก้อนศิลานี้ เหมือนย่ำลงไปในดินเลน
อาตมาทุ่มมันลงไปในแม่น้ำ เหมือนยิงลูกธนูจากคันธนู
ถ้าเธอจักได้มองดูอาตมา บิดาของเธอ ด้วยสายตาอันเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาแล้วไซร้
หยาดพิรุณแห่งสัมฤทธิ์ผลทั้งปวง ก็จักตกลงมายังตัวเธอ
ขุมคลังมหาสมบัติแห่งความสำเร็จตามปรารถนา จักได้ถูกตระหนักชัด
การสนใจอยู่กับฝูงแพะ จะมาเปรียบกับความน่าอัศจรรย์เหล่านี้ได้อย่างไร
ลูกเอ๋ย จงได้พยายาม ปรับเปลี่ยนดวงจิตของเธอให้ได้เถิด

ท่านเรชุงปะกลับต่อรองให้ท่านมิลาเรปะใช้พลังอำนาจของท่าน เนรมิตหนังสือให้กลับคืนมา จึงจะสามารถเรียกศรัทธาของตนกลับคืนมาได้ ท่านมิลาเรปะ ได้เหาะขึ้นไปเหนือยอด ภูผาแดง บินผงาดเหมือนนกอินทรีย์ จากนั้นพุ่งดิ่งลงสู่เบื้องล่างเหมือนดาวตก ขณะที่แสดงอภิญญา ท่านได้กล่าวบทโศลกว่า

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงได้ฟังอาตมา
บนยอดของภูผาแดง ซึ่งปราสาทแห่งฟ้าตั้งอยู่
พญาอินทรีย์กระพือปีกของมัน ขณะที่บรรดานกเล็กๆ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ไม่มีมนุษย์ตนใดสามารถเหาะมาถึงที่นี่ ทั้งก่อนหน้านี้ และหลังจากนี้
จงดูอาตมาผู้ชราภาพเหาะเหินเถิด
บินผงาดขึ้นไปในฟากฟ้าดังนกแร้ง
จงดูเถิด ท่านถลาร่อนดุจดังนกอินทรีย์
ท่านพุ่งดิ่งลงมาดังดาวตก และล่องลอยในอากาศดังก้อนเมฆ
ถ้าเธอศรัทธาที่จะปฏิบัติบำเพ็ญให้ช่ำชอง
เธอก็สามารถพิชิตได้ทั้งสังสารวัฏและพระนิพพาน
การสนใจอยู่กับฝูงแพะ จะมาเปรียบกับความน่าอัศจรรย์เหล่านี้ได้อย่างไร
ลูกเอ๋ย จงได้พยายาม ฝึกจิตของเธอให้แข็งแกร่งขึ้นมาให้ได้เถิด

เรชุงปะยังคงมองดูการแสดงอภิญญาของท่านอย่างเลื่อนลอยไร้ศรัทธา จากนั้นท่าน มิลาเรปะได้เหาะขึ้นไปในท้องฟ้า และกล่าวว่า

บนยอดภูผาแดงแห่งเทือกเขา มอน อยู่ๆ ก็มีฝูงแพะปรากฏขึ้นมาอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
นี้เป็นนิมิตหมายแห่งความเป็นจริงอันถึงที่สุดของสิ่งทั้งปวง อันคือความไม่ได้อุบัติขึ้นมา
ซึ่งแสดงถึงปรมัตถสัจจะของความไม่ดำรงอยู่จริงตามธรรมชาติ

แพะตัวหนึ่งแสดงบทเป็นสุนัขป่าและวิ่งไล่ฝูงของมันไปบนสันเขา
นี้เป็นนิมิตหมายแห่งธรรมชาติของสติซึ่งสามารถขจัดข้อผิดพลาดของตนเองได้
นี้ย่อมชี้นำให้เห็นถึงการข้ามภูผาแห่งความเห็นผิดตามคติทวินิยม
นี้เป็นการปลุกเร้าของ มิลาเรปะ เพื่อแสดงให้ เรชุงปะ เห็นถึงแก่นสารสาระแห่งบรรดาคำสอนทั้งหลาย

