บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาดขณะที่ท่านมิลาเรปะ และท่านเรชุงปะ พำนักอยู่ที่ห้าทะเลสาบน้อยแห่งมณฑล ดริทสาม เพื่อบิณฑบาตและโปรดสาธุชน ชื่อเสียงในความเป็นสมณะผู้บรรลุถึงบรมธรรมของท่านทั้งสอง เป็นที่โจษขานทั่วไปในละแวกนั้น วันหนึ่งชาวบ้านกลุ่มใหญ่จาก โจโร ดริทสาม ได้ชักชวนกันมากราบนมัสการท่านมิลาเรปะ ในท่ามกลางหมู่ญาติโยม มีหญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความชาญฉลาด เมตตากรุณา และเปี่ยมด้วยศรัทธาในพระธรรมชื่อว่า เรชุงม่า ร่วมเดินทางมาด้วย ในความเป็นจริง เธอเป็นเทพธิดาที่จุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อเธอได้ยินเสียงเล่าลือถึงท่านมิลาเรปะ ความศรัทธาของเธอก็หยั่งลง หญิงผู้มีพรสวรรค์ผู้นี้ ได้ร่วมเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนหญิงของเธออีกสี่คน เรชุงม่า มีความศรัทธาในสมณะทั้งสองรูป แต่เพื่อให้ชาวบ้านคนอื่นๆที่มาด้วยกันได้เข้าใจในพระคุณเจ้าทั้งสองเพิ่มขึ้นนางจึงออกอุบายด้วยการซักถามท่านในเชิงค่อนขอดว่า ท่านมิได้มีคุณวิเศษใดๆตามเสียงเล่าลือ

พวกเราทั้งห้าขอถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ โปรดอวยพรชัยให้พวกเราด้วยความเมตตา

ท่านสมณะทั้งสองผู้ประเสริฐ ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านขจรขจายไปทั่วสารทิศ
สาธุชนผู้เปี่ยมด้วยความภักดีที่ประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงได้กรุณาอยู่ในความสงบเถิด

จงได้โปรดรับฟังและไตร่ตรองคำกล่าวของพวกเราทั้งห้า ซึ่งเป็นสตรีจากตระกูลผู้ดี
ณ บัดนี้ เราจักแสดงข้ออุปมา โปรดกรุณาไตร่ตรองด้วยเถิด
ท่านเรปะทั้งสองรูป ต่อไปนี้คือข้ออุปมาของเรา

ชื่อเสียงเกียรติ์คุณของภูเขาหิมะดีซี ช่างยิ่งใหญ่นักหนา
เมื่อบุคคลได้มาพบเห็นเข้าจริงๆ มันไม่ได้เป็นดังนั้น แต่คำกล่าวโอ้อวดถึงมันนั้น ช่างมีมากมาย
ผู้คนกล่าวว่า “จงดูนั่น หิมะขาวโพลนที่ปกคลุมยอดภูเขาดีซี ดูคล้ายพระสถูปเจดีย์ที่ทำด้วยผลึกแก้วงดงาม” แต่เมื่อบุคคลได้มาสำรวจดูมันอย่างใกล้ชิด เขาไม่พบความพิเศษที่น่าอัศจรรย์ใดๆเลย

ปลายยอดของดีซี ถูกห่อหุ้มด้วยหิมะซึ่งลมพัดพามา ตัวภูเขาก็พอกไปด้วยหิมะ
เราไม่พบความยิ่งใหญ่หรือมหัศจรรย์ใดๆเลย ถึงแม้ว่าทัศนียภาพโดยรอบจะมีเสน่ห์อยู่บ้างก็ตาม

ชื่อเสียงเกียรติ์คุณของทะเลสาบ มาปาม ช่างยิ่งใหญ่นักหนา
เมื่อบุคคลได้มาพบเห็นเข้าจริงๆ มันไม่ได้เป็นดังนั้น แต่คำกล่าวโอ้อวดถึงมันนั้น ช่างมีมากมาย
ผู้คนกล่าวว่า “จงดูนั่น ทะเลสาบ มาปาม ดูประหนึ่งอัญมณีสีมรกตที่ใช้ประดับมงกุฎ”
แต่เมื่อบุคคลได้มาสำรวจดูมันอย่างใกล้ชิด เขาไม่พบความพิเศษที่น่าอัศจรรย์ใดๆเลย

ที่แท้แล้วมันก็เป็นเพียงสถานที่กักขังหยาดน้ำฝนซึ่งหยุดไหลรินเท่านั้นเอง
ล้อมรอบมัน คือก้อนศิลาน้อยใหญ่และทุ่งหญ้า เราไม่พบความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ใดๆเลย

ชื่อเสียงเกียรติ์คุณของภูผาแดงอันสูงตระหง่านช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
เมื่อบุคคลได้ยินเกี่ยวกับมันจากที่ห่างไกล
ผู้คนกล่าวว่า “ภูเขานี้ เป็นดุจดังพลอยที่ล้ำค่า”
แต่เมื่อบุคคลได้มาสำรวจดูมันอย่างใกล้ชิด
มันก็เป็นเพียงแท่งหินขนาดใหญ่ ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินเท่านั้นเอง

เป็นที่ก่อเกิดของบรรดาหมู่ไม้ใหญ่น้อยและล้อมรอบไปด้วยหุบห้วยลำธาร
ไม่มีความพิเศษอัศจรรย์ใดๆเลย

ท่านลามะสองรูปผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณระบือไกล
เราได้ยินการโจษขานถึงท่านมากมาย
ผู้คนกล่าวว่า “นักบวชทั้งสองรูป เป็นผู้บรรลุถึงบรมธรรมสูงสุด อย่างแท้จริง”

แต่ เมื่อได้มีโอกาสพิจารณาท่านทั้งสองโดยใกล้ชิด ก็ได้พบเพียงชายชรากับหนุ่มน้อยที่ชอบการพูดสาธยาย ท่านปกปิดร่างกายด้วยผ้าน้อยชิ้นโดยปล่อยให้ส่วนใหญ่เปลือยเปล่าอย่างน่าละอาย

บุคคลย่อมได้เห็นคนธรรมดาสามัญสองคน คลุมกายด้วยผ้าฝ้าย
แสวงหาอาหารด้วยการออกภิกขาจาร
บุคคลย่อมได้เห็น คนจรจัดที่ไร้คุณธรรมสองคน ท่องเที่ยวไปโดยไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งใดๆ

