Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

มณฑล รักม่า

ในสมัยที่ท่านมิลาเรปะตั้งใจจะเดินทางออกจาก ลินบา ไปยัง ริโวบันบา เพื่อปฏิบัติบำเพ็ญสมาธิภาวนา โยมอุปปัฏฐากของท่านได้บอกกับท่านว่า “ใกล้กับ ริโวบันบา มีวิหารที่พำนักได้อย่างสุขสบาย เราขอนิมนต์ให้ท่านพำนักอยู่ ณ ที่นั้น สำหรับ ริโวบันบา พวกเรามีข้อมูลน้อยมาก ในช่วงแรกๆขอให้ท่านพักที่วิหารก่อน ขณะที่ท่านพักอยู่ที่วิหาร เราจะส่งคนล่วงหน้าออกไปสำรวจ ริโวบันบา เพื่อมารายงานให้ท่านทราบ”
ท่านมิลาเรปะดำริกับตนเองว่า “อาตมาจะไปพักที่วิหารสักระยะหนึ่ง จากนั้นจึงไปยัง ริโวบันบา” ท่านจึงได้กล่าวตอบไปว่า “อาตมาไม่ต้องการข้อมูลแนะนำใดๆจากพวกท่าน อาตมาสามารถหาแนวทางได้ด้วยตนเอง” เมื่อโยมอุปปัฏฐากถามว่า “พระคุณเจ้ามีผู้ชี้ทางให้แล้วหรือ?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “มีแล้ว” พวกเขาจึงถามท่านว่า “เขาเป็นใครกันนะ? บอกพวกเราด้วยว่าคนที่จะเป็นผู้ชี้ทางให้ท่านคือผู้ใด” ท่านมิลาเรปะจึงกล่าวตอบว่า
ท่านอาจารย์ผู้สามารถขจัดปัดเป่าความมืดบอดแห่งอวิชชาออกไปได้
คือผู้ชี้แนะเส้นทางดำเนิน
สามารถปกป้องจากความหนาวเย็นและอบร้อนได้ คือผ้าฝ้ายบางๆที่อาตมาสวมใส่เป็นประจำ
การละเลิกใช้ผ้าขนสัตว์ คือผู้ชี้แนะเส้นทางดำเนิน

โยคะแห่งการอัญเชิญเทพเจ้า โยคะแห่งการเป็นเอกภาพกับเทพเจ้า และโยคะแห่งการจำแลงกาย
ซึ่งสอดแทรกเข้าในมายาภาพแห่งสัมภเวสี คือบรรดาผู้ชี้แนะเส้นทางดำเนิน

สามารถแสดงเส้นทางทั้งหลายทั้งปวงได้ ตลอดทั่วทุกดินแดน
การรวมพลังจิตและปราณที่สมบูรณ์ คือผู้ชี้แนะเส้นทางดำเนิน

การปลดปล่อยอุปาทานยึดมั่นว่ามีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จนสามารถอุทิศชีวิตได้
คือผู้ชี้แนะเส้นทางดำเนิน

