Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

แสดงอภิญญาจูงใจคน

 ขอน้อมคารวะต่อคณาจารย์ทั้งปวง

ท่านมิลาเรปะ ได้เข้าไปเยือนวิหารแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยพระอลัชชีที่เป็นศัตรูของท่านชุมนุมกันอยู่หลายรูป เขาพากันจาบจ้วงว่าท่านมิลาเรปะเป็นพวกลัทธิขาดสูญชนิดไม่มีอะไรเลย แม้ท่านมิลาเรปะจะได้รับการทัดทานจากบรรดาสานุศิษย์ของท่านมิให้ไปยังสถานที่นั้น เพียงแค่การได้เห็นท่านมิลาเรปะ มายืนอยู่หน้าประตูวิหาร พระอลัชชีเหล่านั้นก็กรูกันมากลุ้มรุมทำร้ายท่าน ลากท่านเข้าไปในวิหาร และมัดท่านไว้ติดกับเสา แต่หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ท่านมิลาเรปะก็ออกมาปรากฏกายข้างนอกวิหารอีกครั้งหนึ่ง พวกพระอลัชชีเหล่านั้นก็กรูกันมากลุ้มรุมทำร้ายท่าน และลากท่านเข้าไปในวิหารอีกครั้งหนึ่ง และทำทารุณกรรมต่อท่านต่างๆนาๆ ท่านมิลาเรปะ ได้แสดงอภิญญาเหนือมนุษย์ของท่านให้ภิกษุอลัชชีได้เห็นกันทั่วหน้า โดยอยู่นิ่งเหมือนรูปจำลอง และพวกพระอลัชชีก็ไม่สามารถทำให้ท่านเคลื่อนไหวได้แม้แต่ปลายนิ้ว บางคนเริ่มขอร้องให้ท่านออกไปเสีย ขณะที่คนอื่นๆ พากันถามว่า “เมื่อเรากักขังท่านไว้ข้างในวิหาร ท่านกลับไปปรากฏกายข้างนอก เมื่อเราอยากดันท่านออกไปข้างนอก ท่านกลับนิ่งอยู่ข้างใน มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกันครับ?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมาเป็นพวกลัทธิไม่มีอะไร ดังนั้นถ้าอาตมาถูกฆ่า อาตมาย่อมไม่เป็นไร ถ้าอาตมาถูกเฆี่ยนตี อาตมาย่อมไม่เป็นทุกข์กับอะไร เมื่ออาตมาถูกกักขังไว้ในวิหารหรือถูกดันออกไป อาตมายังคงไม่มีอะไร เพราะว่าอาตมายึดกับความไม่มีอะไรทั้งสังสารวัฏและพระนิพพาน ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า อาตมาสามารถทำสิ่งทั้งหลายนี้ได้”
ภิกษุชรารูปหนึ่งถึงกลับกล่าวขอขมา ที่มิได้ล่วงรู้ว่าท่านเป็นสมณะผู้บรรลุธรรม ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่าท่านไม่อาจทราบได้ ว่าท่านเป็นผู้บรรลุธรรมตามที่กล่าวหรือไม่ แต่สิ่งที่ท่านได้ประสบในวันนี้คือความหยิ่งผยองลำพองตนในหมู่กลุ่มของพระภิกษุที่วิหารแห่งนี้ ซึ่งมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง เพราะจักนำพาให้ตกจมลงไปยังก้นบึ้งของสังสารวัฏ ภิกษุชรายังแสดงความเชื่อมั่นว่าท่านเป็นสมณะผู้บรรลุธรรม และได้ถามถึงเหตุผลที่ท่านมายังสถานที่แห่งนี้
ท่านมิลาเรปะได้ตอบว่า เช่นเดียวกับความโปร่งใส ของผลึกแก้วแห่งดวงจิตของสัมภเวสี
ไม่มีสิ่งใดสามารถทำอันตรายอาตมาหรือขัดขวางอาตมาได้
ไม่มีสิ่งใดสามารถจับกุมอาตมาหรือปล่อยตัวอาตมา