ไม่มีความมหัศจรรย์หรือความดีงามใดๆเลย ไม่มีความยิ่งใหญ่ ที่สามารถหาพบได้ในท่านทั้งสอง

สำหรับพวกเราซึ่งท่องเที่ยวไปทุกแห่งหน เช้าตรู่แห่งการแสวงบุญของพวกเรา ช่างเสียเวลาเปล่า
สำหรับพวกเราซึ่งเดินทางไปทั่วโลก
พบว่าการเดินทางในเช้าวันนี้ ช่างไร้ค่าจนน่าเสียดายฝ่าเท้าของพวกเราทุกคน

เราพบเห็นสิ่งต่างๆมาแล้วมากมายบนโลกนี้
การได้มาเห็นท่านทั้งสองในวันนี้ นับได้ว่าเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆมามากมายในโลกนี้
คำกล่าวสดุดีท่านทั้งสองนั้นเป็นเพียงเสียงที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย
ท่านทั้งสองไม่ผิดอะไรกับหุ่นกระบอกที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ท่านถูกนับได้ว่าเป็นตัวแทนของมาร ที่ย่อมนำมาแต่ความยุ่งยากและอุปสรรคทั้งมวล

ขอท่านทั้งสองจงได้กรุณาตอบชี้แจงให้กระจ่าง ถ้าท่านเข้าใจความหมายในคำกล่าวของพวกเรา
แต่ถ้าท่านไม่สามารถเข้าใจได้ ท่านก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องหลีกหนีไปอยู่ที่อื่น
เพราะพวกเราย่อมไม่ปรารถนาท่านอีกต่อไป

เมื่อได้ฟังสตรีทั้งห้ากล่าวดังนั้น ท่านมิลาเรปะจึงพูดว่า “โอ้ เรชุงปะ ทะเลสาบทั้งสามของภูเขาหิมะ ถูกพยากรณ์โดยพระพุทธองค์ ว่าจักเป็นสถานที่อันวิเศษสำหรับการสละอุทิศตนถ้าเราไม่โต้ตอบผู้ที่ลบหลู่ดูหมิ่น ไม่เพียงแต่บรรดาคนปากร้ายเหล่านี้จักได้รับอันตราย แต่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ยังถูกเข้าใจผิดอีกด้วย เราผู้เป็นนักบวชที่สำรวมระวังทั้ง กาย วจี และมโน ควรตอบโต้คนปากร้ายที่ว่ากระทบเรา ไม่เพียงแต่บุญกุศลและความถูกต้องของนักบวชจะได้สำแดงออกมา แต่บรรดาคนปากร้ายจักได้รับการแก้ไขอบรมด้วย ณ บัดนี้ เราจักแสดงบทโศลก สำหรับสตรีเหล่านี้”

ท่านสาธุชนทั้งหลาย โดยเฉพาะแม่สาวน้อยทั้งห้าผู้ชอบในการเจรจาด้วยเสียงอันดัง
จงได้โปรดสดับรับฟังอาตมา
เธอมิได้รู้ดอกหรือว่าอาตมาคือ มิลาเรปะ
ส่วนลามะหนุ่มด้านซ้ายมือนี้คือ ท่าน เรชุงปะ

ด้วยสำเนียงและถ้อยคำอันมีความหมาย
อาตมาจะได้แสดงธรรมคีตาแก่ท่านทั้งหลายที่ห้อมล้อมอยู่ ณ ที่นี้
จากดวงใจที่สว่างโพลงของอาตมา
จงได้ไตร่ตรองด้วยสติที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์
ชื่อเสียงเกียรติคุณของภูเขาหิมะดีซี ขจรขจายไปทั่วสารทิศ
ผู้คนเล่าลือถึงมัน ในหลายๆเมืองที่อยู่ห่างไกลว่า
“ดีซี เป็นเหมือนดังสถูปเจดีย์ที่ทำด้วยผลึกแก้ว”
เมื่อบุคคลเข้ามาอยู่ใกล้ เขาย่อมได้แลเห็นปลายยอดของมัน ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน

พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า ภูเขาหิมะนี้ เป็นประดุจศูนย์กลางของโลกภพนี้
เป็นที่ซึ่งบรรดาเสือภูเขาพากันร่าเริง
ยอดเขาที่เป็นดังสถูปเจดีย์ที่ทำด้วยผลึกแก้ว คือ ทิพยปราสาทของพระพุทธเจ้า เดม ชอง

รอบๆสถานที่แห่งนี้มีพระอรหันต์พำนักอาศัยอยู่ถึงห้าร้อยรูป
มันอบอวลไปด้วยพรชัยจากสวรรค์ทั้งแปดชั้น
เนืองแน่นไปด้วยสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นเครื่องกำยานหอมกรุ่น
โอสถมากมายมีอยู่ทั่วไป ณ สถานที่แห่งนี้
มันเป็นดินแดนวิเศษสุดสำหรับการบรรลุธรรม
อันหมายถึงสัมมาสมาธิที่อยู่เหนือถ้อยคำอธิบายทั้งมวล
ไม่มีสถานที่ใดจะยิ่งใหญ่กว่าสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว
ไม่มีสถานที่ใดจะมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่าสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว

ชื่อเสียงเกียรติคุณของทะเลสาบมาปาม ขจรขจายไปทั่วสารทิศ
ผู้คนเล่าลือถึงมัน ในหลายๆเมืองที่อยู่ห่างไกลว่า
“ทะเลสาบมาปาม เป็นเหมือนดังอัญมณีสีมรกตที่ใช้ประดับมงกุฎ”
เมื่อบุคคลเข้ามาใกล้ๆ เขาย่อมได้แลเห็นน้ำใสเย็นเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา
สมดังที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆในอดีต ได้พยากรณ์ไว้
ทะเลสาบนี้ได้รับสมญาว่า “ทะเลสาบที่ไม่เคยอุ่น”
แม่น้ำใหญ่ถึงสี่สายไหลมารวมตัวกัน ณ ที่นี้
ฝูงนาคและหมู่มัจฉามากมายแหวกว่ายอยู่อย่างสำราญ

เนื่องด้วยทะเลสาบมาปาม เป็นที่พำนักของพญานาคราชทั้งแปด
มันจึงเป็นเหมือนดังอัญมณีสีมรกตที่ใช้ประดับมงกุฎ
น้ำใสเย็นตกร่วงลงมาจากสรวงสวรรค์
ไหลรินดังธารน้ำนม อันเกิดแต่หยาดพิรุณแห่งน้ำอมฤต
เทพยดาเป็นจำนวนมากใช้เป็นที่สรงน้ำ ด้วยเป็นน้ำที่เกิดจากกุศลบารมีทั้งแปด

