Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า

 ท่านมิลาเรปะและท่านซีวานเรปะ ได้เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านเจน ท่านมิลาเรปะ ได้ถือไม้เท้า อันเป็นสมบัติที่ท่านยังคงมีเหลืออยู่หลังจากที่ท่านได้สละโลกียทรัพย์ทั้งมวลแล้ว ท่านนำมันติดตัวไปด้วย ท่านเข้าไปยังบ้านหลังเล็กๆติดริมฝั่งแม่น้ำ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่ที่นั่น นอกจากหญิงชราคนหนึ่ง ท่านมิลาเรปะเอ่ยขอบิณฑบาตจากนาง หญิงชรากล่าวว่า “ดิฉันเป็นหญิงชรายากจน ไม่มีสิ่งใดจะถวาย แต่ข้ามท้องทุ่งไป มีคหบดีชื่อ ชางชับบา กำลังทำงานอยู่ในไร่ของเขา จงไปบิณฑบาตที่นั่นเถิด”
เมื่อพระคุณเจ้าทั้งสองรูป เข้ามาถึงบ้านของคหบดี ก็ได้แลเห็นคหบดีกำลังสาละวนอยู่กับการเพาะต้นกล้าของไม้ผลอยู่ ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เราได้รับคำบอกเล่าว่าท่านร่ำรวยเป็นคหบดีในย่านนี้ เรามาขอบิณฑบาต” คหบดีตอบว่า “ด้วยความยินดีที่ได้ถวายบิณฑบาตพระคุณเจ้า แต่ถ้าท่านเป็นนักบวชแท้จริงแล้วละก็ ท่านต้องเข้าใจถึงนิมิตหมายของสิ่งต่างๆ และท่านย่อมสามารถแสดงธรรมเป็นข้อเตือนใจได้ ณ บัดนี้ จงได้ใช้ไร่ของโยมเป็นข้ออุปมา เพื่อแสดงธรรม” ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกว่า

โอ้ คุณโยมผู้หยิ่งทะนงของอาตมา
จงได้โปรดฟังอาตมา คหบดีแห่ง แงนสัน

ในฤดูดอกไม้ผลิ ชาวชนบทแห่งทิเบตพากันสาละวนอยู่กับการเพาะปลูกในไร่
อาตมาเองก็เพาะปลูกกับเขาด้วยเหมือนกัน

บนพื้นดินเลวที่เกลื่อนกล่นไปด้วยความทะยานอยากอันร่านทุรน
อาตมาคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยแห่งการสำรวมอินทรีย์ลงไป
ผืนดินชุ่มฉ่ำอยู่ด้วยน้ำอมฤตแห่งทิพยภาวะของทวารทั้งห้า
อาตมาหว่านเมล็ดพืชคือความสงบสงัดของดวงจิตลงไป
อาตมาเฝ้าดูแลไร่ของอาตมาด้วยธรรมวิจัย
อาตมาไถคราดด้วยโคที่พ้นแล้วจากความกำหนดหมายแยกแยะออกเป็นคู่ๆ
ซึ่งลากไถไปด้วยปรีชาญาณ
การไม่ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นดังเชือกร้อยจมูกโค
สัมมาทิฐิและสัมมาวายามะ เป็นดังแซ่และบังเหียน
ที่คอยบังคับทิศทางไว้ได้อย่างชำนิชำนาญ
ด้วยอุปกรณ์และการกระทำดังกล่าว พืชพันธุ์แห่งการตรัสรู้ก็งอกเงยขึ้นมา
เมื่อถึงฤดูกาลอันเหมาะสม อาตมาก็ได้เก็บเกี่ยวผลของมัน

ท่านทั้งหลายพากันปลูกพืชล้มลุกประจำปี ขณะที่อาตมาปลูกพืชที่เป็นอมตะ
ท่านทั้งหลายภาคภูมิและอิ่มเอมใจ ขณะที่อาตมานั้นเข้าสู่สภาพที่ยิ่งกว่าสุข