ประหลาดโดดเด่นเหมือนดาวตก
ในวันนี้ อาตมามิลาเรปะ ปฏิบัติภาระกิจอย่างน่าพิศวง เพื่อกลับใจผู้ที่ไร้ศรัทธา
อาตมาย่อมไม่แสดงพลังอำนาจมากไปกว่านี้
เพราะอาตมาแน่ใจแล้วว่า ความไม่ศรัทธาและความหลงผิด ได้ถูกทำลายลงแล้ว

พระบางรูปกล่าวว่า “มันช่างน่าอัศจรรย์มาก แต่ทำไมท่านจึงกล่าวว่า ท่านจะไม่แสดงพลังอำนาจมากไปกว่านี้?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “มีอยู่สามโอกาสเท่านั้น ซึ่งอิทธิปาฏิหาริย์ควรถูกแสดง”

เพื่อกลับใจผู้ไร้ศรัทธา
เพื่อความช่ำชองในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
และเพื่อบ่งชี้ถึงการตรัสรู้
อิทธิปาฏิหาริย์และความน่าอัศจรรย์จึงถูกแสดง
ในเวลาอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ มันควรถูกปกปิดเอาไว้
นี้เป็นคำบัญชาของคุรุของอาตมา

พระภิกษุกล่าวว่า “ด้วยความเข้าใจต่อวิถีแห่งการปรากฏของความว่างเปล่าเช่นนั้น บุคคลย่อมสามารถเรียนรู้คำสอนของพุทธศาสนาได้อย่างง่ายดายและเบิกบานใจ” ท่านมิลาเรปะได้ตักเตือนว่าชีวิตของนักบวชต้องไม่มีมานะถือดี ถึงแม้ว่าจะได้เรียนรู้มากมายเพียงใดก็ตาม จากนั้นท่านแสดงบทโศลกว่า

ความผูกพันติดยึดที่มีต่อบรรดาวงศาคณาญาติย่อมสิ้นสุดลง
ในบุคคลซึ่งได้ตระหนักชัดว่า
สรรพสิ่งมีธรรมชาติเป็นเอกสภาวะเดียว ไม่อาจถูกกำหนดหมายแบ่งแยกคุณค่าออกเป็นคู่ๆได้
เขาย่อมเหมาะสมที่จะเป็นผู้หลุดพ้นจากตัณหาอุปาทานทั้งมวล

ความผูกพันติดยึดที่มีต่อการกำหนดหมายแบ่งแยกว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ย่อมสิ้นสุดลง
ในบุคคลซึ่งได้ตระหนักชัดถึงธรรมชาติของสัมมาญาณทัสนะวิเศษ
ซึ่งอยู่เหนือการนึกคิดวิตกวิจารณ์ทั้งมวล
เขาย่อมเหมาะสมที่จะเป็นผู้อยู่เหนืออิทธิพลของสุขเวทนาและทุกขเวทนา
อันก่อให้เกิดความรักความชังซึ่งนำไปสู่กิเลสตัณหานานับประการ

ความผูกพันติดยึดที่มีต่อการปฏิบัติบำเพ็ญย่อมสิ้นสุดลง
ในบุคคลซึ่งได้ตระหนักชัดถึงธรรมชาติ ของการที่ไม่ต้องนึกคิดและ การดับแห่งวิญญาณรับรู้ด้วยอวิชชา
เขาย่อมเหมาะสมที่จะเป็นผู้อยู่เหนืออิทธิพลของการได้มาหรือการสูญเสียไป

ความผูกพันติดยึดที่มีต่อสมาธินิมิตย่อมสิ้นสุดลง
ในบุคคลซึ่งได้ตระหนักชัดต่อธรรมชาติของกายทั้งสามแห่งพุทธะภายในตนเอง
เขาย่อมเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปล่อยวางคำสอน ชนิดที่เป็นเพียงการจินตนาการนึกคิดลงได้

ความผูกพันติดยึดที่มีต่อการพากเพียรแสวงหาพระโพธิญาณย่อมสิ้นสุดลง
ในบุคคลซึ่งได้ตระหนักชัดต่อการงอกงามของเมล็ดพันธุ์แห่งการตรัสรู้ ซึ่งดำเนินไปเองในภายใน
เขาย่อมเหมาะสมที่จะเป็นผู้อยู่เหนือการลูบคลำศีลพรตอย่างโง่เขลา