ทุ่งราบและหมู่หินผาที่รายล้อมทะเลสาบแห่งนี้
เป็นขุมคลังมหาสมบัติของพญานาคราช
ณ สถานที่นี้ สมุนไพรอันวิเศษ ซานบูทริชา งอกงามเติบโตอยู่ทั่วไป
อาศัยถิ่นกำเนิด ซานบู ซึ่งอยู่ในทวีปทางทิศใต้ เป็นชื่อของมัน
ไม่มีสถานที่ใดจะยิ่งใหญ่กว่าสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว
ไม่มีสถานที่ใดจะมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่าสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว

ชื่อเสียงเกียรติ์คุณของภูผาแดง ขจรขจายไปทั่วสารทิศ
ผู้คนเล่าลือถึงมัน ในหลายๆเมืองที่อยู่ห่างไกลว่า
“ภูผาแดง เป็นเหมือนดังกองอัญมณีที่ล้ำค่า”
เมื่อบุคคลเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เขาย่อมได้เห็นภูผาสูงชัน ตั้งตระหง่านอยู่เหนือท้องทุ่ง
สมดังที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆในอดีต ได้พยากรณ์ไว้
มันเป็นภูเขาแห่งทุ่งหญ้าสำหรับปศุสัตว์
มันอยู่ระหว่างรอยต่อเขตแดนของทิเบตและอินเดีย
เป็นที่ซึ่งบรรดาเสือโคร่ง ท่องเที่ยวอย่างอิสรเสรี

สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นโอสถขนานเอกคือ ซานแดน และซุนดรู ถูกพบมากมาย ณ สถานที่แห่งนี้
เนื้อของหินผาส่งประกายแวววาว ดังอัญมณีที่ทอแสงจรัส
มันเป็นทิพยปราสาท ซึ่งนักบุญแห่งสรวงสวรรค์พำนักอาศัยอยู่
มันเป็นบัลลังก์ของนักพรต ที่อวยพรชัยไว้โดยเทพธิดา
และมันเป็นสถานที่ซึ่งนักบวชผู้บรรลุธรรม พำนักอาศัยอยู่

ขุนเขาแห่งนี้ถูกรายล้อมไว้โดยรอบด้วยลำธาร
มันจึงกลายเป็นสถานที่หวงห้ามโดยธรรมชาติ
ไม่มีสถานที่ใดจะยิ่งใหญ่กว่าสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว
ไม่มีสถานที่ใดจะมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่าสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว

ชื่อเสียงเกียรติคุณของลามะผู้เฒ่ากับลามะหนุ่ม ขจรขจายไปทั่วสารทิศ
ผู้คนเล่าลือถึงลามะทั้งสอง ในหลายๆเมืองที่อยู่ห่างไกลว่า

“ท่านทั้งสอง เป็นวิสุทธิบุคคลอย่างแท้จริง”
เมื่อบุคคลเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เขาย่อมได้แลเห็นท่านผู้เฒ่าและชายหนุ่ม
ที่ไม่มีอะไรประหลาดมหัศจรรย์
สภาพธรรมดาที่ปรากฏอยู่นี้ เป็นนิมิตหมายแห่งความปล่อยวาง
ต่อการยึดมั่นถือมั่นและความคิดแยกแยะ ในรูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง

การนอนด้วยเรือนร่างที่เปลือยเปล่า แสดงถึงความสิ้นอุปาทานในรูปและนาม
การที่มิได้ปกปิดอวัยวะเพศชายไว้นั้น ย่อมพิสูจน์ให้เห็นชัด
ว่าเราปราศจากความรู้สึกอับอาย ที่สังขารขึ้นมาจากความยึดมั่นในอัตตาตัวตน

วจีกรรมของอาตมาล้วนหลั่งไหลมาจากประสบการณ์ในภายใน
ผ้าฝ้ายบางๆที่สวมใส่อยู่นี้ พิสูจน์ชัดถึงพลังแห่งเตโชกสิณ

การบริโภคอาหารจากบิณฑบาต คือเครื่องยืนยันถึงความไม่ติดยึดต่อรสอร่อยทางลิ้น
แสดงให้เห็นชัด ว่าจิตวิญาณของเราปราศจากความหวั่นกลัวใดๆ
เรามีชีวิตอยู่กับผัสสะในทวารทั้งหก ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และปราศจากการซ่อนเร้นปิดบัง

อาตมาเป็นคุรุแห่งความเลื่อมใสศรัทธา และเป็นคุรุผู้มีพรสวรรค์
อันเป็นแหล่งซึ่งคำชี้แนะอันลึกซึ้ง พรั่งพรูออกมา
อาตมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพบูชา ในหมู่ญาติโยม
อาตมาเป็นดังธรรมราชาในหมู่ผู้แสวงบุญ

นักบวชผู้ยิ่งใหญ่พากันมาปฏิญาณกับอาตมา ถึงความเข้าใจของพวกเขา
ด้วยการอาศัยอาตมา บรรดามิจฉาทิฐิน้อยใหญ่ ย่อมถูกขจัดออก
อาตมาเป็นขุมคลังอริยทรัพย์แห่งพระสัทธรรม ที่จักส่องสว่างไปทั่ว
อาตมาคือผู้ที่รู้แจ้งตระหนักชัดถึงกฏแห่งความไม่ดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง

อาตมาคือผู้มีดวงจิตสงบสันติ ย่อมนำพาผู้คนดำเนินไปด้วยความช่ำชองในสัมมาอริยมรรค
อาตมาคือผู้ที่รู้แจ้งตระหนักชัดต่อธรรมกายด้วยตนเอง
อาตมาย่อมบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้คนโดยต่อเนื่อง ด้วยความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณ
ไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว ที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้
ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่าอาตมา
แม่สาวน้อยทั้งห้า เธอท่องเที่ยวแสวงบุญไปทุกดินแดน
แต่โดยที่แท้แล้วมันเป็นเพียงการซุกซนที่ไร้ค่า
ถ้าเธอต้องการจะได้พบคุณค่าในการแสวงบุญอย่างแท้จริง
จงได้ไปยังสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่ง พอบาวาดี