ด้วยการอุปมาเปรียบเปรย อาตมาแสดงบทโศลกของการทำกสิกรรม
ถึงแม้จะเป็นผู้ที่หยิ่งทะนงก็ตาม
ณ บัดนี้ จงผาสุกและรื่นเริง ด้วยการบริจาคทาน เพื่อสั่งสมบุญกุศลไว้สำหรับตนเถิด

คหบดีตอบกลับมาว่า “พระคุณเจ้า กระผมเห็นท่านมีไม้เท้าถืออยู่ในมือด้วย มันหมายความว่ากระไร เป็นของเล่นส่วนตัวของท่านหรืออย่างไร หรือว่ามันเอาไว้สำหรับคนบ้า? ช่วยบอกโยมด้วย มันใช้สำหรับอะไร?” ท่านมิลาเรปะกล่าวแสดงว่า
จงฟัง คุณโยมผู้อยากรู้อยากเห็น
ท่านรู้หรือไม่ว่าอาตมาคือใคร?
อาตมาคือสมณะมิลาเรปะ
ผู้ซึ่งปฏิบัติบำเพ็ญตามวิถีทางของพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาตมาเป็นนักบวชที่มีขันติและวิริยะอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ

ไม้เท้าที่ถืออยู่ในมือของอาตมานี้แต่เดิมมันโผล่งอกขึ้นมาบนหินก้อนใหญ่ ลักษณะดูละม้ายเขากวาง

มันมาจากเนปาลทางภาคใต้
อาตมาห้อยมหายานสูตรไว้ที่ไม้เท้า
อาตมานำมันไปด้วยในตลาดที่จอแจ
สานุศิษย์ผู้ศรัทธา เป็นผู้มอบไม้เท้านี้ให้แก่อาตมา
นี้คือตำนานเรื่องราวแห่งไม้เท้าที่ร่วมเดินทางไปกับอาตมา
ถ้าคุณโยมไม่เข้าใจว่ามันมีความหมายอย่างใด ก็จงได้โปรดฟังด้วยความตั้งใจ

ปลายด้านหัวที่โตใหญ่ คือส่วนที่อยู่ชิดโคนราก มันเป็นนิมิตหมายแห่งการตัดขาดจากสังสารวัฏ
ส่วนปลายด้านที่เรียวเล็กคือสัญลักษณ์แห่งการระงับเสียได้ซึ่งความลังเลสงสัยทั้งปวง
รอยบากเป็นเหลี่ยมทั้งสองแห่งนี้ หมายถึงเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ

มันเป็นไม้เท้าคุณภาพดีที่ยืดหยุ่นอ่อนตัวได้ เหมือนกับแก่นสารสาระแห่งจิตเดิมแท้
เงามันสีน้ำตาลที่วาววับอยู่นี้ คือนิมิตหมายแห่งจิตเดิมแท้อันประภัสสร

ความตรงและอ่อนตัวได้ เป็นนิมิตหมายแห่งสัมมาปฏิบัติและการสละอุทิศตน

ร่องเล็กๆที่ท่านเห็นอยู่นี้ เป็นนิมิตหมายแห่งความสมบูรณ์ของสัมมาอริยมรรค
ข้อต่อสี่รอยนี้ เป็นนิมิตหมายแห่งปณิธานทั้งสี่ของพระมหาโพธิสัตว์ อันเป็นอนันตกาล
ตาไม้ที่ปรากฏอยู่สามแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของกายทั้งสามแห่งพุทธะ

สีสันอันคงทนของมันใช้แทนความหมายแห่งอสังขตธรรมอันไม่มีวันผันแปร
รูปมนที่หัวของมันบ่งบอกถึงปรมัตถสภาวธรรม
ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของถ้อยคำใดๆที่จะอธิบายได้
ส่วนเลื่อมพรายสีขาวที่ปรากฎให้เห็นนี้เป็นนิมิตหมายแห่งธรรมกายอันบริสุทธิ์