ความผูกพันติดยึดที่มีต่อถ้อยคำและวจีกรรมทั้งปวงย่อมสิ้นสุดลง
ในบุคคลซึ่งได้ตระหนักชัดต่อคำสอนชนิดที่เป็นเสียงกระซิบในภายใน
เขาย่อมเหมาะสมที่จะเป็นผู้อยู่เหนืออิทธิพลของการศึกษา
ชนิดที่ก่อให้เกิดความหยิ่งผยองลำพองตน

ความผูกพันติดยึดที่มีต่อคัมภีร์ชนิดที่เขียนด้วยหมึกสีดำทั้งปวงย่อมสิ้นสุดลง
ในบุคคลซึ่งได้ตระหนักชัดว่า สรรพสิ่งคือคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์
เขาย่อมเหมาะสมที่จะไม่ต้องพึ่งพาตำรับตำราใดๆอีกต่อไป

จากนั้นพระภิกษุรูปอื่นได้กล่าวขึ้นบ้างว่า “ก่อนที่บุคคลจะบรรลุถึงพุทธภาวะ บุคคลย่อมต้องเผชิญอุปสรรค ความเบี่ยงเบน และความลังเลสงสัย มากมาย มันจึงดูไม่น่าจะเป็นข้อแนะนำที่ดีไปได้ ที่จะละทิ้งพระธรรมคำสอนในพุทธศาสนา” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า

บุคคลผู้ซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่า ความยุ่งยากทั้งมวลนั้น
ล้วนเกิดมาแต่จิตที่เต็มไปด้วยอวิชชา
และเขาถูกโน้มน้าวว่า ในความจริงแท้ขั้นสูงสุด ย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่ามีการดำรงอยู่ของอะไร
บุคคลเช่นนี้ย่อมสามารถระงับความเพียรที่จัดจ้านลงเสียได้
และย่อมเข้าถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุขแห่งอสังขตธรรมอันเป็นอมตะ

บุคคลผู้ซึ่งสามารถตระหนักชัดต่อปรมัตถสภาวะธรรม
ย่อมไม่กำหนดแบ่งแยกธรรมทั้งปวง
เขาย่อมได้รับประสบการณ์ในการขจัดอวิชชาสังขารอย่างสุขสงบยิ่ง

เมื่อบุคคลได้ตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งความไม่ดับสูญ
ความหวังและความหวาดหวั่นทุกข์ทรมานในดวงใจของเขาย่อมไม่บังเกิดขึ้นอีกต่อไป
เขาย่อมสามารถขจัดความยุ่งยากทั้งมวลลงได้อย่างผาสุกยิ่ง

ด้วยมีอวิชชาสังขารเป็นแดนเกิด บุคคลย่อมเวียนว่ายไปในวัฏฏะสงสาร
แต่ด้วยคำสอนอันลึกซึ้งแห่งวิสุทธิบุคคล
บุคคลย่อมถูกปลดปล่อยจากอิทธิพลของตัณหาอุปาทาน
นี้คือคุณวิเศษสูงสุดในพระอริยะสงฆ์

ปรัชญาทั่วๆไปนั้น เป็นเพียงตรรกศาสตร์ที่เกิดแต่การนึกคิดคำนึงคำนวณเอา
แต่มันมีความหมายน้อยมากต่อการเอาชนะตัณหาราคะ
จงพยายามขจัดอุปาทานในตัวตนลงให้ได้เถิด พระคุณเจ้าและผู้คงแก่เรียนที่รักทั้งหลาย

ในอาณาจักรแห่งการบรรลุธรรม บุคคลย่อมไม่เห็นความแตกต่างของความรู้หรือความไม่รู้
โอ้พุทธสาวกทั้งปวง จงอย่าพยายามขจัดสังสารวัฏ แต่จงสงบระงับโดยไม่ต้องพยายามอย่างง่ายๆ
จากนั้นด้วยสุญตภาวะอันเป็นอนันตภาพ เธอจะพบสัจธรรมในตัวของเธอเอง
นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