มันอาจเป็นความจริง ที่เธอเดินทางรอนแรมไปทั่วทุกแห่งหน
แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ล้วนเสียเวลาเปล่า และทำให้เท้าของเธอต้องเจ็บระบมและสึกหรอ
ถ้าเธอต้องการเดินทางอย่างมีคุณค่า จงได้ไปเยือนโพธิกายาอันศักดิ์สิทธิ์

อาจไม่มีสถานที่ใดเลย ซึ่งเธอไม่ได้ไปเยือน
แต่ทั้งหมดนั้น ล้วนมีความหมายน้อยมาก
ถ้าเธอต้องการแสวงบุญอย่างแท้จริง จงได้ไปเยือนวิหารลาซา ชรูนอน

อาจไม่มีเรื่องราวอะไรเลย ที่เธอไม่ได้สดับรับฟังมา
ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ไม่มีอะไรเป็นสาระเลย
ถ้าเธอต้องการบางอย่างที่มีแก่นสารสาระ จงได้สดับรับฟังคำชี้แนะอันล้ำลึกที่ถ่ายทอดกันต่อๆมา
เธออาจพึ่งพาผู้คนเป็นอันมาก แต่เขาเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงบรรดาวงศาคณาญาติเท่านั้น
ถ้าเธอแสวงหาบุคคลซึ่งเธอสามารถพึ่งพาได้ จงได้แสวงหาคุรุที่มีความสามารถ

เธออาจกระทำสิ่งต่างๆในทุกกาลสถาน
แต่ส่วนมากแล้ว ล้วนเป็นการกระทำกรรมที่ก่อวิบากผล
ถ้าเธอต้องการกระทำสิ่งที่มีค่าอย่างแท้จริงแล้วไซร้
เธอสมควรที่จักต้องปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์

นี้คือคำตอบของชายชราต่อบรรดาแม่สาวน้อย
ถ้าพวกเธอสามารถเข้าใจมันได้ มันล้วนเป็นคำสอนที่เป็นความจริง
ถ้าไม่เช่นนั้น เธอก็อาจถือเสียว่ามันเป็นบทโศลกธรรมดา
ณ บัดนี้ถึงเวลาที่พวกเธอจักต้องไปแล้ว
เรานักบวชจักปฏิบัติภารกิจตามที่เราได้ตั้งใจเอาไว้
พวกเธอผู้มาเยือน ก็สมควรไปและปฏิบัติภารกิจของพวกเธอเช่นเดียวกัน
เรชุงม่า ผู้นำในกลุ่มหญิงสาว ซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางญาติโยม บังเกิดศรัทธาอย่างล้ำลึกในท่านมิลาเรปะ ขณะที่น้ำตาของเธอไหลรินลงมา เธอได้แกะหยกจากบั้นเอว และหยิบอัญมณีที่ประดับเหนือศีรษะของเธอออกมา น้อมกายลงคารวะท่านแล้วอาราธนาว่า “พวกเราสตรีทั้งห้า ขออาราธนาพระคุณเจ้าได้แสดงธรรมโปรดพวกเราด้วย เราขอให้ท่านชี้แนะถึงแก่นสารสาระอันลึกซึ้งเพื่อที่พวกเราจะได้ตั้งใจนำไปปฏิบัติบำเพ็ญในกระท่อม” เธอได้พรรณนาต่อไปว่า
เหมือนดังดวงประทีปที่จุดต่อๆกันไป
พระธรรมคำสอนส่งต่อลงมาจากธรรมกายา แห่งพระพุทธเจ้า ดอจี ชาง ผู้ยิ่งใหญ่

สัมฤทธิผลอันยิ่งใหญ่แห่งศาสนานี้ คือความเมตตากรุณาและความตรัสรู้
ผู้ที่บรรลุถึงมัน มิใช่ท่านทิโลปะและท่านนาโรปะผู้ยิ่งใหญ่ดอกหรือ?
ผู้ที่เดินทางไปอินเดียด้วยภาระอันหนักอึ้ง มิใช่ท่านมาระปะผู้ถ่ายทอดพระปริยัติธรรมดอกหรือ?
ผู้ที่ได้รับการทดสอบอย่างสาหัสจากอาจารย์มาระปะของเขา
มิใช่ท่านมิลาเรปะผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาดอกหรือ?
เรือนกายเปลือยเปล่าของท่านเต็มไปด้วยมหาปุริสลักษณะ
วจีกรรมของท่านไพเราะและทรงคุณค่ายิ่ง
มโนกรรมของท่านสว่างไสวด้วยฉับพรรณรังสี
ดิฉันขอน้อมคารวะต่อ กาย วจี และ มโน ของคุณพ่อเรปะของดิฉัน

พวกเราสาวน้อยทั้งห้าผู้เข้ามาในมหาสมาคมแห่งนี้
คงจะมีกุศลผลบุญแต่เพียงเล็กน้อยในอดีตชาติก่อนหน้านี้
เราได้รับเรือนกายของมนุษย์ แต่ถือกำเนิดอย่างต่ำต้อย
พวกเราปราศจากการบังคับควบคุมตัวเองในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ในวันนี้ ด้วยพรชัยของท่าน ซึ่งเป็นมหาสมณะที่มีค่ายิ่ง
ความศรัทธาอย่างล้ำลึก ก็งอกงามขึ้นในดวงใจของพวกเรา

หยกที่มีค่าจากเข็มขัดของดิฉัน และอัญมณีประดับศีรษะ
ดิฉันได้ถอดมันออกมา ณ บัดนี้ และขอน้อมถวายแด่พระคุณเจ้า
ขอได้โปรดเกื้อหนุนพวกเราด้วยคำสอนของพระพุทธองค์
ได้โปรดเล่าให้พวกเราฟังถึงความเป็นไปในชีวิตของท่าน

ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อาตมาไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆจากอัญมณี และเครื่องประดับของเธอ ถ้าเธอตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติธรรม ก็ยังมีผู้อื่นที่ฉลาดหลักแหลมเก่งกว่าอาตมาอีกมาก ที่สามารถเป็นคุรุของเธอได้ จงไปขอศึกษาเล่าเรียนพระธรรมจากท่านเหล่านั้นเถิดอาตมาเป็นบุคคลที่ไม่ใส่ใจกับเครื่องนุ่งห่มและอาหาร อาตมามักพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้คนย่างกรายเข้าไปเสมอ เธอไม่สามารถดำเนินชีวิตตามแบบอย่างอาตมาได้ดอก มันเป็นเรื่องน่าสงสัย ว่าเธอจะสามารถทนกับความต้องการอาหารและเครื่องนุ่งห่มได้หรือ จงได้สดับรับฟังธรรมคีตาของอาตมา”

ด้วยวิถีทางแห่งวิสุทธิบุคคล ผู้ได้ดำเนินไปแล้วด้วยดี ในสัมมาอริยมรรค
ด้วยการปฏิบัติบำเพ็ญอย่างไม่ท้อถอยในสำนักของท่านนาโรปะ
ด้วยการได้รับพรชัยอันประเสริฐจากท่านทิโลปะ และท่าน ดอจี ชาง
ท่านผู้นี้ไม่ใช่บิดาผู้ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนให้แก่อาตมา อันคือท่านอาจารย์มาระปะ ดอกหรือ?