ความวิริยะอุตสาหะและการเป็นอยู่อย่างสันโดษ อันจะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง คือผู้ชี้แนะเส้นทางดำเนิน การประกอบพร้อมไปด้วยผู้ชี้แนะเส้นทางดำเนินทั้งหกขณะที่สถิตอยู่ในสุญญตวิหาร ย่อมทำให้อาตมาผาสุกสงบยิ่งนัก ท่านมิลาเรปะได้จาริกธุดงค์มาถึงตอนบนของ รักม่า ซึ่งสถานที่นี้ ต่อมาภายหลังได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น จองชับซอง มีความหมายว่าเป็นสุญตวิหาร ท่านมิลาเรปะ ใช้เวลาส่วนใหญ่เพ่งพิจารณาธรรมชาติของอนิจจัง โดยอาศัยการไหลรินของแม่น้ำลำธารเป็นอารมณ์แห่งสมาธิจิต ดึกสงัดของคืนวันหนึ่ง ได้เกิดเสียงอึกกระทึกครึกโครมมาก โดยเสียงดังมาจากทุกทิศทุกทาง ท่านแผ่เมตตาจิตอันไม่มีประมาณออกไปอย่างไม่จำกัดขอบเขต ท่านได้แลเห็นภาพนิมิตของโลกและสวรรค์กำลังตกอยู่ในทะเลเพลิงแดงฉาน ดูเหมือนว่าเป็นการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ของบรรดาอมนุษย์ ด้วยอาศัยภาพหลอนของปีศาจมากมาย เหล่าอมนุษย์พากันทำร้ายท่านมิลาเรปะ ด้วยอาวุธหลากหลายรูปแบบ ท่านดำริว่า “ช่างน่าสงสารจริงหนอ นมนานมากจนจำไม่ได้จวบถึงปัจจุบัน พวกอมนุษย์ อาชามา ได้ฝึกฝนพลังชั่วร้าย ในภพภูมิทั้งหก ดังนั้นจึงกลายมาเป็นปีศาจผู้หิวโหย โบยบินไปในท้องฟ้า ด้วยความคิดอันชั่วร้าย และเจตนาอันเลวทราม มันได้ทำร้ายสรรพชีวิตเป็นอันมาก ด้วยอกุศลกรรมเช่นนี้ มันจึงไม่มีหนทางเลือก นอกจากต้องตกนรกในชีวิตเบื้องหน้า” ด้วยความเมตตาอันไม่มีประมาณ ท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลกธรรมว่า ขอคารวะแด่ท่านอาจารย์มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
ท่ามกลางแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งเป็นดังนิมิตหมายแห่งความเมตตากรุณาของท่านอาจารย์
ละอองน้ำจากทุกสารทิศ พัดพามาเกาะรวมตัวกันเป็นหมู่เมฆแห่งความปราณี
รายล้อมเข้ามาทุกทิศทุกทาง
ผลักไสดุนดัน ให้หยาดพิรุณแห่งความปิติปราโมทย์ โปรยปรายลงมาชุ่มฉ่ำ
ข้าวสาลีอันเปรียบได้กับบรรดาสานุศิษย์ของท่าน แตกรวงหนาแน่นเพิ่มมากขึ้น
เพื่อประโยชน์สุขของสรรพชีวิตที่มากมายดังห้วงอวกาศที่ไม่อาจคำณวนปริมาณได้
อาตมาขอน้อมจิตระลึกถึงสภาพยิ่งกว่าสุขแห่งพระนิพพาน ที่ท่านอาจารย์ได้บรรลุแล้ว

อมนุษย์ทั้งหลายที่รายล้อมอาตมาอยู่ ณ บัดนี้ ท่านเป็นพวกที่ท่องเที่ยวอยู่ในอากาศ
ด้วยอิทธิพลผลักไสของวิบากกรรม
ท่านจึงถือกำเนิดในภพภูมิของเปรตผู้หิวกระหายและเหน็ดเหนื่อยอยู่กับการแสวงหาอันไม่จบสิ้น
การประทุษร้ายต่อผู้คน ย่อมก่อวิบากผลให้พวกเจ้าดำเนินสู่นรกอเวจีในชีวิตข้างหน้า
อาตมากำลังแสดงสัจจะแห่งกรรม จงได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ในถ้อยคำที่เต็มไปด้วยสาระนี้

อาตมาคือนิมิตหมายแห่งบุตรของ กายูลามะ
ความสุจริตซื่อตรงงอกงามขึ้นภายในดวงใจของอาตมา
อาตมาศึกษาในพระธรรมคำสอน และหยั่งรู้ถึงกฎแห่งกรรมและวิบากผลของมัน
อาตมาสำรวมอินทรีย์ด้วยความวิริยะอุตสาหะและทรหดอดทน
อาตมาได้เห็นแจ้งต่อธรรมชาติอันแท้จริงของดวงจิต

อาตมาได้หยั่งรู้ว่ารูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพียงภาพลวงตา
อาตมาจึงสามารถขจัดอุปาทานที่หลงเข้าใจว่ามีตัวตนผู้กระทำและผู้ถูกกระทำในสังสารวัฏลงได้
อาตมาได้เข้าถึงพุทธภาวะอันเป็นสภาพอมตะซึ่งปราศจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
จึงปราศจากการเปลี่ยนแปลงตลอดกาลนิรันดร