บรรดาพระภิกษุทุกรูป ต่างพากันเลื่อมใสศรัทธาในท่านมิลาเรปะ ภิกษุชื่อไลกอชารู ได้รับการสั่งสอนอบรมอย่างลึกซึ้งจากท่าน มิลาเรปะ ต่อมาภายหลังท่านได้รับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเพิ่มพูนขึ้นมากมาย ท่านไลกอชารูได้ดำริว่า “ถ้าท่านอาจารย์ผู้มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ แสดงตัวท่านให้โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางผู้คน บรรดาผู้คงแก่เรียนแห่ง วู และ ซาง คงต้องมาหาท่าน ท่านมิลาเรปะย่อมมีชื่อเสียงและสามารถเผยแพร่ธรรมให้กว้างไกลออกไปมากกว่าเดิม” เมื่อท่านเสนอความคิดของท่านกับท่านมิลาเรปะ ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมาทำตามขอบเขตที่คุรุของอาตมามีบัญชา อาตมาไม่ทำอะไรนอกเหนือจากนั้น พวกที่ชอบยุ่งเกี่ยวกับสังคมแบบโลกๆ มากเกินไป อาจทำตามที่พวกเขาชอบใจ แต่อาตมาไม่สนใจกับแผนการเช่นนี้ จงฟังอาตมา”

อาตมาขอน้อมเศียรเกล้ากราบลง ณ เบื้องบาทท่านอาจารย์ มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม

ด้วยการตระหนักชัดว่า ชื่อเสียงเกียรติคุณนั้นเป็นเพียงมายาดุจเดียวกับเสียงสะท้อนอันว่างเปล่า
อาตมาจึงละเลิกจากการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แบบโยคี
อาตมาละเลิกจากการต้องคอยตรวจตราระวังรักษา และการตระเตรียมทั้งปวงลง
ไม่ว่าความศรัทธาที่มีต่ออาตมาจะเป็นเช่นไรก็ตาม
อาตมาย่อมผาสุกและอิ่มอุดมอยู่เสมอ

ด้วยการตระหนักชัดว่าสรรพสิ่งเป็นเพียงภาพลวงตา อาตมาจึงไม่ครอบครองสิ่งใดๆ
ความมั่งคั่งที่ได้มาด้วยการต่อสู้แย่งชิงอย่างโกลาหลนั้น อาตมาย่อมไม่ปรารถนาแม้เพียงน้อยนิด
ไม่ว่าความสำคัญในตัวอาตมาหรืออำนาจวาสนาจะเป็นเช่นไรก็ตาม
อาตมาย่อมผาสุกและอิ่มอุดมอยู่เสมอ

ด้วยการตระหนักชัดว่า บรรดาข้าทาสบริวารนั้น เป็นดังภาพหลอน
อาตมาจึงออกจาริกธุดงค์ไปได้อย่างเสรี โดยไม่ผูกพันกับผู้คน
ผิดกับบรรดาสมมุติสงฆ์ที่ผูกร้อยตนเองให้ติดตรึงอยู่กับความวิตกกังวลด้วยดวงใจที่ดิ้นทุรน
ไม่ว่าสถานภาพของอาตมาจะเป็นเช่นไรก็ตาม
อาตมาย่อมผาสุกและอิ่มอุดมอยู่เสมอ

ด้วยการตระหนักชัดว่าตัณหาราคะและความทุกข์ระทมนั้นคือสิ่งเดียวกัน ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้
อาตมาจึงตัดโซ่ตรวนแห่งความรักและความชัง อันก่อให้เกิดตัณหาราคะลงโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าจะมีผู้ร่วมดำเนินไปในมรรคาเดียวกับอาตมาหรือไม่ก็ตาม
อาตมาย่อมผาสุกและอิ่มอุดมอยู่เสมอ

ธรรมชาติแท้จริงของสิ่งทั้งปวง ย่อมอยู่เหนือถ้อยคำใดๆจะอธิบายได้
การติดยึดอยู่กับคัมภีร์หรือข้อวัตรอันเป็นเงื่อนไขใดๆก็ตาม ย่อมนำมาแต่เพียงความยุ่งยากเสมอ
ด้วยการปลดปล่อยตนเองจากความเป็นผู้รู้หรือความรู้
ไม่ว่าอาตมาจะเป็นอะไรหรืออยู่ ณ สถานที่ใด
อาตมาย่อมผาสุกและอิ่มอุดมอยู่เสมอ