อาตมาได้รับพรอันประเสริฐจากเมตตาบารมีของท่าน
โยมบิดาของอาตมา คือท่าน มิลาไชรับแจนสัน โยมมารดาของอาตมาคือท่าน นะยานสากาจันทร์
อาตมาเมื่อยังเป็นฆราวาส มีชื่อเดิมว่า ทูบาก้า

มันเป็นเพราะกุศลผลบุญอันน้อยนิดที่ได้สั่งสมมา
เนื่องด้วยวิบากแห่งกรรมในอดีตชาติที่ไม่เคยละเลยในการพิพากษาบุคคล
โยมบิดาได้ล่วงลับไปตั้งแต่อาตมายังอยู่ในวัยเยาว์
ป้าและลุงได้ถือโอกาสคดโกงมรดกที่อาตมาได้รับจากบิดาจนหมดสิ้น
อาตมาและมารดาต้องกลับกลายเป็นคนรับใช้
เราได้รับส่วนแบ่งของอาหารเช่นเดียวกับสุนัข
ความหนาวเย็นเสียดแทงผ่านเสื้อผ้าที่เป็นเพียงผ้าขี้ริ้วเข้าไปถึงกระดูก
ผิวหนังของเรากรอบแห้งห่อหุ้มเรือนกายที่เย็นชา
อาตมาถูกลุงทุบตีเอาบ่อยครั้ง อาตมาต้องคอยหลีกเลี่ยงป้าอารมณ์ร้ายด้วยความยากลำบากยิ่ง
อาตมาและโยมมารดาต้องทนกล้ำกลืนความขมขื่นไว้ตลอดมา
เคราะห์ร้ายได้กระหน่ำมาอย่างต่อเนื่องระลอกแล้วระลอกเล่า
เราทนทุกข์ทรมานจนหัวใจมีแต่ความสิ้นหวัง

ในที่สุดอาตมาได้ไปยังสำนักของท่านลามะ ยูนดัน และท่านรอนดันลาก้า
เพื่อเรียนรู้ถึงเวทย์มนต์อันชั่วร้ายสำหรับการแก้แค้นป้าและลุงเท่านั้น
พายุลูกเห็บจากฤทธิ์อำนาจของเวทมนต์คาถา
ได้นำความหายนะอันยิ่งใหญ่มาสู่เพื่อนบ้านข้างเคียงด้วย
โดยที่อาตมาเพียงต้องการทำร้ายป้าและลุง
อาตมารู้สึกเสียใจต่อความผิดพลาดในครั้งนี้มาก
จึงตัดสินใจที่จะถ่ายถอนบาปกรรมด้วยการสละอุทิศตน

ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านอาจารย์มาระปะ ได้ขจรขจายไปทั่วสารทิศในขณะนั้น
ท่านเป็นศิษย์เอกของท่านนาโรปะ และท่านเมดริปะ
ท่านพำนักอยู่ที่หมู่บ้านตอนบนแห่งแม่น้ำทักษิณ
หลังจากการเดินทางอย่างสมบุกสมบัน อาตมาได้ดั้นด้นไปกราบนมัสการท่าน
หกปีกับแปดเดือนเต็มสำหรับงานหนักในการอยู่รับใช้ท่าน ท่านจึงได้ยอมรับอาตมาเป็นสานุศิษย์

อาตมาได้รับข้อกรรมฐานเพื่อนำมาปฏิบัติ
จนทำให้สามารถเข้าใจถึงวิมุติภาวะอันเป็นส่วนที่ลึกซึ้งยิ่งแห่งคำสอน

ท่านได้สอนอาตมาถึงโยคะทั้งหกของท่านนาโรปะด้วย
อันเป็นคำสอนบทท้ายสุดของมัชฌิมาปฏิปทา
อาตมาถูกบ่มเพาะด้วยการบำเพ็ญสติปัฏฐานทั้งสี่
อาตมาเจริญยิ่งตามแนวทางแห่งสัมมาอริยมรรค
รอบรู้โดยกระจ่างชัดต่ออริยะสัจจธรรมทั้งสี่ประการ

เมื่อได้รับคำชี้แนะอันล้ำลึกจากท่านมาระปะ
อาตมาได้สละโลกียกรรมทั้งปวงลงโดยสิ้นเชิง
ยุติความเกียจคร้านและอุทิศตนเพื่อพระธรรมอย่างสมบูรณ์
อาตมาได้บรรลุถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุขแห่งพระนิพพานอันเป็นอมตธรรม
ทั้งหมดนี้คือชีวิตโดยย่นย่อของอาตมา

อาตมาปรารถนาให้เธอทั้งห้าคนจงได้ประสบโชคดีโดยทั่วหน้ากันทุกๆคน
จงกลับไปบ้านของเธอได้แล้ว ณ บัดนี้

เมื่อได้ยินเรื่องราวในชีวิตของท่าน ศรัทธาได้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในสาวน้อยทั้งห้าพวกเธออ้อนวอนให้ท่านมิลาเรปะรับพวกเธอไว้เป็นข้าทาส ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “พวกเธอเป็นเด็กเสเพลจากครอบครัวที่มั่งคั่ง ถ้าพวกเธอมากับอาตมา เธอย่อมไม่สามารถอดทนกับความยากลำบากของการใช้ชีวิตในแบบของอาตมาได้ ถ้าเธอต้องการที่จะปฏิบัติธรรม เธอสมควรที่จะได้ใช้ชีวิตแบบนักบวชเช่นเดียวกับอาตมา แต่อาตมายังสงสัยว่าพวกเธอจะสามารถทำกันได้หรือ?”