พวกเจ้าจะสามารถทำร้ายอาตมาผู้เข้าถึงโลกุตรธรรมอันอยู่เหนือโลกได้อย่างไร
การกระทำอันชั่วร้ายและเจตนาอันเลวทรามของพวกเจ้า
ย่อมทำให้พวกเจ้าเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แต่ก็ไม่สามารถทำอันตรายต่ออาตมาได้

พวกเจ้าต้องรู้ไว้ว่า ดวงจิตเป็นแหล่งกำเนิดของความชิงชัง
ถึงแม้พวกเจ้าจะได้รวบรวมพลังอำนาจจากนรกและสวรรค์ทุกชั้นมาเพื่อต่อสู้กับอาตมา
มันก็ไม่อาจทำลายปรีชาญาณอันล้ำลึกในดวงใจของอาตมาลงไปได้

ปีศาจและอมนุษย์ที่รายล้อมอาตมาอยู่ ณ บัดนี้
อาวุธวิเศษของพวกเจ้าทั้งหมด ไม่อาจสามารถทำร้ายอาตมาได้
ความพยายามของพวกเจ้าที่กระทำลงไป ไร้ประโยชน์สิ้นเชิง
น่าเวทนาและเปลืองเปล่าเพียงใด ที่พวกเจ้าจะกลับไปโดยไม่สามารถทำร้ายอาตมา
จงได้แสดงพลังของพวกเจ้าออกมาให้ประจักษ์เถิด ปีศาจที่น่าสงสาร

ในกาลสถานนั้นเอง ท่านมิลาเรปะได้เข้าสู่สัมมาสมาธิบนตถตา ทำให้พวกอมนุษย์ที่รายล้อม พากันสำนึกผิดต่อหน้าท่าน และกลับกลายมาเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน พวกอมนุษย์พากันเคารพบูชาท่าน และก้มลงกราบท่านหลายครั้ง พร้อมทั้งกล่าวขึ้นว่า “พวกเราช่างโง่เขลาจริงๆ ที่ไม่ได้ล่วงรู้ว่าท่านเป็นสมณะผู้บรรลุธรรม จงได้โปรดอภัยในสิ่งที่พวกเราได้กระทำต่อท่าน ต่อแต่นี้ไป พวกเราจักอยู่ในโอวาทของท่าน ขอพระคุณเจ้าได้โปรดแสดงธรรมให้พวกเราฟัง เพื่อให้พวกเราได้มีสัมพันธภาพกับพระธรรมบ้าง”
ท่านมิลาเรปะได้กล่าวตอบว่า “ เพื่อให้เป็นไปตามที่พวกเจ้าอาราธนา อาตมาขอให้พวกเจ้า”
จงขจัดอกุศลธรรม
จงปฏิบัติในกุศลธรรม

พวกอมนุษย์พากันขานรับว่า “พวกเราจะปฏิบัติตาม” และได้พากันปฏิญาณอุทิศชีวิตจิตใจ ที่จะเชื่อฟังท่านตลอดไป จากนั้นทั้งหมดได้กลับคืนสู่ภพภูมิของตน ในท่ามกลางพวกอมนุษย์ มีอมนุษย์ตนหนึ่งนามว่า เซยิลาโม จาก ย่านแมง ส่วนอมนุษย์ตนอื่นๆ อยู่ประจำในถิ่นในย่าน ริโวบันบา ท่านมิลาเรปะดำริว่าพวกอมนุษย์ใน ริโวบันบา ได้ถูกกำหราบลงเรียบร้อยแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ท่าจะต้องไปบำเพ็ญสมาธิภาวนาที่นั่นอีกต่อไป ท่านจึงตกลงใจที่จะพำนักอยู่ ณ สถานที่บรรลุธรรม สักสองสามราตรี ด้วยความเบิกบานใจ ท่านมิลาเรปะกล่าวโศลกธรรมขึ้นว่า
ณ ที่นี้ อันเป็นสถานที่บรรลุธรรม
อาตมา มิลาเรปะ ผู้ดำเนินอยู่ในสัมมาอริยมรรค
อาตมาพร้อมด้วยโพธิจิต ปฏิบัติบำเพ็ญโยคะแห่งหฤทัยของโพธิจิต
อาตมาจะบรรลุถึงโพธิญาณที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้
อาตมาจะนำพาสรรพชีวิตที่เปรียบประดุจมารดาของอาตมา
เข้าไปสู่ร่มเงาแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ

วันหนึ่ง โยมอุปปัฏฐากได้เข้ามาในกุฏิของท่าน เขานำเอากองไม้ฟืนและแป้งสาลีมาถวายท่าน แต่โดยที่เขาใส่เสื้อกันหนาวหนาไม่พอ จึงรู้สึกหนาวมาก เขาได้กล่าวว่า “รักม่าเป็นดินแดนที่หนาวที่สุดในภาคใต้ และสถานที่แห่งนี้ หนาวเย็นมากที่สุดในรักม่า โยมขอถวายเสื้อขนสัตว์ให้กับพระคุณเจ้า ถ้าพระคุณเจ้าจะได้กรุณารับไว้” ท่านมิลาเรปะได้ถามโยมว่า “เธอชื่ออะไร?” เขาตอบว่าชื่อ “ลาบาชาวา” ท่านมิลาเรปะได้ชมว่า “เป็นชื่อที่ดีจริงๆ แม้ว่าอาตมาไม่ต้องการทั้งแป้งและเสื้อขนสัตว์ อาตมาก็ขออนุโมทนา อาตมาจะรับ แป้งไว้ตามความปรารถนาของคุณโยม แต่สำหรับเสื้อขนสัตว์ อาตมาขอมอบกลับคืนให้คุณโยมไป” จากนั้นท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลกธรรมว่า
เหมือนกับเด็กหลงทางที่กลับบ้านของตนเองไม่ถูก
ปุถุชนผู้เต็มไปด้วยความมืดบอดย่อมมีดวงใจที่ฟุ้งซ่านและทุกข์ทรมาน
ท่องเที่ยวเวียนวนอยู่ในภพภูมิทั้งหกอันเป็นมายา
ด้วยอิทธิพลแห่งกรรมและวิบากผลอันเป็นมายา
จึงเกิดอวิชชาสัมผัสต่อรูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนเป็นเพียงมายา
ซึ่งก่อให้เกิดความรักความชังอันนำไปสู่ตัณหาราคะ ที่ไม่มีวันจบสิ้นในดวงใจ

ทุกขเวทนาในรูปแบบของความหิว ทำให้ต้องมีการตระเตรียมอาหารไว้บริโภค
บางเวลาอาตมาทุ่มเทให้กับงานก่อสร้างบ้านเรือน
บางครั้งอาตมาบำเพ็ญทุกขกิริยาด้วยการกินก้อนกรวด
บางคราวอาตมาบริโภคอาหารแห่งสุญตาธรรม
บางเวลาอาตมาก็ไม่บริโภคอาหารใดๆเลย

ในยามกระหายอาตมาดื่มน้ำเพื่ออนุเคราะห์เรือนกายอันเป็นมายานี้
บางเวลาอาตมาอยู่กับความเร้นลับที่เป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตนของอาตมา
บ่อยครั้งทีเดียวที่อาตมาดับกระหายด้วยการดื่มน้ำอมฤตแห่งความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณ
บ่อยครั้งเหมือนกัน ที่อาตมาดื่มน้ำอมฤตอันวิเศษจากเทพธิดา

บางเวลาอาตมารู้สึกหนาวเย็น อาตมาจึงสวมใส่อาภรณ์ของท่อธารทั้งคู่แห่งพลังของเตโชธาตุ
ในเวลาอื่น พลังแห่งเตโชกสิณในภายในของอาตมาเป็นเครื่องนุ่งห่มอันวิเศษ

ในโอกาสอันเหมาะควร บางครั้ง อาตมาก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบของชีวิตนักบวชที่ยากลำบาก ลงบ้าง
ในเวลาซึ่งอาตมารู้สึกยินดีพอใจกับการมีกัลยาณมิตรแวดล้อมอาตมา
อาตมาก็มีชีวิตแวดล้อมอยู่ด้วยปรีชาญาณแห่งสัมมาสติ ซึ่งเป็นดุจดังกัลยาณมิตรของอาตมา

อาตมาปฏิบัติบำเพ็ญตามกุศลกรรมบถทั้งสิบ
อาตมาเข้าถึงความรู้แจ้งในปรมัตถสัจจะ และความสว่างไสวแห่งจิต

อาตมาสวมใส่อาภรณ์ที่ประดับตกแต่งด้วยอัญมณีแห่งความรู้แจ้งตระหนักชัด
อาตมาคือสมณะมิลาเรปะ ผู้ได้สมญานามว่าราชสีห์ในหมู่ผู้คน

อาตมาช่ำชองในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ที่เต็มไปด้วยสารประโยชน์และชัยชนะ
บนภูเขาหิมะ อาตมาปฏิบัติบำเพ็ญในสถานที่อันสงบสงัด
อาตมาคือนักบวชที่ได้บริโภคผลอันหอมหวานแห่งปฏิเวธธรรม
อาตมาคือสมณะมิลาเรปะ ผู้ซึ่งได้รับสมญานามว่าพยัคฆ์ที่เป็นใหญ่ ในหมู่ผู้คน

อาตมาได้ปลุกเร้าโพธิจิตขึ้นสามระดับ
อาตมาแย้มยิ้ม เมื่อได้บรรลุถึงความไม่แตกต่างกัน ของมัชฌิมาปฏิปทากับปรีชาญาณ
อาตมาพำนักอยู่ในหมู่พฤกษาแห่งหุบเขาสมุนไพร
และผลิตโภชนาหารที่เป็นทิพย์สำหรับสรรพชีวิต

อาตมาคือมิลาเรปะ พญาอินทรีย์ในหมู่ผู้คน
อาตมามีปีกทั้งคู่ อันทรงพละกำลังอย่างสมบูรณ์ด้วยอนุตรโยคะ
อาตมาบินทะยานสู่ฟากฟ้าแห่งเอกภาพของสองสัจจะธรรมแห่งตถตา
อาตมาหลับอย่างผาสุกในท้องถ้ำแห่งโลกุตรธรรมอันอยู่เหนือโลก
อาตมาได้บรรลุถึงประโยชน์ตนและผู้อื่น อาตมาคือมิลาเรปะ เอกบุรุษในหมู่ผู้คน

อาตมาคือบุคคลผู้เห็นแจ้งในธรรมชาติของรูป
อาตมาคือผู้ให้คำปรึกษาที่ดีที่สุด เพราะอาตมาเป็นสมณะที่ไม่ต้องอ้างอิงถึงสิ่งอื่นใด

อาตมาคือบุรุษที่ไม่เคยวิตกกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อาตมาเป็นชายขอทานที่ไม่มีอาหาร อาตมาเป็นฤาษีเปลือยที่ไม่มีเสื้อผ้า
อาตมาคือชายขอทานที่ไม่เคยคำนึงถึงอัญมณี
อาตมาไม่มีบ้านจะซุกหัวนอน
อาตมาเป็นบุรุษที่ไม่เคยคำนึงถึงวัตถุปัจจัยภายนอก
อาตมาเป็นปรมาจารย์แห่งบรรดาวิถีของการบำเพ็ญโยคะทั้งหลาย

ดุจดังชายวิกลจริต อาตมาผาสุกเสมอแม้เมื่อมรณะกาลมาเยือน
อาตมาไม่ได้ครอบครองอะไร และไม่ต้องการสิ่งใดๆ

บุคคลที่ตั้งความปรารถนา ในโภคทรัพย์
ย่อมถูกชักนำไปสู่ความขัดเคืองและยังทำให้ร้อนรุ่มด้วยความริษยา
อันเป็นทางดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด

สำหรับนักบวช มันช่างเป็นความสวยสดงดงามและน่าชื่นใจจริงหนอ
ที่มีดวงจิตซึ่งเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาและพรชัยแห่งความเป็นกัลยาณมิตร
ขอให้การบริจาคทาน จงได้เป็นพฤติกรรมของคุณโยมตลอดไป

อาตมาขอให้คุณโยมจงผาสุกและรุ่งเรืองไพบูลย์
อาตมาขอให้คุณโยมจงมีสุขภาพพลานามัยอันดี มีจิตใจแจ่มใส และมีอายุไขที่ยืนยาว
ขอให้คุณโยมได้บังเกิดในวิสุทธิภูมิแห่งพระพุทธะได้หรือไม่หนอ
ณ ที่นั้นคุณโยมจักได้ปฏิบัติธรรม
และแล้วในที่สุด คุณโยมจักสละอุทิศตน เพื่อประโยชน์สุขของสรรพชีวิตทั้งปวงได้หรือไม่หนอ
ความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ได้บังเกิดขึ้นในหัวใจของชายผู้นี้ เขาได้กล่าวว่า “เพราะท่านเป็นสมณะผู้บรรลุธรรม ท่านจึงสามารถเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ ท่านพำนักอยู่ ณ สถานที่นี้เพียงเพื่อประโยชน์สุขของพวกเราคนบาป ขอจงได้เมตตารับไทยทานของโยมด้วยเถิด” หลังจากนั้น ชายผู้นี้ได้แวะเวียนมาปรนนิบัติและถวายจตุปัจจัยแก่ท่านอยู่เนืองๆ
วันหนึ่งชาวบ้านจากรักม่ามากราบนมัสการท่าน และถามท่านว่า “ท่านชอบสถานที่นี้หรือไม่? ท่านมีความผาสุกที่จะพำนักอยู่ต่อไปในสถานที่นี้หรือไม่” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อาตมามีความผาสุกและก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมมาก” ชาวบ้านได้ถามถึงเหตุผลที่ท่านชอบสถานที่นี้ ท่านมิลาเรปะได้กล่าวตอบว่า

ณ อารามแห่งความหลุดพ้นซึ่งสงบสงัดและเต็มไปด้วยความอิสรเสรี
ปวงเทพยดาสถิตอยู่เหนือขึ้นไปบนยอดภูเขาหิมะ
เบื้องล่างห่างไกลออกไปเห็นอยู่ลิบๆคือหมู่บ้านของบรรดาอุบาสกอุบาสิกา
ไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเยือกเย็น ยืนต้นตระหง่านเหนือทุ่งราบเขียวขจี
ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งแออัดอยู่ในหุบเขา หมู่แมลงส่งเสียงระงม
นกกระยางพากันกรีดกรายร่ายรำตามชายฝั่งริมลำธาร ดอกบัวสยายกลีบบานเบ่ง
สายลมพัดเอื่อยๆปลุกเร้าให้ไม้ใหญ่น้อยเริงระบำ
ชายเลี้ยงแกะทอดสายตาดูฝูงแกะอย่างผาสุก ปลอดโปร่งจากความวิตกกังวลยุ่งยากทั้งมวล
ร้องครวญเพลงสลับกับเสียงขลุ่ย
ส่วนบรรดาหมู่มนุษย์แห่งโลกียวิสัย เต็มไปด้วยความทะยานอยาก อันร่านทุรน
ถูกฉุดกระชากไปด้วยธุรกิจการงาน จนเป็นดังข้าทาสแห่งพื้นพิภพนี้
ด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์คุณสำคัญต่อการตรัสรู้
อาตมาได้ตระหนักชัดว่ารูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงมิได้ดำรงอยู่แม้ขณะจิตเดียว
มันผันแปรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดกาลนิรันดร
ความผาสุกทางกายและใจแบบโลกๆนั้น เป็นเพียงภาพลวงตาดุจเงาสะท้อนในน้ำ
เมื่อระลึกถึงผู้ที่เต็มไปด้วยอวิชชา ความเมตตาอันใหญ่หลวงได้บังเกิดขึ้นอย่างท่วมท้น
ช่างมหัศจรรย์จริงหนอสำหรับความเป็นไปในสังสารวัฏ
น่าปลื้มใจอย่างแท้จริงคือธรรมะในโลกภพทั้งสาม
ประหลาดลึกล้ำและยิ่งใหญ่ที่สุด คือความจริงที่ว่า
สิ่งทั้งปวงปราศจากตัวตนของมันเองโดยสิ้นเชิง แต่ทุกสิ่งก็ยังคงปรากฏให้สัมผัสได้

ชาวบ้านพากันเดินทางกลับหมู่บ้าน ด้วยความเบิกบานใจ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com