ในแสงสว่างใสอันยิ่งของดวงจิตเอง
อาตมามองไม่เห็นมลทินหมองมัวใดๆ อันเกิดจากบรรดาความคิดที่หลั่งไหล
ด้วยการสละคืนบรรดาเหตุผลและการกำหนดหมายทั้งปวง
ถ้อยคำอะไรก็ตามที่อาตมาได้ยินหรือกล่าวแสดง
อาตมาย่อมผาสุกและอิ่มอุดมอยู่เสมอ

ท่านไลกอชาลูกล่าวว่า “สำหรับท่านอาจารย์ แน่นอนว่านี้เป็นการเพียงพอแล้ว แต่กระผมขออาราธนาสำหรับการแสวงหาของสรรพชีวิตที่ต่ำต้อยและการเผยแพร่คำสอนของกายูบา” ท่าน มิลาเรปะตอบว่า “ตั้งแต่แรกเริ่ม อาตมาปฏิญาณอย่างหนักแน่นว่าจะใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ อาตมาได้ทำตามคำปฏิญาณจนถึงบัดนี้ และอาตมาจะทำเช่นเดียวกันในอนาคต อาตมาแน่ใจว่า ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้ อาตมาสามารถบำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพชีวิต และรับใช้พระธรรมได้เป็นอย่างดี” พระภิกษุถามว่า “ท่านได้ปฏิญาณอะไรไว้?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมาหวังว่าเธอ ผู้เป็นศิษย์ ย่อมทำอะไรที่เหมือนๆกัน” ท่านได้แสดงบทโศลกว่า
มันเป็นเพราะความหวาดกลัวต่อสังสารวัฏประกอบกับความเมตตาของคุรุ
อาตมาจึงได้กล่าวปฏิญาณอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจักไม่แสวงหาสิ่งใดในโลกภายนอก
ก่อนแต่ที่อาตมาจะได้ลิ้มรสแห่งพระธรรมอันเป็นเลิศยอดกว่ารสทั้งปวง

อาตมาได้ปฏิญาณว่าจักไม่แสวงหากักตุนเครื่องบริโภคใดๆสำหรับตนเอง
ก่อนแต่ที่จะได้ปฏิบัติตามบัญชาของท่านอาจารย์

อาตมาได้กล่าวปฏิญาณว่าจักไม่อวดถึงคุณวิเศษอันเป็นอุตริมนุษย์ธรรม
ก่อนแต่ที่จะได้ปฏิบัติบำเพ็ญตามสัมมาอริยมรรคอย่างชำนิชำนาญแล้ว

อาตมาได้กล่าวปฏิญาณว่าจะไม่ยกตนเสมอกับพระศาสดาในทุกกาลสถาน
ตามข้อตักเตือนของท่าน นาโรปะ

อาตมาได้ปฏิญาณว่า จักไม่ปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งหวังประโยชน์แก่อัตตาตัวตน
นี้เป็นคำสัตย์สาบานที่บังเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งอาตมาเพิ่งแรกเริ่มแสวงหาทางดำเนินสู่พระโพธิญาณ
อาตมาได้ปฏิญาณว่าจักไม่เปิดเผยคำสอนที่ท่านอาจารย์ มาระปะ นิยมปฏิบัติอย่างเร้นลับ
ในการออกเผยแพร่ศาสนธรรมของอาตมาทั่วทิเบต

เพื่อเป็นการน้อมบูชาแด่ท่านอาจารย์ การลงมือปฏิบัติธรรมในทันทีทันใด ย่อมเป็นการบูชาอันสูงสุด
อาตมาย่อมแน่ใจว่าการบูชาอื่นใดนั้น ไม่สามารถนำความปลาบปลื้มใจมาสู่ท่านอาจารย์ได้เลย

ท่านไลกอชาลู ได้ทำตามตัวอย่างจากคุรุ และกลายเป็นศิษย์ใกล้ชิดท่านมิลาเรปะองค์หนึ่ง ถูกรู้จักในนาม ไลกอชาลูวา

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com