อาตมาขอน้อมเศียรเกล้ากราบลง ณ เบื้องบาทของท่านอาจารย์มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม

ถ้าพวกเธอแม่สาวน้อยทั้งห้า ปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะปฏิบัติธรรม
และรบเร้าที่จะติดตามอาตมาไป
จงได้ฟังธรรมบรรยายต่อไปนี้ด้วยความใคร่ครวญให้ดี
และหาคำตอบสำหรับตัวของเธอเอง

เธอควรถามความคิดและตรวจสอบดวงจิตว่า
มีความอดทนเพียงพอหรือไม่ ต่อการยืนหยัดอยู่ในวิถีทางแห่งความสันโดษมักน้อย
มีจิตใจอันมั่นคงเพียงพอหรือยังที่จะสละความทะยานอยากแห่งสังสารวัฏลง
และเฝ้าพากเพียรศึกษาปฏิบัติตามคุรุผู้ทรงธรรม

ถึงแม้เธอจะได้ละทิ้งดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นดั่งคุกตะรางที่มีไว้กักขังหมู่มารมาแล้วก็ตาม
จงได้ถามความคิดและตรวจสอบดวงจิตของเธอเองว่า
เธอสามารถปฏิบัติบำเพ็ญอย่างเดียวดายในสถานที่อันสงบวังเวงได้หรือยัง

ถึงแม้เธอจะได้ละทิ้งบรรดาวงศาคณาญาติ อันเป็นประดุจบ่วงแห่งพญามารมาแล้ว
โดยสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี ถึงผลร้ายแห่งมันก็ตาม
เธอสามารถที่จะดำรงอยู่ในแนวทางของคณาจารย์ผู้บรรลุธรรมได้ตลอดไปหรือไม่หนอ

ถึงแม้ว่าเธอจะได้ตระหนักชัดว่า
โลกียทรัพย์ของเธอนั้น คือ เหยื่อล่อของพญามารที่เต็มไปด้วยพิษร้าย
เธอจะสามารถดำรงชีวิตอย่างทรหดอดทนเช่นเดียวกับคนสิ้นเนื้อประดาตัวได้หรือไม่หนอ

แม้ว่าเธอจะละทิ้งเสื้อขนสัตว์อันอ่อนนุ่มจากเมืองวู มาแล้วก็ตาม
เธอสามารถสร้างความอบอุ่นขึ้นด้วยเตโชกสิณหรือไม่หนอ

ถึงแม้เธอจะได้สละชีวิตแห่งโลกียารมณ์ในเมือง
โดยละทิ้งมิตรสหายและคนรักของเธอมาแล้วก็ตาม
เธอสามารถพำนักอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้คนย่างกรายเข้าไป ได้หรือไม่หนอ

ถึงแม้ว่าเธอจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับโลกธรรมทั้งแปดประการแล้วก็ตาม
เธอสามารถจะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความถ่อมตนและยากไร้อย่างแท้จริงได้หรือ

ถึงแม้ว่าเธอจะเข้าใจชัดถึงความไม่ยืนยงของชีวิตเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม
เธอได้ตระหนักถึงอันตรายของการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดหรือไม่หนอ

ถ้าเธอสามารถแน่ใจตามที่อาตมาได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด เธอก็เหมาะสมที่จะติดตามอาตมา
อาตมาย่อมจะชี้นำเธอด้วยข้อกรรมฐานที่จะนำพาเธอให้ก้าวหน้ายิ่งๆขี้นไป
ในวิถีทางแห่งสัมมาอริยมรรค
และอาตมาจะจูงดึงเธอด้วยการก่อแรงบันดาลใจเพิ่มพูนให้แก่เธอโดยสม่ำเสมอ

เมื่อได้ฟังท่านกล่าวจบลง สาวน้อยทั้งห้าต่างพากันยินดี เรชุงม่าผู้นำกลุ่มกล่าวว่า“ถึงแม้พวกเราจะถือกำเนิดในอิตถีเพศ ซึ่งแลดูต่ำต้อย ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อกล่าวถึงมหาสติ ย่อมไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นชายหรือหญิง พวกเราถูกโน้มน้าวด้วยโทษภัยแห่งสังสารวัฏ และพวกเราจะพยายามทำตามคำแนะนำของคุรุ ในมุมมองถึงความไร้สมรรถนะที่จะปฏิบัติธรรมให้สมบูรณ์ของพวกเรา เราขอร้องให้ท่านรับพวกเราไว้เป็นข้าทาส ไม่ว่าพวกเราจะมีสมรรถนะที่จะปฏิบัติธรรมหรือไม่ก็ตาม ได้โปรดเถิด อย่าทอดทิ้งพวกเราเลย” จากนั้น เรชุงม่าได้แสดงบทโศลกให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อสมรรถนะในการปฏิบัติตามคำสอนของท่านมิลาเรปะ และอ้อนวอนให้ท่านรับไว้เป็นข้าทาส”

ท่านพ่อ คุรุผู้ประเสริฐ บุคคลผู้มีค่ายิ่ง
เรือนกายที่เปลือยเปล่าของท่าน งดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ
ดิฉันขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบ ณ เบื้องบาทท่านเรปะผู้วิเศษ
ด้วยการปฏิบัติบำเพ็ญในวิถีทางของนักบวช พระคุณเจ้าได้ช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งปวงเอาไว้
พวกเราสาวน้อยทั้งห้า เป็นผู้ซึ่งเข้ามาร่วมในมหาสมาคมนี้
พวกเราอาจมีสรีระที่ต่ำต้อยของสตรีเพศ
แต่ในโพธิจิตนั้น ย่อมปราศจากความเป็นชายหรือหญิง
เมื่อเล็งเห็นโทษภัยในสังสารวัฏแล้ว ขอจงเมตตาอนุญาตให้พวกเราปฏิบัติตามวิถีของนักบวช
และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน
ขอให้พวกเราได้ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน อันเป็นคุกตะราง ที่พวกเราตกเป็นจำเลยของเหล่ามาร
และขอให้พวกเราได้ถือสันโดษอยู่ในกระท่อมตลอดไป
ขอให้พวกเราได้ละทิ้งเครื่องอุปโภค วงศาคณาญาติ ซึ่งสร้างความยุ่งยากลำบาก
มาอยู่ภายใต้บารมีแห่งคุรุของเราแต่ผู้เดียว

โลกียทรัพย์และการครอบครอง เป็นเครื่องล่อของเหล่ามาร
ขอให้พวกเราได้สละคืนมันตลอดกาล และปฏิบัติบำเพ็ญตามวิถีทางของนักบวช
ขอให้พวกเราละทิ้งเสื้อขนสัตว์อันงดงามจากเมืองวู
และปลุกเร้าเตโชธาตุอันมหัศจรรย์ขึ้นในภายใน
ขอให้พวกเราได้ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนและคนรัก
มาพำนักอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้คนย่างกรายเข้าไป