ความกลวงเป็นโพรงที่แกนกลางของมันหมายถึงสุญตภาวะอันเป็นธรรมชาติของสิ่งทั้งปวง
ส่วนลอยถลอกเป็นตำหนิสีดำเล็กๆนี้ หมายถึงความคิดหลั่งไหล
ที่ยังอาจหลงเหลืออยู่น้อยนิดในใจของพระอริยบุคคล

ไม้เท้าที่ถืออยู่ในมืออาตมานี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งการสละปล่อยวาง
อันเกิดมาแต่การบำเพ็ญสมณธรรมของอาตมา
ความศรัทธาและภักดีของบรรดาสานุศิษย์ได้แสดงผ่านรูปทรงที่งดงามของมัน

ปลอกโลหะที่หุ้มปลายส่วนใช้งานของมัน เป็นนิมิตหมายถึงความวิริยะของนักบวชในกุฏิ

ที่จับไม้เท้า หุ้มห่อด้วยทองแดง เป็นนิมิตหมายถึงความน่าเคารพเลื่อมใสในหมู่เทพธิดา

ตะปูที่ติดอยู่ตรงปลายส่วนล่าง เป็นนิมิตหมายของความกล้าหาญอดทนของนักบวช
วงแหวนทองเหลืองที่ห้อยประดับอยู่นั้น เป็นนิมิตหมายถึงการเพิ่มพูนบุญกุศลในภายใน

เครื่องประดับแห่ง ชาแบรน ที่ห้อยลงมา คือความเข้าใจที่ปรับไปตามเงื่อนไขได้ ของนักบวช
เชือกหนังที่ขวั้นสองทบ เป็นนิมิตหมายแห่งการบรรลุถึงมรรคาสู่เอกสภาวะเดียว
เชือกหนังของแม่และลูกที่นำมาทบกัน หมายถึงการหลอมรวมกันของกายทั้งสามแห่งพุทธะ

กระดูกสัตว์ที่ห้อยประดับอยู่นั้น
สื่อความหมายให้เห็นถึงการเดินทางจาริกธุดงค์อันมากมายในชีวิตของสมณะ
หินเหล็กไฟและรอยจีบเล็กๆของมัน มีความหมายว่า สิ่งทั้งปวงที่พบเจอ ล้วนเป็นมิตรของนักบวช

หอยสีขาวซึ่งห้อยอยู่ที่ไม้เท้า เป็นนิมิตหมายว่า อาตมาจะเป็นผู้หมุนพระธรรมจักร
เศษหนังเล็กๆ หมายถึงความมุ่งมั่นของนักบวช ที่ปราศจากความหวั่นไหวและความน่าละอาย

กระจกที่ห้อยบนไม้เท้า คือความตรัสรู้ที่ส่องสว่างอยู่ภายใน
มีดคมที่ติดอยู่ บ่งบอกว่าความเจ็บปวดจากตัณหาราคะ จักถูกขจัดตัดออกไป
ผลึกหิน เป็นสัญลักษณ์แห่งการขจัดมลทิน ของสามัญสำนึกที่สังขารขึ้นด้วยอวิชชา

โซ่สีงาช้างที่ห้อยประดับอยู่บนไม้เท้า คือสัมพันธภาพระหว่างคุรุกับสานุศิษย์
พวงกระดิ่งเล็กๆที่ติดอยู่นี้ คือนิมิตหมายแห่งชื่อเสียงเกียรติคุณที่ขจรขจายไปทั้งสิบทิศ
เชือกขนแกะแดงและขาวที่พันอยู่นี้ เป็นนิมิตหมายว่าสานุศิษย์ของอาตมา จะมีเป็นจำนวนมหาศาล

ไม้เท้าอันงดงามที่อาตมาถืออยู่ ณ บัดนี้
คือความหมายและสัญลักษณ์แห่งชัยชนะเหนือความชั่วร้ายทั้งปวง

คุณโยม การถามอาตมาถึงความหมายของไม้เท้า
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณโยมมีความจริงใจและศรัทธา
การพบปะกันในวันนี้ เป็นประจักษ์พยานถึงความปรารถนาอันบริสุทธิ์ร่วมกันในอดีตชาติ

อาตมากล่าวแสดงความหมายมากมายที่ปรากฏบนรูปลักษณ์ของไม้เท้า เพื่อเทวดาและมนุษย์
อาตมาได้แสดงบทโศลกชื่อ “ธรรมคีตาแห่งไม้เท้าขาว”
เพื่อดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายพากันปลงศรัทธาลงในพระธรรม
โอ้คุณโยมที่รัก อาตมาหวังว่าคุณโยมจะได้ปฏิบัติธรรม และบรรลุถึงชัยชนะแห่งความที่ยิ่งกว่าสุข

ความศรัทธาได้หยั่งลงในหัวใจของคหบดี เขาก้มลงกราบที่เท้าของท่าน และกล่าวว่า “ท่านลามะ นับแต่นี้ต่อไปจนกว่าจะถึงวันตาย กระผมจะขอปรนนิบัติรับใช้ท่าน ได้โปรดมาพำนักอยู่ในบ้านของผมตลอดไป” ท่านมิลาเรปะและท่านซีวานเรปะ ไม่ตกลงที่จะอยู่ตลอดไป แต่จะอยู่ไม่เกินเจ็ดวัน ท่านกล่าวตอบว่า “เราไม่มีความปรารถนาที่จะรับของกำนัลที่เป็นโลกียทรัพย์ใดๆจากท่าน”
เมื่อครบกำหนดการพำนักอยู่ชั่วคราว ก็ถึงเวลาที่จะต้องจาริกธุดงต่อไป คหบดีได้ร้องขอว่า “โดยที่ท่านตกลงใจแล้วที่จะจากไป ก่อนที่จะไป จงได้โปรดเล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์และความรู้แจ้งตระหนักชัดของท่าน ในระหว่างการบำเพ็ญสมาธิภาวนา” ท่านมิลาเรปะได้กล่าวบทโศลกว่า

จงฟังอาตมา คุณโยมผู้ภักดี และมั่งคั่ง แต่ไม่ชาญฉลาด
มันง่ายมากที่จะพูดถึงพระธรรม แต่ยากนักหนาที่จะปฏิบัติธรรม

โอ้ คุณโยมผู้ยุ่งเหยิง โอ้ หนอ สรรพชีวิตแห่งโลกีย์
คุณโยมได้สูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เสมอมา
แม้คุณโยมจะตั้งใจว่า “ข้าฯจักต้องปฏิบัติธรรม”
ชีวิตของคุณโยมกลับมีแต่เปลืองเปล่า เหมือนเวลาแต่ละชั่วโมงที่หลุดลอยไป
คุณโยมควรได้พิจารณา ณ บัดนี้ ที่จะเริ่มปฏิบัติธรรม

น้ำที่เย็นยะเยือกบนภูเขา สามารถช่วยเยียวยารักษาโรคในกระเพาะปัสสาวะ
แต่จะมีก็เพียงแต่บรรดานกภูเขาเท่านั้น ที่สามารถไปถึงมันได้
สรรพสัตว์ในหุบเขาเบื้องล่าง ย่อมไม่มีโอกาสจะได้ดื่มกินมัน

ดาบโลหะแห่งสรวงสวรรค์ ที่ตกลงมาขณะฟ้าผ่า เป็นอาวุธวิเศษที่ใช้ทำลายศัตรู
จะมีก็เพียงแต่พญาช้างที่พิทักษ์รักษาโลกนี้เท่านั้น
ที่สามารถจับฉวยและใช้มัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บรรดาช้างตัวเล็กๆอื่นๆ ไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้มัน

น้ำอมฤตจากสรวงสวรรค์ เป็นหัวใจสำคัญสำหรับยาอายุวัฒนะ เพื่อรักษาสรีระให้แข็งแรงทนนาน
จะมีก็เพียงแต่คุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านนาคารชุนเท่านั้น ที่สามารถได้รับประโยชน์จากมัน
ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทั่วๆไป

เต้านมทองคำ ซึ่งนำความสุขสำราญมาให้ เป็นคลังสมบัติที่ขจัดความยากจน
จะมีก็เพียงแต่ “เจ้าชายแสงจันทร์” เท่านั้น ที่สามารถครอบครองมัน
ไม่ได้เป็นสาธารณะสำหรับประชาชนสามัญทั่วๆไป

ทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่แท้จริง คือทิพยปราสาทแห่งสรวงสวรรค์อันรื่นรมย์
จะมีก็เพียงแต่ท่านคุรุ อสันกา เท่านั้น ที่มีโอกาสได้ชื่นชมมัน
ไม่ใช่ว่ามนุษย์ทั่วๆไปทั้งหมด สามารถไปถึงหรือได้ทัศนามัน

โอสถแห่งกุศลบารมีทั้งหก ย่อมสามารถรักษาพิษไข้ได้
มันทำมาจากสมุนไพร ซานดาน เท่านั้น ไม่มีในต้นไม้อื่นๆ

กุศลกรรมบถทั้งสิบตามทฤษฎีของเหตุและปัจจัย
สามารถทำให้บุคคลได้ท่องเที่ยวไปในภพภูมิที่สูงส่ง
จะมีก็เพียงแต่ผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงสามารถปฏิบัติได้สำเร็จ
สำหรับผู้คนที่มีแต่บาปกรรม ย่อมหมดโอกาส

คำชี้แนะที่เป็นแก่น จากคุรุ สามารถทำให้บุคคล ได้รับชัยชนะด้วยการตรัสรู้อันยิ่งยวด
จะมีก็เพียงแต่ผู้ที่มีวิบากแห่งกุศลกรรมร่วมกันมากับท่านเท่านั้น จึงสามารถศึกษาและปฏิบัติได้
ถ้าไม่ได้บำเพ็ญบุญบารมีร่วมกันมา บุคคลย่อมมีโอกาสน้อยนัก
คำชี้แนะอันมีค่าที่เป็นแก่น จากโกอานหรือปริศนาธรรม ทำให้บุคคลสามารถ บรรลุถึงพุทธภาวะ
จะมีก็แต่ผู้ที่เต็มไปด้วยธรรมวิจัยเท่านั้น ที่จะสามารถเดินตามรอยนี้ได้
ใช่ผู้ที่เอาแต่แสวงหาความสุขสำราญเช่นคุณโยม

ความยากจนสามารถถูกขจัดออกไปได้ ด้วยอาหารและเครื่องอุปโภค
ซึ่งผู้ที่มีใจคอกว้างขวางและชาญฉลาด สามารถทำให้บังเกิดขึ้นเป็นกอบเป็นกำได้ ในเวลาไม่ช้า
แต่บุคคลที่ชั่วร้าย ย่อมไม่สามารถแสวงหาความสำราญเช่นนี้ได้

ความใจกว้าง เป็นกุศลบารมีที่บุคคลควรได้ภาคภูมิใจ
เธอ คุณโยมผู้เป็นคหบดีแห่ง เจนลัน แงน สัน มีคุณสมบัติเช่นที่ว่านี้
ไม่ใช่ว่าบรรดาผู้มั่งคั่งทั้งหมด จะมีคุณสมบัตินี้

อาตมามิลาเรปะและสานุศิษย์ ซีวานเรปะ ร่วมกับความปรารถนาในอดีตชาติ
ได้พำนักอยู่กับท่านคหบดีแห่ง เจนลัน แงน สัน รวมเจ็ดวัน
ณ บัดนี้ เราจำต้องไป ขอให้มีสุขภาพดี และมีอายุขัยที่ยั่งยืนนาน ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า “คุณโยมถวายอาหารและที่พัก อาตมาแสดงธรรมโปรดคุณโยม สัมพันธภาพเช่นนี้มีความสำคัญ ผู้ที่ให้ความเคารพศรัทธาในพระธรรมตลอดเวลา เป็นผู้ที่ได้เพาะหว่านเมล็ดพืชแห่งธรรม ปรีชาญาณในภายในของผู้นั้นจักเติบใหญ่ในชีวิตหน้า ผู้ที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันบริสุทธิ์ ไม่จำต้องเล่าเรียนคำสอนมากมาย หรือไม่ต้องอยู่ร่วมกับคุรุนานๆ เมื่อเงื่อนไขภายนอกและเมล็ดพันธ์ภายใน พบกัน แม้ว่าอาจหลงทางไปชั่วคราว พลังแห่งเมล็ดพันธ์กับความปรารถนาอันบริสุทธิ์ จักนำพาไปสู่สัมมาอริยมรรค นอกเหนือไปจากนั้น ความศรัทธาและความจริงใจซื่อตรง เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ในสมัยนี้ เป็นเพราะผู้คนไม่สั่งสมบุญกุศล และไม่ค่อยจะได้เห็นกุศลภายในของผู้อื่น เห็นแต่ความผิดพลาดภายนอกของผู้อื่น แม้ว่าจะเล็กน้อย ถ้าคุณโยมศรัทธาในอาตมา ไม่ว่าอาตมาจะอยู่ใกล้หรือไกล ย่อมไม่มีความแตกต่างใดๆ ถ้าเราอยู่ใกล้ชิดกันมากเกินไป ย่อมจะมีแต่ความไม่ปรองดองและมีการกระทบกระทั่งระหว่างเราเกิดขึ้น อาตมาคิดว่า มันยากเกินไปสำหรับคุณโยมในเวลานี้ที่จะเป็นนักปฏิบัติธรรมอย่างสมบูรณ์ คุณโยมต้องพยายามเรียนรู้เข้าใจต่อความคิดที่เป็นสามัญสำนึกด้วยอวิชชาของคุณโยม อาตมาจะตั้งความปรารถนาดีกับคุณโยมไว้ในทุกกรณี และคุณโยมก็ควรได้สวดภาวนาถึงอาตมาด้วยความศรัทธา ถ้าคุณโยมเริ่มปฏิบัติกุศลกรรมบถสิบ คุณโยมจะได้เกิดใหม่ในประเทศที่สวยงาม มีเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีความจำเป็นที่ผู้ปฏิบัติธรรมจริงๆ จะต้องไปหลายๆแห่ง ผู้ที่เห็นแต่ความผิดพลาดมากมายในผู้อื่น มีแนวโน้มที่จะเป็นคนโง่งม สำหรับสรรพชีวิตแห่งโลกียวิสัย บ้านเกิดเมืองนอน นับว่าเป็นสถานที่ๆดีที่สุด แม้ว่าคุณโยมจะชื่นชอบพิธีกรรมทางศาสนาใหญ่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าคุณโยมมีความปรารถนาดีและบริจาคทานสม่ำเสมอ แม้กับขอทานคนเดียวก็นับว่าเพียงพอแล้ว ไม่มีการแบ่งแยกว่า คำสอนนี้ดี หรือ คำสอนนี้เลว คุณโยมไม่ควรแยกลัทธินิกาย มันเป็นการยากที่จะมาเรียนแบบอย่างจากอาตมา กบจะกระโดดอย่างสิงโตได้อย่างไร กบย่อมทำให้หลังตัวเองหัก ถ้าพยายามจะลอกเลียนแบบอย่างจากสิงโต มันเป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับผู้ใคร่ในธรรมส่วนใหญ่ ที่จะมาดำเนินตามแบบอาตมาในการปฏิบัติบำเพ็ญ อาตมาหวังว่าคุณโยม ผู้อยู่ในตระกูลสูง คงจะไม่สูญเสียความศรัทธาในพระธรรม” หลังจากพูดกับคหบดีแล้ว ท่านมิลาเรปะและสานุศิษย์ได้ออกจาริกธุดงต่อไป ท่านได้มาพบนักบวชรูปหนึ่ง ที่แต่งตัวคล้ายพวกตันตระ นักบวชตันตริกได้กล่าวกับท่านมิลาเรปะว่า “ท่านมาจากไหน บุคลิกของท่าน เป็นผู้ที่มีทัศนะอันบริสุทธิ์ และมีการกระทำที่เสมอต้นเสมอปลาย ท่านมีอะไรที่จะพูดสำหรับความก้าวหน้าของกระผมหรือไม่?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “ ท่านมีความเข้าใจอันแท้จริง ต่อทัศนะหรือทิฐิ ต่อการปฏิบัติ ต่อการกระทำ จริงๆหรือ? ถ้ายังไม่ชัดเจน อาตมาจะบอกให้ฟังตามแบบอาตมา แต่ท่านอาจไม่สามารถเห็นคุณค่าของมันก็เป็นได้ มันอาจเป็นการดีกว่าที่ในเช้าวันนี้ เรามาร่วมกันทำกิจกรรมให้เกิดความรุ่งเรืองและประโยชน์ ในสัมพันธภาพแห่งกรรม ระหว่างเรา” นักบวชตันตริกกล่าวว่า “ไม่เป็นไร กระผมจะถวายบิณฑบาต กระผมเป็นครูสอนตันตริก จึงเข้าใจเรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง ที่สำนักของกระผม ทิฐิ การปฏิบัติ และการกระทำ เป็นดังต่อไปนี้….” เขาได้อธิบายยืดยาว และถามท่านว่า “สำนักของท่าน เห็นด้วยหรือไม่กับแนวทางของสำนักกระผม” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอว่า “บุคคลที่ไม่ได้ตระหนักถึงมหันตภัยแห่งสังสารวัฏ ไม่สละโลกทั้งปวง และไม่เชื่อฟังคำแนะนำแห่งคุรุที่มีความสามารถ ไม่ได้ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะบรรลุพุทธภาวะอย่างรวดเร็ว ย่อมถูกขับเคลื่อนด้วยตัณหาราคะ และสัญชาติญาณอันชั่วร้าย ย่อมมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนพูดพล่าม แม้ว่าเขาจะพูดอย่างน่าฟังถึง ทิฐิ การปฏิบัติ และการกระทำ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะออกนอกลู่นอกทาง” ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า

จงฟัง พ่อครูตันตริกผู้ยิ่งใหญ่
มันเป็นเรื่องยากที่บุคคลจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้
โดยไม่มีการยอมสละโลกทั้งมวลออกไป

ผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าสังสารวัฏและพระนิพพานคือเอกสภาวะเดียวกัน
ย่อมไม่พ้นจากความมืดบอดในดวงใจ
การไม่สำรวมอินทรีย์ปฏิบัติในศีลอันยิ่ง
ทำให้ตกล่วงลงไปยังสายธารอันเชี่ยวกรากแห่งโลกธรรมทั้งแปดประการ
และย่อมถูกพัดพาให้ล่องลอยไปกับมัน

จงได้เฝ้าสอบความคิดและตรวจตราดวงจิตของเธอเองอยู่เสมอ
ว่าเราได้ตระหนักชัดถึงเอกสภาวะเดียว ที่อยู่เหนือความเห็นที่สุดโต่งทั้งหลายหรือยัง
หรือว่าเรากำลังเบี่ยงเบนไปสู่มิจฉาทิฐิอันสุดโต่งทั้งสี่
การปฏิบัติบำเพ็ญของเรา ได้อิสระจากการปรารภความเพียรที่จัดจ้านหรือยัง
เราถูกตามล่าอยู่ด้วยปีศาจ แห่งรูปและตัวตน ใช่หรือไม่?
ปิติสุขในสมาธิของเรา เกิดจากมายาลวงแห่ง ตัณหาอุปาทาน ใช่หรือไม่?
เราถูกพันธนาการด้วยการปรากฏของรูป โดยปราศจากปิติสุขใช่หรือไม่หนอ?
เมื่อเราบำเพ็ญสมาธิภาวนาบนเอกสภาวะเดียวของปรากฏการณ์และคุรุ
สติของเรามั่นคงดีอยู่หรือ?
เมื่อเราแสดงอุปมาถึงพระสัทธรรมโดยอาศัยสัญลักษณ์ของตันตริก
เราได้คิดถึงพระสัทธรรมที่อยู่เหนือสัญลักษณ์หรือไม่หนอ?
เราได้ทำให้เกิดมลภาวะ ด้วยความพยายามที่เป็นความมุ่งมั่น เพื่อหน่วงเอาสัมฤทธิ์ผล
และได้ทำลายดวงจิตบริสุทธิ์ดั้งเดิม ใช่หรือไม่หนอ?
เราได้กระทำตามใจเรา ในแนวทางที่ลามะผู้รู้แจ้งไม่เคยประพฤติ ใช่หรือไม่หนอ?
เราได้เคยถามตนเองหรือไม่ว่า ความรุ่งเรืองโอ่อ่าและความสำเร็จทางโลก
เป็นเพียงสิ่งที่มาบดบังพระธรรม ด้วยเป็นสิ่งซึ่งสังขารขึ้นมาด้วยความชั่วร้าย ใช่หรือไม่หนอ?

ถ้าเธอไม่เข้าใจและปฏิบัติตามคำสอนที่ถ่ายทอดต่อๆกันมาด้วยอิทธิบาทธรรม
ความชั่วร้ายจักนำพาเธอออกนอกลู่นอกทางด้วยมารยาของมัน
ถ้าเป็นเช่นนั้น เธอย่อมไม่สามารถปลดปล่อยตนเองออกจากความน่าสะพรึงกลัวแห่งสังสารวัฏได้
จงได้อาศัยคำสอนอันแท้จริงที่เป็นมรดกตกทอดต่อๆกันมา และปฏิบัติบำเพ็ญตาม
ด้วยการสละอุทิศตนโดยปราศจากตัณหาราคะและปราศจากการส้องเสพโลกียารมณ์ใดๆ

เมื่อได้ฟังบทโศลกจบลง ครูตันตริกก็เกิดศรัทธาในท่านมิลาเรปะมากยิ่งขึ้น และได้อุทานว่า “โอ้โฮ มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ” เขาก้มลงกราบที่เท้าของท่านมิลาเรปะ และได้นิมนต์ท่านไปที่บ้าน ได้ถวายจตุปัจจัยและปรนนิบัติท่าน พร้อมทั้งขอฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของท่าน ท่านมิลาเรปะตอบรับ จากนั้นทั้งสามนักบวช ได้กลับไปยังภูเขาหิมะลาชิ นักบวชตันตริกได้รับคำแนะนำสั่งสอนที่เป็นแก่นสารสาระจากท่านมิลาเรปะ ต่อมาภายหลังเขาได้บรรลุโลกุตรธรรม และกลับกลายเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านมิลาเรปะ มีฉายานามว่าท่านชางชับจาโบ ครูแห่งแงนสัน

นี้เป็นตำนานเรื่องราวที่ท่านมิลาเรปะแสดงบทโศลก “ธรรมคีตาแห่งไม้เท้า” ที่หุบเขาเจน และการพบกับครูแห่ง แงนสัน

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com