เธอเฉยเมยกับการแสดงอภิญญามากมายหลายรูปแบบแห่งบิดาของเธอ
แต่กลับให้ความสนใจต่อบรรดาฝูงแพะ นี้พิสูจน์ชัดถึงการได้สูญเสียจิตวิญญาณของเธอ
อาตมาได้แสดงความน่าอัศจรรย์มากมาย แต่ก็ไม่อาจก่อให้เกิดศรัทธากลับคืนขึ้นมาในตัวเธอ
เมื่อระลึกถึงบรรดาสานุศิษย์ที่เป็นเช่นเดียวกับเธอ
อาตมาก็สลดสังเวชกับช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยมลทินหมองมัวเช่นนี้ยิ่งนัก

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงได้ฟังอาตมา
เขาอันแข็งแกร่งของสัตว์ป่าหรือไม้เนื้อแน่น ยังอาจสามารถดัดให้งอโค้งได้
ถ้าบุคคลจะได้ใช้ความพยายาม
แต่สำหรับหัวใจที่หยาบกระด้างนั้น ย่อมเป็นการยากยิ่งนักที่จะผลักเบนไปสู่ความเห็นชอบ
เรชุงปะ จงได้พยายามเอาชนะธรรมชาติในภายในของเธอให้ได้เถิด

เสือที่ดุดันทางภาคใต้และตัวจามรีที่ปราดเปรียวทางภาคเหนือ
ยังอาจสามารถทำให้เชื่องลงได้ถ้าบุคคลจะได้ใช้ความพยายามอย่างแท้จริง
แต่ความมีมานะถือดีและอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนนั้น
ยากยิ่งนักที่จะกำราบให้เชื่องลงได้
เรชุงปะ จงพากเพียรขจัดความชั่วร้ายในภายในลงให้ได้เถิด

แม้แต่หนูที่อยู่ใต้ดินหรือนกที่บินอยู่ในอากาศ บุคคลก็ยังสามารถจับมันได้ ถ้าใช้ความพยายาม
แต่การสูญเสียจิตวิญาณนั้น ยากหนักหนาที่จะติดตามกลับคืนมา
เรชุงปะจงได้พากเพียรที่จะสอดส่องดูความผิดพลาดในภายในของเธอด้วยเถิด

ธรรมะชนิดที่เป็นเพียงถ้อยคำและการคาดคะเนถึงความหมายของมัน
บุคคลย่อมสามารถที่จะเล่าเรียนและจดจำเอาไว้ได้ถ้าใช้ความพยายาม
แต่สุญตภาวะอันเป็นสภาวะธรรมที่เป็นปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตนนั้น
เป็นสิ่งซึ่งยากยิ่งนักที่จะบรรลุถึง
เรชุงปะ จงได้บำเพ็ญเพียรด้วยดวงจิตที่ปราศจากอวิชชาสังขารเถิด

บุตรย่อมสามารถจากบิดามารดาอันเป็นที่รักยิ่งไปได้
แต่ความติดยึดอันเลวร้ายในดวงใจนั้นเป็นเรื่องยากหนักหนาที่จะสลัดทิ้งไป
เรชุงปะ จงพยายามระงับความดื้อด้านอันชั่วร้ายลงให้ได้เถิด

อัญมณี, บ้านและที่ดิน บุคคลย่อมสามารถที่จะสละทิ้งไปได้ถ้าจะใช้ความพยายาม
แต่การปล่อยวางตัณหาราคะที่มีต่อสุขเวทนาเป็นเรื่องยากยิ่งนัก
เรชุงปะ จงหยุดยั้งกามวิตกในภายในให้ได้เถิด

เพชรเม็ดงามและหญิงคนรัก บุคคลสามารถที่จะพรากจากไปได้ถ้าใช้ความพยายาม
แต่การหมกจมอยู่กับความง่วงเหงาซึมเซาบนเตียงนอนที่อ่อนนุ่มนั้น เป็นสิ่งที่เลิกได้ยาก
เรชุงปะ จงได้ระงับการนอนที่หลับใหลโดยปราศจากสติเช่นซากศพเสียเถิด

การเคลื่อนหินผาให้เผชิญหน้ากันย่อมอาจสามารถกระทำได้ถ้าบุคคลจะได้พยายาม
แต่การเผชิญหน้ากับจิตเดิมแท้อันประภัสสรนั้นเป็นเรื่องยากหนักหนา

การหลบเลี่ยงพระบรมราชโองการของพระราชาและพระราชินี
ย่อมอาจสามารถกระทำได้ ถ้าบุคคลจะใช้ความพยายาม
แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่จะสามารถหลบหนีจากพญามัจจุราชไปได้
เรชุงปะ จงได้เจริญมรณะสติอยู่เสมอ เพื่อเหนี่ยวรั้งเธอไว้ในเส้นทางแห่งพระธรรม

ลูกเอ๋ย จงพยายามขจัดมิจฉาทิฐิในดวงใจของเธอ ละเลิกการประกอบอกุศลกรรมทั้งปวง
ดำรงจิตไว้ให้มั่นคงในพระธรรมวินัย หยุดยั้งความเป็นคนอกตัญญู
และจงได้พยายามหลีกเลี่ยงจากปีศาจร้ายแห่งความหยิ่งผยองลำพองตน
เมื่ออาตมาเข้าใกล้ความตาย คำสอนทั้งปวงนี้คือมรดกสำหรับเธอ
อาตมาไม่ได้แนะนำข้อธรรมอันลึกซึ้งแก่เธอดอกหรือ
เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงได้จารึกไว้ในดวงใจของเธอให้ดีเถิด
ในที่สุดท่านมิลาเรปะได้แสดงอภิญญา เหาะทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆและหายลับไปในฟากฟ้า ท่านเรชุงปะได้สำนึกว่าการที่ตนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ จนท่านมิลาเรปะ ถึงกับละทิ้งโลกมนุษย์ไปสู่สวรรค์ซึ่งตนเองไม่มีปัญญาที่จะติดตามไปนั้น เป็นการสูญเสียที่ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งใดๆได้ จะมีประโยชน์อะไรกับตำรับตำราที่ขาดท่านอาจารย์คอยชี้แนะ ท่านเรชุงปะ จึงคิดจะทำลายชีวิตตนเองโดยกระโดดจากหน้าผา ท่านได้อธิษฐานจิตที่จะมีโอกาสได้พบท่านอาจารย์อีกในชีวิตหน้า ท่านเรชุงปะ ได้เปล่งเสียงเรียกอาจารย์ของตนจนสุดกำลังและพยายามจะไต่ขึ้นให้ถึงยอดหน้าผา ในที่สุดท่านเรชุงปะ ก็ได้เห็นท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง โดยท่านประทับนั่งลอยอยู่กลางอากาศและเนรมิตร่างเหมือนกันอีกสองร่างนั่งอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของท่าน ทั้งสามร่างของท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวบทโศลกตอบรับความสำนึกผิดของเรชุงปะพร้อมกันว่า

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงได้ฟังอาตมา
จงดูเถิด จากร่างเดียว อาจารย์ผู้เป็นดังบิดาของเธอ ได้เนรมิตขึ้นมาอีกสองร่าง
เธอควรได้สารภาพบาปทั้งหลายของเธอ กับท่านทั้งสามเถิด
เธอควรได้อ้อนวอนขอความเป็นมนุษย์ที่เลอเลิศของท่าน
เธอควรได้รับฟังคำสอนตันตริก และร้องขอการจุดประกายและคำแนะนำจากท่าน
เธอควรที่จักได้ร้องขอการพิสูจน์ทราบอันล้ำลึกจากท่าน
เธอควรได้ยึดถือท่านเป็นสรณะ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในดวงจิตของเธอขึ้นมา

ถ้าเธอศรัทธาในพลังอำนาจของอาตมา ความทะนงตนของเธอจักถูกขจัดออกไป
การกระทำของอาตมาทั้งหลาย ย่อมบ่งชี้ว่าอาตมาได้รับชัยชนะเหนือพญายม
ถ้าเธอหวาดกลัวพญายม แสดงว่าเธอพบอุปสรรคจากความชั่วร้าย
ความคิดอันต่ำทราม ย่อมซุกซ่อนการสละอุทิศตนของบุคคล
ดังนั้นจงได้สำนึกผิด ในความคิดอันต่ำทรามทั้งหลายเถิด

ท่านเรชุงปะกล่าวทั้งน้ำตาว่า

จงได้โปรดฟังกระผม คุรุที่เป็นดังบิดา
ท่านผู้เป็นรูปธรรมของ ปัญญาญาณ และรูปธรรมของ ความที่ยิ่งกว่าสุข
จงฟังเรชุงปะ ลูกผู้โง่งมมืดบอด ลูกผู้ไม่ศรัทธาในพลังอำนาจของท่านอาจารย์
จงได้โปรดฟัง ท่านอาจารย์ผู้นั่งอยู่ตรงกลาง
กระผมขอน้อมถวายอภิวาทต่อท่านอาจารย์
กระผมร้องขอความเป็นมนุษย์ที่เลอเลิศของท่าน และขอสารภาพบาปทั้งปวงต่อท่าน
โอ้ คุรุผู้เป็นดังบิดา ท่านเป็นผู้มอบพระธรรมคำสอน ท่านเป็นผู้ก่อแรงบันดาลใจ และ ให้คำแนะนำทั้งหลาย
ท่านเป็นผู้ขับเคลื่อนกระผมสู่ความตรัสรู้ ท่านเป็นสรณะสุดท้ายของกระผม
จงปกป้องกระผม ด้วยความเมตตากรุณาของท่าน

เมื่อท่านเรชุงปะ เคลื่อนตัวออกจากหน้าผาไปหาท่านมิลาเรปะ, ท่านก็ถูกอาจารย์นำกลับลงมายังกระท่อมด้วยพลังอำนาจเหนือมนุษย์ของท่าน, ท่านมิลาเรปะได้กล่าวชี้แจงว่าท่านได้เลือกเฟ้นเผาเฉพาะตำราที่ไม่มีประโยชน์เท่านั้น ส่วนตำรับตำราที่มีประโยชน์ซึ่ง เรชุงปะ นำมาด้วยนั้น ท่านมิได้แตะต้อง จากนั้นท่านแสดงบทโศลกว่า

อาตมาผู้ซึ่งอนุเคราะห์เธอมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในวัยเยาว์
เธอไปอินเดียเพื่อเล่าเรียนคำสอนที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยสาระ
แต่เธอกลับนำเอาตำรับตำราที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงมา
เธอได้ถูกผลักเข้าสู่ภยันตรายของการเป็นนักพูดแล้วโดยสมบูรณ์
เธอมุ่งหวังที่จะประพฤติพรหมจรรย์
แต่ตำรับตำราเช่นนั้นย่อมทำให้เธอไม่สามารถดำรงอยู่ในแนวทางแห่งสัมมาอริยมรรคได้เลย
ถ้อยคำแห่งตรรกวิทยาอันไม่มีวันจบสิ้น ย่อมทำลายสาระอันสำคัญของพระธรรม
การหมกจมอยู่กับการกระทำที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะ ทำให้ความละโมภและเย่อหยิ่งครอบงำเธอ
พระธรรมอันทรงคุณอนันต์ที่อาตมาได้พยายามจะถ่ายทอดให้แก่เธอย่อมอันตรธานไป
เธออาจสามารถรื้อฟื้นขึ้นมาได้อีกถ้าเธอจะได้บำเพ็ญภาวนาด้วยความตั้งใจ
อาตมาได้บวงสรวงเทพเจ้าแห่งไฟด้วยตำราไสยศาสตร์ที่เต็มไปด้วยมนตราอันชั่วร้าย
ซึ่งจักก่อประโยชน์แก่ผู้คนเป็นอันมาก
จงอย่าได้สูญเสียจิตวิญญาณของเธอไปด้วยอิทธิพลแห่งโทสะอันเศร้าหมองเลย
เพราะมันก่อให้เกิดโทษภัยทั้งใจและกาย
จงอย่าเบียดเบียนตัวเธอเองด้วยการแส่ส่ายไปหลายเรื่องหลายราวนักเลย
แต่จงนั่งลงอย่างโปร่งเบาและเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
ระลึกถึงอาจารย์ของเธอและความเมตตากรุณาของท่านไว้ให้จงดีเถิด

ข้อแนะนำหลายนัยยะของท่านมิลาเรปะ ทำให้ท่าน เรชุงปะ ได้ตระหนักในที่สุดว่าท่านอาจารย์เป็นดังภาพจำลองของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงอธิษฐานจิตที่จะปรนนิบัติรับใช้ท่านอาจารย์ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
เรชุงปะได้เล่าสรุปถึงการไปสนทนาธรรมในอินเดีย ให้กับบรรดาเรปะญาติธรรมของท่านฟังว่า

ท่านมหาสมณะ ดอจี ชาง ย่อมขจัดข้อโต้เถียงทั้งหลาย ในการสืบสานศาสนธรรม
คุรุของพวกเรา ท่านพุทธะเรปะ ย่อมยุติข้อโต้เถียงของบรรดาครูที่เต็มไปด้วยตัณหาราคะ
คำแนะนำอันล้ำลึกและความช่ำชองในสัมมาอริยมรรค
ย่อมขจัดข้อโต้เถียงอันชั่วร้ายซึ่งเกิดจากความนึกคิดที่หลั่งไหลไม่หยุดหย่อนทั้งปวง
กระจกแห่งเอกภาพของสรรพสิ่ง ที่แทรกซึมอยู่ทุกกาลสถาน ย่อมเปิดเผยให้เห็นความชั่วร้ายทั้งปวงที่ถูกบดบัง
พระธรรมคำสอนอันสุดประเสริฐของความที่ยิ่งกว่าสุข
ย่อมเผาไหม้บรรดาความคิดที่หลั่งไหล ด้วยเพลิงแห่งปัญญาญาณของมัน
การชำระระบบประสาทและพลังปราณ ย่อมขจัดความเกียจคร้านและความลังเลสงสัยทั้งหลาย
คำสอนแห่งมหามุทราเพื่อปลดปล่อยสู่ความอิสระหลุดพ้น
ย่อมปราบพิชิตปีศาจแห่งอุปาทานในอัตตาตัวตน แห่งวิญญาณรับรู้ทั้งห้า
พระธรรมคำสอนแห่งประทีปอันสว่างไสวของปัญญาญาณ ย่อมขจัดความมืดบอดและความโง่งม
พฤติกรรมของนักรบทางจิตวิญญาณ ย่อมฟาดฟันลงไปที่บรรดาเครื่องร้อยรัดของโลกธรรม

ท่านมิลาเรปะได้แสดงความคิดเห็นว่า “ที่เธอกล่าวมานับว่าดีมาก แต่เราต้องการคำแนะนำในเรื่อง สัมมาทิฐิ และสัมมาปฏิบัติ เป็นการเพิ่มเติม ณ บัดนี้ โปรดฟังอาตมา”

สัมมาทิฐิ คือปรีชาญาณที่ตระหนักชัดต่อสุญตภาวะ
สัมมาปฏิบัติคือแสงสว่างแห่งปัญญาที่สลัดคืนอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตน
การกระทำอันชอบย่อมหมายถึงกรรมกิริยาตลอดกาลทั้งปวงที่ปราศจากตัณหาราคะ
ผลสุดท้ายแห่งพระธรรมคือสภาพปรมังสุญญัง
อันปราศจากความกำหนดหมายว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

การเกี่ยวข้องกับปรีชาญาณแห่งสุญตภาวะนั้น
อันตรายก็คือความเห็นผิด ที่บังเกิดขึ้นเพราะขอบเขตจำกัดของถ้อยคำ
และการเพียงแต่นึกคิดตรึกตรองเอาด้วยจินตมยปัญญา
ถ้าความแจ่มแจ้งตระหนักชัดมิได้บังเกิดขึ้นเป็นสภาวะธรรมในภายในจริงๆ แล้วไซร้
ลำพังเพียงถ้อยคำอธิบาย ย่อมไม่อาจสามารถปลดปล่อยผู้คน
ให้เป็นอิสระจากอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนไปได้เลย
ดังนั้นเธอจงได้ขวนขวายต่อการเข้าถึงความแจ่มแจ้งตระหนักชัดอย่างแท้จริงด้วยเถิด
การเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติบำเพ็ญเพื่อสลัดคืนอัตตานั้น
อันตรายก็คือการมัวแต่หมกจมอยู่กับความสงบระงับแบบสมถะของฤาษี
ถ้าความแจ่มแจ้งตระหนักชัดมิได้บังเกิดขึ้นเป็นสภาวะธรรมในภายในจริงๆ แล้วไซร้
ลำพังการสงบระงับด้วยสมถะกัมมัฏฐานย่อมไม่อาจนำพาผู้คนสู่ความวิมุติหลุดพ้นไปได้เลย
ญาณทัสสนะวิเศษย่อมไม่ปรากฎด้วยการปฏิบัติที่ตึงเครียดหรือท้อถอยจนเกินไป
ดังนั้นเธอสมควรที่จะได้ปลุกเร้าสติในภายในให้สว่างแจ่มใสตื่นโพรงอยู่เสมอ

การเกี่ยวข้องกับกรรมกิริยาที่ปราศจากตัณหาราคะนั้น
อันตรายก็คือความผิดพลาดที่เกิดแต่การวกวนอยู่กับคำพูดไร้สาระ
ก่อนที่สภาวะธรรมในภายในจะได้เกื้อหนุนการปฏิบัติบำเพ็ญของบุคคล
การกระทำทั้งปวงย่อมมีการแสดงออกเป็นฝักฝ่ายแห่งโลกียกรรม
ดังนั้นเธอจงได้บากบั่นให้บรรลุถึงความบริสุทธิ์แห่งการสิ้นอุปาทานในเบญจขันธ์

การเกี่ยวข้องกับสภาพปรมังสุญญังนั้น อันตรายก็คือการไม่สามารถบรรลุถึงมัน
เพราะอุปสรรคอันเกิดจากบรรดาความคิดที่หลั่งไหล
ถ้าอวิชชายังไม่ได้ถูกขจัดให้หมดสิ้นในภายใน
การพากเพียรอย่างหนักก็จะให้ผลแต่เพียงเล็กน้อย
ดังนั้นเธอควรขวนขวายที่จะทำลายล้างอวิชชาลงให้ได้อย่างแท้จริง

ผู้ประชุมฟังธรรมทั้งหมด ต่างพากันซาบซึ้งในพระสัทธรรม และต่างพากันได้รับแรงบันดาลใจ ด้วยความผาสุกเบิกบาน

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com