ขอให้พวกเราได้อ่อนน้อมถ่อมตน ทั้ง กาย วจี และ มโน
ขอให้พวกเราได้ปล่อยวางสละคืนโลกธรรมทั้งแปดประการ
ด้วยตระหนักชัดถึงความไม่ยืนยงของมัน

ขอให้พวกเราได้เจริญมรณะสติ ระลึกถึงความตายที่อาจมาเยือนได้ตลอดเวลา
ขอให้พวกเราได้ปฏิบัติตามคำแนะนำจากท่านลามะของเรา
โอ้ คุรุผู้ประเสริฐ บุคคลผู้มีค่ายิ่ง
ได้โปรดกรุณาเกื้อหนุนพวกเราสู่กระแสแห่งธรรมธารา
ได้โปรดกรุณารับพวกเราไว้เป็นข้าทาสด้วยเถิด

ท่านมิลาเรปะหยั่งทราบได้ด้วยญาณวิถีว่า สตรีทั้งห้านาง เป็นสานุศิษย์ผู้มีวาสนาบารมี ดังนั้น ท่านจึงได้ตกลงรับไว้
ในเวลานั้น ท่านมิลาเรปะและสานุศิษย์ ยังคงพำนักอยู่ที่ห้าทะเลสาบน้อย ท่านได้อบรมสั่งสอนและชี้แนะให้กับสาวน้อยทั้งห้า และให้พวกเธอบำเพ็ญสมาธิภาวนา เรชุงม่า สามารถปลุกเร้าเตโชธาตุขึ้นในภายใน โดยใช้เวลาฝึกเพียงสามวันเท่านั้นเอง
ต่อมาเรชุงม่าล้มป่วยลง ท่านมิลาเรปะทดสอบขันติธรรมของเธอในการพำนักอยู่ในกระท่อม โดยบอกเธอว่า เธออาจไปอยู่ในที่ซึ่งเธอต้องการจะไปได้ แต่เรชุงม่าตอบว่า “แม้ดิฉันจะป่วย ดิฉันก็จะพำนักอยู่ในกระท่อมนี้”
วันหนึ่ง เรชุงม่า มากราบนมัสการท่านมิลาเรปะ ขณะที่ท่านอยู่ท่ามกลางผู้คน ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกเพื่อทดสอบความศรัทธาเชื่อมั่นของเรชุงม่า ต่อหน้าผู้คนที่แวดล้อมท่านอยู่ในขณะนั้น

อาตมาขอสวดภาวนาถึงคุรุทั้งปวง
อาตมาของถือเอาพระพุทธองค์เป็นสรณะของอาตมา
ท่านสาธุชนผู้เปี่ยมไปด้วยความภักดี
ถ้าบุคคลยังไม่สามารถปล่อยวางความปรารถนาต่อโลกียกรรมทั้งหลายทั้งปวงแล้วไซร้
จงอย่าได้ปฏิญาณว่าตนเองเป็นผู้มีสัญชาติแห่งคนตรงเลย
ความตั้งใจจริงของเธออาจสูญสลายไปจนหมดสิ้น เมื่อได้เผชิญหน้ากับข้าศึกแห่งพรหมจรรย์

ถ้าบุคคลไม่หลีกหนีจากอกุศลกรรมบถทั้งสิบประการแล้วไซร้
จงอย่าได้ปฏิญาณว่าตัวเธอเป็นสาวกผู้อยู่ในพระธรรมวินัยนี้เลย
มิฉะนั้น เธอจะตกล่วงลงสู่ภูมิธรรมอันต่ำทรามได้

ถ้าเธอยังคงปล่อยให้ความคิดอย่างอวิชชาหลั่งไหลอยู่ในดวงใจของเธอแล้วไซร้
จงอย่าได้ปฏิญาณตนว่าเธอเป็นผู้ศึกษาปฏิบัติธรรมเลย
มิฉะนั้น เธอจะตกล่วงลงสู่นรกแห่งวัชรญาณ

จงอย่าได้วิพากวิจารณ์ถึงคำสอนในสำนักอื่นใดถ้าเธอยังไม่มีภูมิรู้ที่กว้างขวางเพียงพอ
มิฉะนั้น เธอจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายมูลรากอันสำคัญแห่งพระธรรม
และยังจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายดวงจิตของเธอเองอย่างบ้าคลั่งด้วย

ถ้าบุคคลยังมิได้ตระหนักชัดถึงความเป็นมายาของสรรพสิ่ง
จงอย่าได้ละเลยต่อการกระทำที่เป็นกุศลและจงถอยห่างจากอกุศลกรรมทั้งปวง
มิฉะนั้นเธอจะตกล่วงลงสู่อบายภูมิทั้งสาม

ถ้าเธอไม่สามารถเข้าใจถึงธรรมชาติแห่งดวงจิตของผู้อื่น
จงอย่าได้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนต่อความเข้าใจของเขาเป็นอันขาด
ฉะนั้น เธอจะกลายเป็นผู้ที่มีมานะทิฐิและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองลำพองตน

ถ้าเธอยังไม่สามารถรวมดวงใจของเธอให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมชาติเจ้าแล้วไซร้
จงอย่าได้โอ้อวดถึงประสบการณ์ที่เธอได้รับจากการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านมาของเธอโดยเด็ดขาด
มิฉะนั้น มารจักได้ช่องทางที่จะหยุดยั้งความก้าวหน้าของเธอ

ถ้าเธอยังไม่สามารถเข้าถึงสภาวะธรรมอันอยู่เหนือถ้อยคำอธิบายแล้วไซร้
จงอย่าได้กล่าวโอ้อวดถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งของเธอ
มิฉะนั้น เธอจะกลับกลายเป็นบุคคลที่น่าสมเพชในแง่ที่ว่า
เป็นผู้ชอบแสดงความเป็นเจ้าของ
แต่ไม่เคยมีโอกาสจะได้บริโภคผลอันหอมหวานแห่งปฏิเวธธรรมเลย

ถ้าเธอยังมิได้เข้าถึงอาณาจักรแห่งความเป็นไปเอง
ที่ปราศจากการพากเพียรพยายามและความท้อถอย
จงอย่าได้ประกอบกรรมทั้งปวงโดยปราศจากสติควบคุมตนเองเป็นอันขาด
มิฉะนั้น สายโยงลูกตุ้มที่เธอเองเป็นผู้แกว่งมันไปรอบๆ จะร้อยรัดศีรษะของเธอเอง

อาตมาได้แสดงธรรมผ่านวจีสังขารของอาตมาจบลงแล้วในวันนี้
พวกเธอสมควรอย่างยิ่ง ที่จะได้สั่งสมอริทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ลงในดวงใจ
และทำความเข้าใจให้ได้โดยกระจ่าง เพื่อจักได้จารึกลงในดวงจิตของเธอทั้งหลายตลอดไป

ในท่ามกลางผู้ฟังธรรม เรชุงม่า เข้าใจความหมายของบทโศลกที่ท่านเพิ่งแสดงจบลงอย่างชัดเจนมาก เธอได้ลุกขึ้นยืนท่ามกลางญาติธรรม และกล่าวกับท่านมิลาเรปะว่า “เมื่อคำนึงถึงความตรัสรู้ของคุรุของดิฉัน ดิฉันไม่เคยเกิดความลังเลสงสัยใดๆเลย โปรดได้ฟังบทโศลกจากดิฉัน”

ขอกราบคารวะต่อวิสุทธิบุคคลทั้งปวง ณ เบื้องบาทของท่านอาจารย์ผู้เป็นดั่งบิดา
ดิฉันได้บังเกิดศรัทธาอันมั่นคงโดยไม่มีความลังเลสงสัยใดๆอีก

พระรัตนตรัยนั้นโดยแท้ที่จริงแล้วก็คืออมตภาวะแห่งความเป็นเอกสภาวะเดียว
ดิฉันไม่สามารถแบ่งแยกคุณค่าของดวงแก้วทั้งสามได้เลย
ในบรรดาคำสอนอันล้ำลึกแห่งเสียงกระซิบในภายในที่ถ่ายทอดต่อๆกันมา
ซึ่งมอบให้โดยคุรุของดิฉัน
ย่อมปราศจากคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระใดๆ
ในการปฏิบัติบำเพ็ญตามแนวทางของท่านอาจารย์นั้น ย่อมนำพาไปสู่การล่วงพ้นกาลเวลา

ปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น มีธรรมชาติแห่งความเป็นมายา ไม่ผิดอะไรกับวิทยากล
ดิฉันย่อมไม่ยึดมั่นผูกพันในรูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงแม้เพียงชั่วขณะเดียว
ดิฉันย่อมไม่ผูกพันยึดมั่นด้วยสามัญสำนึกที่สังขารขึ้นด้วยอวิชชา

ธรรมชาติของจิตเดิมแท้อันประภัสสร
ย่อมปราศจากความคิดที่หลั่งไหล อันเกิดแต่อวิชชาสังขารปะปนเข้ามา
ในความเป็นจริงอย่างถึงที่สุดของสิ่งทั้งปวง ย่อมปราศจากทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ
ในธรรมชาติแห่งแก่นสารสาระของดวงจิต
ย่อมปราศจากผืนแผ่นดินที่สัญชาติญาณอันเกิดแต่อวิชชาจะงอกเงยขึ้นมา

ธรรมชาติของจิตคือธรรมกาย มันย่อมไม่ผันแปรไปด้วยอิทธิพลของรูปธรรมใดๆ
มันย่อมเป็นอิสระจากเหตุผลตามแบบของตรรกวิทยาทั้งปวง

สรีระกายของผู้คนเป็นที่ประชุมแห่งความเกิด แก่ เจ็บ และตาย
ดังนั้นจึงไม่เป็นการสมควร ที่เรายังคงเอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งกับมิตรสหายร่วมโลกของเราอยู่อีก

เราควรได้ถือเอาการประสบเคราะห์กรรม มาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ดำเนินสู่ความสละปล่อยวาง
ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องห่วงใยกับโชคชะตาอีกต่อไป

ความฝันย่อมเป็นเพียงความติดยึดในกมลสันดานที่ฟุ้งกระจายออกมาเท่านั้น
บุคคลไม่ควรใส่ใจในมัน

จงได้ให้อภัยต่อศัตรูของท่าน เพราะโดยแท้ที่จริงแล้วเขาคือครูของท่านทั้งหลาย
ดังนั้น จงอย่าได้สั่งสมพยาบาทวิตกไว้ในดวงใจของท่านทั้งหลาย เนื่องด้วยบุคคลผู้เป็นศัตรูเลย

จงอย่าได้คาดเดาถึงจริตนิสัยของวิสุทธิบุคคลโดยเด็ดขาด
ความสว่างไสวในภายในที่สมบูรณ์ด้วยสติ คือพุทธภาวะอันเป็นเอกสภาวะเดียว
ย่อมหมายถึงอสังขตธรรม ซึ่งดำรงอยู่นิรันดร
เมื่อตระหนักชัดอยู่ดังนี้แล้วไซร้ จงอย่าได้ค้นหาวิสุทธิบุคคลในที่อื่นใดอีกเลย

ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ขอได้โปรดเมตตาพวกเราทุกคน
ขอท่านจงได้จดจำศิษย์ผู้โง่เขลาคนนี้ไว้ด้วยความกรุณา

ท่านมิลาเรปะมีความยินดีมาก ท่านได้อบรมแนะนำอย่างล้ำลึกแก่ เรชุงม่า โดยไม่ได้สงวนสิ่งใดไว้เลย
ท่านมิลาเรปะบอกท่านเรชุงปะว่า “เธอสั่งสอนสานุศิษย์ได้ดีมาก เธอสมควรได้ดูแล เรชุงม่า” จากนั้นท่านมอบหมายให้เรชุงปะเป็นผู้ดูแลเรชุงม่า ต่อมาเรชุงม่าได้ไปบำเพ็ญสมาธิภาวนาที่ เสโมโด แห่งนัมโซชูโม ทางภาคเหนือ เธอได้ปฏิบัติบำเพ็ญในสถานที่อันสงบสงัดอยู่แปดปีเต็มจึงบรรลุธรรม และกลายเป็นสานุศิษย์ที่เป็นเพศหญิงผู้มีภูมิธรรมชั้นเลิศ ซึ่งมีอยู่เพียงสี่คนในบรรดาสาวกเพศหญิงของท่าน มิลาเรปะ

นี้คือตำนานเรื่องราวที่ท่านมิลาเรปะพบกับเรชุงม่า หนึ่งในสี่สานุศิษย์เพศหญิง ที่ห้าทะเลสาบน้อย แห่ง โจโร ดริทสาม

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook