Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ

 หลังจากที่ได้ออกเดินสำรวจบริเวณรอบๆภูเขาหิมะดีซี จนทั่วแล้ว ท่านมิลาเรปะ และบรรดาสานุศิษย์ของท่าน พากันกลับไปพำนักที่ถ้ำสีเทา ดอจีสัน แห่งแคว้นกูตัง ญาติโยมรุ่นแรกๆทั้งหมด ได้มาเยี่ยมท่านมิลาเรปะ และซักถามท่านถึงภารกิจและสุขภาพของท่าน ท่านบอกพวกเขาว่า ท่านสุขสบายดีมาก ท่านได้ปฏิสันถารด้วยคำถามเดียวกัน พวกญาติโยมได้ตอบว่า “พวกเราโชคดีภายใต้การปกป้องและพรชัยของท่าน พวกเราสุขสบายมากเช่นกัน ไม่มีใครทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต สัตว์เลี้ยงของพวกเราก็แข็งแรงดี พวกเราดีใจมากที่ทราบว่าท่านประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในการไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ภูเขาหิมะดีซี เราทราบว่าท่านไม่ได้รับความยุ่งยากลำบากใดๆ ได้โปรดแสดงบทโศลกให้พวกเราฟัง ถึงการเป็นอยู่อันสงบเย็นของท่าน” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อาตมามีความผาสุกเท่าๆกับที่จะได้แสดงให้คุณโยมฟัง ด้วยบทโศลกชื่อ ‘ความผาสุกสิบสองประการของสมณะ’ ดังต่อไปนี้”

ประดุจดังพ้นออกมาจากหลุมพรางอันเป็นกับดัก ซึ่งเป็นสถานที่ๆจะนำภัยพิบัติมาให้
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการไม่ครอบครองบ้านและที่ดินว่าเป็นของตนอีกต่อไป

ประดุจดังอาชาไนยชาญฉลาด ที่สามารถปลดเปลื้องตัวมันเองออกจากบังเหียนได้
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการพ้นจากการกำหนดหมาย
ว่าเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำทั้งสองอย่าง

ประดุจดังสัตว์ป่าที่ปราดเปรียวแข็งแรงได้มีโอกาสเคลื่อนไหวบนพื้นราบอย่างสะดวกสบาย
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการอิสระปลอดโปร่งไม่คลุกคลีด้วยหมู่ชน

ดุจดังพญาอินทรีย์ถลาร่อนอย่างเสรีในห้วงเวหา นี้คือความผาสุกสำราญ
เช่นเดียวกันกับการที่ศรัทธาได้หยั่งรากมั่นคงเพราะได้รับผลแห่งปฏิเวธธรรม

ดุจดังพญาแร้งที่บินผงาดล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการที่มีสติตั้งมั่น
เพราะปราศจากกิเลสนิวรณ์ห่อหุ้มดวงใจ

ประดุจดังชายเลี้ยงแกะที่นั่งอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่
ทอดสายตาดูฝูงแกะโดยปราศจากความห่วงกังวลในเรื่องใดๆ
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการสถิตอยู่ในสุญญตะวิหารอันสว่างไสว

ดุจดังขุนเขาพระสุเมรุที่ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการดำรงอยู่ในอัปปนาสมาธิ
อันสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งปวง

ประดุจดังสายธารกว้างใหญ่ที่กำลังไหลรินอย่างเสรี
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการมีวสีแคล่วคล่องในการปฏิบัติธรรม

ประดุจดังซากศพที่นอนอย่างสงบนิ่งในสุสาน ย่อมหมดภาระและสิ้นความกังวล
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการขจัดความรักและความชังให้สูญสิ้นไปจากดวงใจ

ประดุจดังก้อนศิลาที่จมลงสู่ท้องมหาสมุทรย่อมไม่มีวันที่จะกลับคืนมา
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกันกับการบรรลุถึงโคตรภูญาณ
อันทำให้ไม่เวียนกลับมาสู่โลกียวิสัยอีก

ประดุจดังดวงสุริยา ที่ทอแสงเจิดจ้ากลบรัศมีอื่นใดจนหมดสิ้น
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกับการบำเพ็ญอโลกะสัญญา
อันมีความสว่างโล่งโถงไม่มีประมาณเป็นอารมณ์แห่งสมาธิ

ประดุจเดียวกับการกระโดดลงมาให้พ้นจากต้นไม้อันมีหนามแหลมคม
ซึ่งกำลังเหี่ยวแห้งตายโดยไม่มีวันที่จะงอกขึ้นมาใหม่อีกต่อไปแล้ว
นี้คือความผาสุกสำราญเช่นเดียวกับการบรรลุถึงความดับไม่เหลือ

ณ บัดนี้ อาตมาขอมอบความผาสุกสำราญทั้งสิบสองประการ
อันเป็นของกำนัลจากพระธรรมชาติเจ้า ให้กับท่านทั้งหลาย

ญาติโยมพากันเดินทางกลับหมู่บ้านด้วยศรัทธาอันล้ำลึก หลังจากได้ฟังธรรมคีตาของท่านมิลาเรปะ

ช่วงเวลาที่พำนักอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ท่านเรชุงปะ ได้รับการทดสอบจากท่านมิลาเรปะ หลายครั้ง วันหนึ่งท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกชื่อว่า “ความหลอกลวงสิบสองประการ” ให้สานุศิษย์ฟัง

โลกียธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนหลอกลวง อาตมาจึงแสวงหาโลกุตรธรรม

กิเลสนิวรณ์เป็นเพียงมายา อาตมาจึงไม่กำหนดหมายคุณค่าแบ่งแยกเป็นคู่ๆในสิ่งใดๆ
ตามคติทวินิยม

มิตรสหายและคนรับใช้ เป็นความหลอกลวง อาตมาจึงพำนักอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด

การเข้าครอบครองโลกียทรัพย์ล้วนเป็นความเท็จ อาตมาจึงสละทิ้งไปทั้งหมด

ปรากฏการณ์ภายนอกทั้งปวงล้วนเป็นเพียงมายา
อาตมาจึงเฝ้าจดจ่อกับธรรมชาติของจิตในภายใน

กระแสของความคิดที่หลั่งไหลล้วนเป็นเพียงมายา อาตมาจึงแสวงหามรรคาสู่ปัญญาญาณ

คำสอนแห่งสมมุติสัจจะ พูดถึงสิ่งที่เป็นเพียงมายา
อาตมาจึงแสวงหาปรมัตถ์สัจจะที่ต้องหยั่งรู้ด้วยสัมมาญาณทัศนะ

หนังสือที่เขียนด้วยหมึกสีดำ ล้วนชักนำไปผิดๆ
อาตมาจึงเฝ้าศึกษาเฉพาะคำสอนที่เป็นแก่นสารสาระแห่งเสียงกระซิบในภายใน อันเป็นปัจจัตตัง

ถ้อยคำและการพูด ก็เป็นมายาดุจเดียวกัน
อาตมาจึงสงบดวงจิตของอาตมาอย่างง่ายๆ ในสภาวะที่ไม่พักและไม่เพียร

ความเกิดและความตายล้วนไม่ใช่ของจริงทั้งคู่ อาตมาจึงแสวงหาความวิมุติหลุดพ้น
สภาพจิตของปุถุชนล้วนปรุงแต่งด้วยอวิชชา อาตมาจึงฝึกให้มีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ

การมีอุปาทานถือมั่นต่อการปฏิบัติบำเพ็ญล้วนชักนำไปผิดๆ
อาตมาจึงสงบอยู่แต่ในอาณาจักรแห่งความจริงแท้ขั้นปรมัตถสัจจะ

ท่านเรชุงปะดำริขึ้นว่า “คุรุของเรา คือพระพุทธเจ้า ไม่มีมิจฉาทิฐิอันเป็นมายาแฝงเร้นอยู่ในดวงใจของท่าน แต่เป็นเพราะความไม่มีสมรรถนะต่อการอุทิศตนของเรารวมทั้งคนอื่นๆด้วย ท่านจึงแสดงบทโศลกนี้ให้ฟัง” ท่านเรชุงปะจึงได้กล่าวแสดงเพื่ออธิบายถึงความเข้าใจในคำสอนเรื่อง ทิฐิ สัมมาปฏิบัติ และการกระทำ ให้คุรุของตนฟังว่า

จงได้โปรดฟังกระผม ท่านพ่อ
ดวงจิตอันมืดบอดของกระผม เต็มแน่นไปด้วยโมหะ
จงได้โปรดเหนี่ยวรั้งกระผมไว้ ด้วยเส้นเชือกแห่งความเมตตากรุณาของท่าน

ที่จุดตัดของเส้นทาง อันเป็นที่ซึ่ง สุญตาธรรม กับ ความเห็นว่าว่างเปล่าอย่างขาดสูญ มาพบกัน
กระผมหลงทางในการค้นหาทิฐิอันไม่สุดโต่งทั้งหลาย
ดังนั้น กระผมจึงไม่มีหลักประกันใดๆในความหยั่งรู้ต่อพระธรรม

ความง่วงและสิ่งรบกวน ทำให้ปิติสุขและแสงสว่างยังไม่อาจปรากฏในใจของกระผม
ดังนั้นกระผมจึงไม่สามารถพิชิตตัณหาอุปาทานติดยึดได้

กระผมยังไม่สามารถเป็นอิสระ จากอิทธิพลของการได้มาหรือการสูญเสียไป
กระผมจึงยังมีการกระทำกรรมที่ทำให้เกิดวิบากผล อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นกระผมจึงยังไม่สามารถทำลายมายาทั้งปวงลงได้

กระผมไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระทำอันเลว
และไม่สามารถสำรวมระวังในพระธรรมวินัย โดยปราศจากมลทินได้
ดังนั้นกระผมจึงยังต้องเอาชนะเครื่องยั่วยวนอันเป็นทางสู่โลกอบายต่อไป

ด้วยความแตกต่างอันเป็นมายา ระหว่างสังสารวัฏและพระนิพพาน กระผมจึงไม่ตระหนักชัดในพุทธะจิต
ดังนั้นกระผมจึงยังต้องแสวงหามรรคาสู่ธรรมกายอยู่ต่อไป
กระผมไม่สามารถที่จะเห็นเอกภาพของความหวังและความหวั่นไหว และไม่สามารถเห็นดวงหน้าของตนเอง
ดังนั้น กระผมจึงยังต้องพิชิตกายทั้งสี่แห่งพุทธะ

กระผมได้รับการคุ้มครองจากความเมตตากรุณาของท่านในอดีต
ณ บัดนี้ กระผมขอมอบกายถวายชีวิตไว้ในอุ้งหัตถ์ของท่าน
โปรดอนุเคราะห์กระผม ด้วยพรชัยของท่าน ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยเถิด
ท่านมิลาเรปะได้แผ่เมตตาเพื่อเป็นพรชัยให้กับท่านเรชุงปะ และได้แกล้งหยอกเย้าเรชุงปะว่า “โอ้ เรชุงปะ เธอมีความเข้าใจและประสบการณ์มากมายกว่าที่เธอได้กล่าวแสดงออกมา เธอไม่ควรซ่อนเร้นอะไรกับอาตมา” เมื่อท่านมิลาเรปะกล่าวเช่นนี้ เรชุงปะก็เกิดธรรมจักษุขึ้นในทันใด ท่านจึงกล่าวบทโศลกที่ชื่อว่า “การค้นพบทั้งเจ็ด”

ณ บัดนี้ กระผมได้ตระหนักชัดถึงพระสัทธรรมในการค้นพบทั้งเจ็ด

ในปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวง กระผมได้ค้นพบความว่างเปล่า
ณ บัดนี้ กระผมไม่มีความคิดว่ามีสิ่งใดๆดำรงอยู่

ในความว่างเปล่า กระผมค้นพบธรรมกาย
ณ บัดนี้ กระผมไม่มีความคิด ว่ามีผู้กระทำ

ในปรากฏการณ์ทั้งหลาย กระผมค้นพบความไม่เป็นของคู่
ณ บัดนี้ กระผมไม่มีความคิดถึงการรวมหรือการแบ่งแยก

ในอณูของธาตุแดงและขาว กระผมได้พบสาระสำคัญแห่งเอกสภาวะเดียว
ณ บัดนี้ กระผมไม่มีความคิดที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ

ในเรือนกายอันเป็นมายานี้ กระผมพบบรมสุขอันยิ่งใหญ่
ณ บัดนี้ ในดวงใจของกระผม ปราศจากความทุกข์

กระผมได้พบปรมัตถ์สัจจะที่อยู่เหนือโลก
ณ บัดนี้ สภาพมายาไม่อาจเหนี่ยวรั้งดวงใจของๆกระผมได้อีกต่อไป

ในความรู้เห็นที่เป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตน กระผมพบพุทธภาวะ
ณ บัดนี้ สังสารวัฏไม่ได้ดำรงอยู่ในดวงใจของกระผมอีกต่อไป

ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า “ประสบการณ์และความเข้าใจของเธอ ใกล้เคียงกับการตรัสรู้อันแท้จริง แต่มันก็ยังไม่เหมือนเสียเลยทีเดียว ประสบการณ์และความเข้าใจที่ถูกต้อง ควรเป็นดังต่อไปนี้” จากนั้น ท่านมิลาเรปะ แสดงบทโศลกชื่อ “อาณาจักรสูงสุดทั้งแปด”
บุคคลที่หยั่งรู้ว่าโลกและสุญตภาวะคือสิ่งเดียวกัน
ได้บรรลุถึงอาณาจักรแห่งความเห็นแจ้งตามความเป็นจริงของธรรมชาติแล้ว

บุคคลที่สามารถเข้าใจได้ว่าความฝันกับชีวิตในขณะตื่นอยู่ ไม่มีความแตกต่างกัน
ได้เข้าใจถึงแนวทางอันถูกต้องในการบำเพ็ญเพียรแล้ว

บุคคลผู้ซึ่งตระหนักชัดถึงเอกสภาวะเดียวของความดับสนิทแห่งทุกข์และสุญตาธรรม
ได้เข้าถึงการประกอบกรรมอันเป็นสัมมาโดยถูกต้องแล้ว

บุคคลผู้ซึ่งเข้าใจชัดถึงความไม่แตกต่างของอดีต อนาคต และปัจจุบันกาล
ได้เข้าถึงปรมัตถ์สัจจะอันล่วงพ้นความกำหนดหมายเกี่ยวกับกาลเวลาแล้ว

บุคคลผู้ซึ่งหยั่งรู้ว่าจิตและสุญตภาวะคือสิ่งเดียวกัน ได้เข้าถึงอาณาจักรแห่งธรรมกายแล้ว

บุคคลผู้ไม่กำหนดหมายในความแตกต่างกัน ของสุขและทุกขเวทนา
ได้เข้าถึงอาณาจักรของคำสอนอันถูกต้องแล้ว

บุคคลผู้ซึ่งตระหนักชัดถึงความเป็นเอกสภาวะเดียวของปุถุชนจิตกับจิตที่เข้าถึงพุทธภาวะ
ได้บรรลุถึงอาณาจักรของความวิมุติหลุดพ้นอันสูงส่งสมบูรณ์แล้ว

บุคคลผู้สามารถเข้าถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธภาวะ
ได้บรรลุถึงอาณาจักรอันแท้จริงแห่งพระโพธิญาณแล้ว

หลังจากนั้น ด้วยอาศัยความกรุณาและพรชัยจากคุรุของเขา ท่านเรชุงปะประสบความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณอย่างมาก ทั้งความเข้าใจและความรู้แจ้งตระหนักชัด ท่านเรชุงปะได้แสดงบทโศลกชื่อ “ธรรมคีตาแห่งสัมภเวสีทั้งหก” เพื่อเป็นสื่อแสดงให้ท่านมิลาเรปะเห็นถึงวิปัสสนาญาณและระดับความเข้าใจของตน

อาตมาขอกราบลงเบื้องหน้าคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์
ในภาวะสัมภเวสีซึ่งสุญตาธรรมอันยิ่งใหญ่เปิดเผยออกมา
ย่อมไม่มีทั้งทิฐิที่เห็นว่ามีสถานภาพที่เป็นจริง และไม่มีทั้งทิฐิที่เห็นว่าไม่มีอะไรเลย
อาตมาจึงไม่มีส่วนร่วมในความคิดเรื่องแบ่งแยกนิกาย ตามที่ผู้คนทั้งหลายพากันทำ

อยู่เหนือความเข้าใจทั้งมวล คือความไม่ดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะของทิฐิใดๆ
นี้คือบทสรุปตัดสินอันมั่นคงของอาตมา

ในภาวะสัมภเวสีแห่งปรมังสุญญังและปรมังสุขขังอันว่างเปล่าและยิ่งกว่าสุขนั้น
ย่อมไม่มีสิ่งที่หมายถึงอันเป็นรูปธรรมใดๆที่จะเข้าไปจดจ่อในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
ดังนั้นอาตมาจึงไม่มีความต้องการใดๆที่จะฝึกบำเพ็ญอัปปนาสมาธิอันเป็นรูปฌาณที่สงบระงับยิ่ง
อาตมาย่อมดำรงดวงจิตไว้ให้อยู่ในสภาพที่ปราศจากสิ่งรบกวนตามธรรมชาติ
นี้คือความเข้าใจต่อสัมมาปฏิบัติ
อาตมาไม่ต้องรู้สึกเก้อเขิน เมื่ออยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตรที่บรรลุธรรม

ในภาวะสัมภเวสี ทั้งที่มีความปรารถนาและไม่มีความปรารถนา อาตมาไม่แลเห็นโลกียสุขใดๆ
และในภาวะสัมภเวสี ที่ไม่มีความหลอกลวง อาตมาไม่พบมิตรที่เลวทรามใดๆ
อะไรก็ตามที่อาตมาเห็นเบื้องหน้า ล้วนเป็นมิตรของอาตมา
นี้เป็นบทสรุปตัดสินของอาตมา ในเรื่องของการกระทำกรรม
อาตมาไม่ต้องรู้สึกเก้อเขิน เมื่ออยู่ในมหาสมาคมของนักบวชผู้ยิ่งใหญ่

อาตมาละเลิกต่อการกำหนดหมายแบ่งแยกคุณค่าของความดีและความชั่วตามคติทวินิยม
ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ไม่ได้แตกต่างกันสำหรับอาตมา ณ บัดนี้
ดังนั้นอาตมาย่อมไม่มีความหลอกลวงหรือเสแสร้งใดๆ
ณ บัดนี้ อาตมาได้รับชัยชนะเหนือ ตัวตน กับ จิต แล้ว
นี้คือความเข้าใจเรื่องศีลธรรมของอาตมา
อาตมาไม่ต้องรู้สึกเก้อเขิน เมื่ออยู่ในหมู่ของผู้บำเพ็ญบุญ

ในอาณาจักรของสังสารวัฏและพระนิพพาน ปุถุชนและพุทธะคือเอกสภาวะเดียวกัน
อาตมาจึงดำเนินไปในวิถีทางของพุทธศาสนิกชนได้โดยไม่ต้องเพียรพยายามแต่อย่างใด
ความทุกข์โศกทั้งมวลได้ปลาสนาการไปสิ้นจากดวงใจของอาตมา
นี้คือความเข้าใจต่อการตรัสรู้ของอาตมา
ไม่มีความเก้อเขินใดๆเมื่ออาตมาอยู่ท่ามกลางพระอริยบุคคล

ความหมายแห่งพยัญชนะที่เป็นเพียงสมมุติบัญญัติของมนุษย์ ไม่ได้ถูกยึดถืออีกต่อไป
ดับสิ้นลงโดยสมบูรณ์แล้วสำหรับความลังเลสงสัยในดวงใจของอาตมา
เอกภพและปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นเอกสภาวะเดียวกับธรรมกาย
นี้คือความมั่นใจในความรู้เห็นของอาตมา อาตมาย่อมไม่เก้อเขินเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คงแก่เรียน

ท่านมิลาเรปะยินดีมากและกล่าวว่า “เรชุงปะ นี้คือประสบการณ์และความหยั่งรู้อันแท้จริง เธอนับได้ว่าเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ ณ บัดนี้ มีอยู่สามแนวทางที่บุคคลจะทำให้คุรุพอใจ แนวทางแรก สานุศิษย์ควรรู้จักประยุกต์ความศรัทธาและปัญญาของเขา ให้เป็นที่ชื่นชมของคุรุ จากนั้นโดยอาศัยการศึกษาที่ถูกต้องและธรรมวิจัย เขาควรที่จักได้เข้าสู่ประตูของมหายานและวัชชระญาณ และเฝ้าปฏิบัติบำเพ็ญอย่างทรหดอดทนด้วยธรรมวิจัยอันยิ่ง จากนั้นในที่สุด เขาสามารถทำให้คุรุพอใจด้วยประสบการณ์จริงแห่งความตรัสรู้ ซึ่งบังเกิดขึ้นตามลำดับเป็นขั้นเป็นตอนโดยอาศัยการสละอุทิศตน อาตมาไม่ชอบสานุศิษย์ที่พูดมาก การปฏิบัติลงไปจริงๆมีความสำคัญเหนือชั้นกว่ามาก เขาควรปิดปากเงียบและบำเพ็ญสมาธิภาวนาจนกว่าความรู้แจ้งตระหนักชัดอันสมบูรณ์จะอุบัติขึ้นมา คุรุมารปะของอาตมากล่าวกับอาตมาว่า “มันไม่สำคัญว่าจะรู้จักพระสูตรหรือคัมภีร์ตันตระมากเพียงใด บุคคลไม่ควรที่จะเพียงแต่จมอยู่กับถ้อยคำและตำรับตำรา แต่ควรหุบปากของเขา และเฝ้าติดตามคำแนะนำของคุรุ และบำเพ็ญสมาธิภาวนา” เพราะฉะนั้น เธอควรปฏิบัติตามข้อตักเตือน ถ้าเธอสามารถปล่อยวางภารกิจทั้งปวงแห่งสังสารวัฏไว้เบื้องหลังเธอ บุญกุศลอันยิ่งใหญ่และการตรัสรู้ จะเป็นอริยทรัพย์ของเธอทั้งหมด”
เรชุงปะกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ กรุณาได้บอกด้วยว่า ท่านมาระปะพูดว่าอย่างไร” ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกชื่อ “ข้อตักเตือนสามสิบประการแห่งคุรุของอาตมา”

ลูกรัก นี้เป็นถ้อยคำที่ท่านอาจารย์มาระปะพูดกับอาตมา


ในบรรดาที่พึ่งทั้งหลายนั้น พุทธะย่อมเป็นเลิศ
ในบรรดาหมู่มิตร ความซื่อตรงเป็นยอดกัลยาณมิตร
ในบรรดาผีร้ายนาๆชนิด ความหยิ่งลำพองตนเป็นยอดผี
ในบรรดาความบกพร่องทั้งมวล การดูหมิ่นนับว่าต่ำทราม

บุคคลผู้ซึ่งมิได้เพียรพยายามขจัดบาปกรรมของตน
ด้วย หิริโอตัปปะ ด้วยธรรมวิจัย และด้วยวิปัสสนาญาณอันสูงส่ง
ย่อมถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งสังสารวัฏ
บุคคลผู้ซึ่งมิได้พากเพียรปฏิบัติในศีลอันยิ่ง ย่อมไม่มีทางที่จะบรรลุถึงวิมุติสุขไปได้เลย
บุคคลผู้ยังไม่สามารถละสังโยชน์ทั้งสิบประการได้
ย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ตลอดการเดินทางในชีวิตของเขา
บุคคลผู้มิได้พากเพียรเพื่อเข้าถึงสุญตภาวะและความจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง
ย่อมไม่อาจบรรลุสู่พุทธภาวะไปได้เลย

ถ้าเธอปรารถนาจะเข้าถึงพุทธภาวะในอัตภาพร่างกายนี้
จงเฝ้าสอบความคิดและตรวจตราดวงจิตของตนเองอยู่เสมออย่างต่อเนื่องด้วยความอุตสาหะ
และเฝ้าฝึกฝนโยคะทั้งหก อันเป็นแก่นสารสาระสูงสุดของตันตระ
จงได้ฝึกฝนมรรคาอันช่ำชองแห่งตันตระ อันเป็นแก่นสาร และคำสอนที่ล้ำลึกยิ่ง
ถ้าเธอยังคงยินดีอยู่กับคำสรรเสริญเยินยอและอยากให้มีผู้กล่าวขวัญถึงเธอ
นั่นย่อมหมายความว่าเธอได้หลุดล่วงเข้าไป ในปากของปีศาจร้ายโดยสิ้นเชิงแล้ว
ถ้าเธอนิยมการติเตียนผู้อื่นและปลื้มใจในการยกย่องตนเอง
นั่นย่อมหมายความว่าเธอจักต้องตกล่วงลงสู่ก้นบึ้งนรกอเวจีในอนาคต
ถ้าเธอปราศจากความละอายในกมลสันดานของเธอแล้วไซร้
คำสั่งสอนอันล้ำลึกทั้งมวลนี้ก็ไร้ประโยชน์
ศีลอันบริสุทธนั้นย่อมเป็นไปเพื่อชำระดวงใจของเธอให้สะอาดหมดจดสมควรแก่การงานทางธรรม
การเข้าถึงความดับไม่เหลือ เป็นการเข้าถึงอันสูงสุด
การวิปัสสนาอย่างลึกซึ้ง เป็นการเดินทางที่ชำนาญ
การฝึกอานาปานสติภาวนา เป็นบทฝึกหัดที่ควรทดลองดู
การเรียนรู้เรื่องภายใน เป็นการเข้าไปสู่อาณาจักรที่ศักดิ์สิทธิ์
จงอย่าปล่อยให้ชีวิตล่วงเลยไปโดยกระทำแต่สิ่งไร้สาระ

จงเฝ้าสังเกตให้ดีถึงความไม่เกิดในดวงจิตของเธอ
จงเลิกยุ่งเกี่ยวกับโลกียสุขแห่งสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง
จงเลิกเข้าใจว่าความทุกข์ทรมานเป็นความเจ็บป่วย

บุคคลย่อมสามารถเข้าถึงพุทธภาวะได้เมื่อตระหนักชัดต่อธรรมชาติแห่งดวงจิต
ไม่จำเป็นต้องแส่ส่ายไปมากมายทั้งการกระทำและคำพูด
ไม่มีคำสอนอื่นใดที่ล้ำลึกไปกว่านี้
จงไตร่ตรองและปฏิบัติตามคำสอนทั้งปวงนี้เถิด

เมื่อได้รับฟังบทโศลกของท่านมาระปะ ที่ถ่ายทอดโดยท่านมิลาเรปะจบลง ท่านเรชุงปะได้รับความก้าวหน้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งในความตระหนักชัดและในประสบการณ์

ต่อมา เมื่อท่านมิลาเรปะและสานุศิษย์ ได้ใช้ชีวิตของนักบวชอย่างเข้มงวด ในช่วงเวลาของการปลีกวิเวก เทพธิดาหลายองค์ ได้มาถวายโภชนาหารทิพย์ พวกเทพธิดามุ่งไปที่ท่านมิลาเรปะและกล่าวว่า “เป็นการดี ในระหว่างสละอุทิศตน ที่จะรับอาหารและจีวรจากบรรดามนุษย์ และรับอาหารทิพย์เล็กๆน้อยๆจากเทพธิดา พวกเราจะมาถวายอาหารทิพย์ท่านเสมอๆ” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “จตุปัจจัยจากปุถุชน ไม่มีวันเทียบเทียมกับกุศลที่ได้รับจากการบรรลุธรรมและจากพลังของความรู้แจ้งตระหนักชัด เพราะฉะนั้น ความต้องการแบบโลกๆจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น ณ บัดนี้ จงได้ฟังธรรมคีตาจากอาตมา”

อาตมาขอกราบลง ณ เบื้องบาทคุรุทั้งปวง
ในอาณาจักรแห่งความเป็นจริงของธรรมชาติขั้นปรมัตถสัจจะอันสมบูรณ์สูงสุด
อาตมามิลาเรปะ จะได้แสดงธรรมบรรยายนี้แก่ท่านทั้งหลาย
จากอาณาจักรแห่งเอกภาพของความไร้ตัวตน
ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้สดับรับฟังเถิด

โดยที่คำสั่งสอนของพระพุทธองค์เต็มไปด้วยเหตุผลชะนิดที่ไม่อาจลบล้างหรือโต้แย้งได้
ทำให้ผู้คนพากันเกิดศรัทธาเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา
ความรู้ในเชิงตรรกวิทยาธรรมดาๆ จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

การฝึกบำเพ็ญเพียรจนเป็นผู้มีสติอันสมบูรณ์และแจ่มใสอยู่ด้วยปรีชาญาณนั้น
จะนำไปเปรียบเทียบกับดวงจิตชะนิดที่เคิบเคลิ้มเหมือนถูกสะกดไว้ด้วยมนตราได้อย่างไรกัน

สัมมาสมาธิเป็นสิ่งวิเศษสุดเพราะอิสระจากความเห็นว่ามีตัวเรา มีของเรา โดยสิ้นเชิง
ความรู้สึกดาษดื่นทั่วๆไปในจิตใจของผู้คนที่ดำเนินอยู่ในโลกนี้ จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

ความหยั่งรู้ในสภาวะธรรมของบรรดารูปลักษณ์และปรากฎการณ์ทั้งปวงตามที่เป็นจริง
ย่อมเป็นผลจากการบำเพ็ญสมณะธรรม การปฏิบัติอื่นใดในโลกนี้ จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

ความแจ่มแจ้งแต่ละเอียดละออลึกซึ้งจนอยู่เหนือขอบเขตของการอธิบายด้วยภาษาพูด
นับว่าเป็นเรื่องที่สูงค่ายิ่ง
ความรู้เห็นธรรมดาๆที่สามารถถ่ายทอดกันได้ด้วยถ้อยคำทั่วๆไป จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

ความสำเร็จอันหมายถึงความวิมุติหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงนั้น
ถือได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางสูงสุดของของสรรพชีวิต
ความสำเร็จธรรมดาทางโลก จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

ด้วยอำนาจแห่งเตโชกสิณ ทำให้เสื้อผ้าฝ้ายบางๆของอาตมาสามารถกันความหนาวเย็นได้
เสื้อกันหนาวทั่วๆไป จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

จิตที่ดำรงมั่นอยู่ในสัมมาสมาธินั้น ย่อมพ้นจากความหิวโหยโดยสิ้นเชิง
อาหารดีๆเช่นเนื้อและเหล้าองุ่น จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

การที่ได้ดื่มน้ำอมฤตแห่งโพธิญาณเป็นความวิเศษสุด น้ำดื่มทั่วๆไป จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

ดวงจิตที่สละปล่อยวางเข้าสู่สภาพของความดับไม่เหลือ
ย่อมอิ่มอุดมไร้ความกระหายอยากโดยสิ้นเชิง
โภชนาหารแบบโลกๆที่ประณีตวิเศษเพียงใดก็ตาม จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร
ท่านอาจารย์มาระปะ ของอาตมา เป็นครูผู้วิเศษสุด บุคคลอื่นๆจะมาเทียบเคียงกับท่านได้อย่างไร

การเข้าถึงภาวะพุทธะในภายในเป็นความวิเศษสูงสุด
รูปจำลองต่างๆที่ปั้นขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนกราบไหว้บูชานั้น จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

อาตมาเป็นสมณะซึ่งบรรลุถึงบรมธรรมสูงสุด นักบวชธรรมดาทั่วๆไป จะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

เรือนกายของอาตมาสามารถถูกควบคุมให้พ้นจากความทุกข์ทรมานได้อย่างแท้จริง
นายแพทย์และเภสัชกรทั่วๆไปจะมาเทียบเคียงได้อย่างไร

จงฟัง และพิจารณาดูเถิด โอ้แม่เทพธิดา
ทั้งในความมืดและสว่าง ความหยั่งรู้เห็นแจ้งของอาตมาย่อมชัดเจนอยู่เสมอ
ในที่ซึ่งไร้ความอบอุ่น ผ้าฝ้ายชิ้นเดียวของอาตมาป้องกันความหนาวเย็นได้อย่างสมบูรณ์
ในที่ทุรกันดาร อาตมาสามารถพำนักอาศัยอยู่ได้โดยไม่ยากลำบาก
เรือนกายอันเป็นมายานี้ผาสุกอยู่เสมอ
ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหม่นหมอง อาตมายังคงเบิกบานแจ่มใสอยู่ได้
ชีวิตมายาอันเป็นดังความฝันนี้ ผาสุกได้ด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ

ภูเขา ดราจาดอจี สูงไม่พอหรืออย่างไร? ทำไมหมู่แร้งจึงบินข้ามไปได้ ?

ถ้าลมหนาวแห่งเดือนธันวาคมไม่หนาวเพียงพอ น้ำตกและลำธารจะกลายเป็นน้ำแข็งได้อย่างไร

ถ้าผ้าฝ้ายห่อหุ้มกายของอาตมาไม่ได้รับความอบอุ่นจากพลังแห่งเตโชกสิณ
มันจะป้องกันความหนาวเย็นได้อย่างไร

ถ้าอาหารอันเป็นทิพย์จากการบำเพ็ญสมาธิไม่ได้หล่อเลี้ยงอาตมา
อาตมาจะทนกับความหิวได้อย่างไร

ถ้าไม่มีสายธารแห่งโพธิญาณไว้ดื่มกิน
อาตมาจะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากน้ำและความกระหายได้อย่างไร

ถ้าคำสอนของท่านอาจารย์ไม่ลึกซึ้งเพียงพอ
อาตมาจะสามารถขจัดอุปสรรคต่างๆและความชั่วร้ายนานับประการลงได้อย่างไร

ถ้านักบวชไม่มีความรู้แจ้งตระหนักชัดและประสบการณ์
เขาจักบำเพ็ญสมาธิภาวนาในสถานที่อันสงบสงัดได้อย่างไร?

ความสำเร็จทั้งปวงนี้เกิดแต่ความกรุณาของบรรดาคณาจารย์
ท่านทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่จะได้มุ่งมั่นต่อการพากเพียรปฏิบัติธรรม

เมื่อได้ยินธรรมคีตานี้จบลง เทพธิดากล่าวขึ้นว่า “สิ่งที่ท่านได้กล่าวแสดงมา ช่างมหัศจรรย์จริงๆ ในวันพรุ่งนี้ จะมีสานุศิษย์ที่มีธุลีในดวงตาแต่เพียงเล็กน้อย มาที่นี่ โปรดกรุณาดูแลเขาด้วย” เมื่อกล่าวจบ เทพธิดาทั้งหมด ก็อันตรธานไปดุจสายรุ้งเลือนหายไปจากท้องฟ้าฉะนั้น
ในวันต่อมา ญาติโยมสองสามคนเดินทางมาจาก กูตัง มากราบนมัสการขอฟังธรรม ท่านมิลาเรปะได้แสดงให้ฟังถึงการมีสรณะ และอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม โยมได้ถามว่า “ท่านปฏิบัติในการมีสรณะหรือไม่?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “การสวดถึงสรณะ เป็นเครื่องปกป้องคุ้มครองอาตมา อาตมาเนื่องอยู่กับสรณะเท่านั้นในการสละอุทิศตนและการปฏิบัติ พวกเธอควรได้สวดภาวนาถึงคุรุของพวกเธอและพระรัตนตรัย ไม่ใช่เพียงด้วยถ้อยคำ แต่ต้องสวดภาวนาออกมาจากหัวใจว่าพวกเธอได้ถือเป็นสรณะจริงๆ อานิสงส์ที่ได้รับยิ่งใหญ่มาก พวกเธอทุกคนควรมีความผาสุกและพอใจกับการสวดภาวนานี้” จากนั้นท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกอธิบายถึงสรณะต่างๆ และชี้ชวนให้ปฏิบัติธรรม
ขอน้อมคารวะต่อคุรุทั้งปวง

พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ คือที่พึ่งอันเกษมภายนอก
อาตมาย่อมนำมาเป็นที่พึ่งของอาตมาด้วย การปลงศรัทธาลงในสรณะทั้งสามนี้โดยสุจริต
ก่อให้เกิดความผาสุกสงบขึ้นในดวงใจของอาตมา
โชคดีย่อมจะมาเยือน ถ้าท่านทั้งหลายพากันมีสรณะเช่นเดียวกับอาตมา

คณาจารย์ พุทธนิมิต และเทพธิดา คือที่พึ่งในภายในทั้งสาม
อาตมาย่อมนำมาเป็นที่พึ่งของอาตมาด้วย การปลงศรัทธาลงในสรณะทั้งสามนี้โดยสุจริต
ก่อให้เกิดความผาสุกสงบขึ้นในดวงใจของอาตมา
โชคดีย่อมจะมาเยือน ถ้าท่านทั้งหลายพากันมีสรณะเช่นเดียวกับอาตมา
การบำเพ็ญโยคะเพื่อเสริมสร้างระบบประสาท ระบบการหายใจ และระบบหมุนเวียนในร่างกายนี้
เป็นที่พึ่งอันเร้นลับสามประการ
อาตมาย่อมนำมาเป็นที่พึ่งของอาตมาด้วย การปลงศรัทธาลงในสรณะทั้งสามนี้โดยสุจริต
ก่อให้เกิดความผาสุกสงบขึ้นในดวงใจของอาตมา
โชคดีย่อมจะมาเยือน ถ้าท่านทั้งหลายพากันมีสรณะเช่นเดียวกับอาตมา

รูปธรรม สุญตภาวะ และความไม่แตกต่างของสรรพสิ่ง คือที่พึ่งอันแท้จริงสามประการ
อาตมาย่อมนำที่พึ่งทั้งหลายนี้มาเป็นสรณะของอาตมาด้วย
การปลงศรัทธาลงไปด้วยความสุจริต ย่อมก่อให้เกิดความผาสุกสงบขึ้นในดวงใจของอาตมา
โชคดีย่อมจะมาเยือน ถ้าท่านทั้งหลายพากันมีสรณะเช่นเดียวกับอาตมา

การที่บุคคลไม่มีสรณะที่พึ่งพาใดๆ เขาจะให้ใครช่วยปกป้องให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน
อันดำเนินอยู่ตลอดกาลนิรันดร

วันและคืนที่ล่วงไปอย่างไม่หยุดยั้งได้นำความทรุดโทรมมาสู่เรือนกายอันเป็นมายานี้
ธรรมชาติของอนิจจังซึ่งดำเนินไปในธาตุทั้งสี่ ย่อมนำมันไปสู่ความเปื่อยเน่าแตกทำลาย
พร้อมกับหยาดน้ำฝนที่มาเยือนตามฤดูกาลทุกปีที่ล่วงไป
เมื่อขณะแห่งมรณะกาล เรือนกายอันเป็นมายาและปราศจากความคงทนประดุจหยดน้ำนี้
ย่อมหาความสุขสำราญไม่ได้เลย

มันไม่ผิดอะไรกับเงาที่ทอดตัวไปอย่างรวดเร็วบนพื้นดินยามอาทิตย์อัสดง
บุคคลที่พยายามหลบลี้หนีจากมัน ย่อมพบด้วยตนเองว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

การกำหนดระลึกพิจารณาถึงความตาย คือบรมครูของพุทธศาสนิกชนทุกๆคน
การบีบคั้นของความตาย ก่อให้เกิดการค้นหาทางดำเนินที่เป็นสัมมาปฏิบัติ
บุคคลควรได้ระลึกไว้เสมอว่า ความผาสุกย่อมอันตรธานไป ในขณะแห่งมรณกาล

เมื่อคนบาปหนาได้ระลึกถึงความตาย ย่อมก่อให้เกิดบทเรียน อันเป็นสัจจะธรรม
เขาจักได้ใคร่ครวญว่า
“เราจักทุกข์ทรมานสักเพียงใด ในขณะแห่งมรณะกาล”
ถ้าคนร่ำรวยได้ระลึกถึงความตาย เขาย่อมพบสัจจะธรรมที่ว่า
โลกียทรัพย์ทั้งปวงนั้นล้วนเป็นดังศัตรูที่คอยแต่จะเพิ่มพูนความทุกข์ทรมานให้แก่ตน
เขาย่อมเล็งเห็นคุณค่าของความเอื้ออารีต่อผู้คน

ถ้าคนชราได้ระลึกว่าตนเองใกล้ความตายมากแล้ว
เขาจะได้ตระหนักชัดถึงบทเรียนของความไม่ยืนยงแห่งชีวิตว่า
โดยที่แท้แล้วมันเป็นเพียงความฝันอันแสนเศร้า

ถ้าคนหนุ่มต้องเผชิญกับความตายที่รุมล้อมตนอยู่ เขาย่อมได้รับบทเรียนว่าชีวิตนี้สั้นนัก
และผันแปรไปสู่สภาพที่ไม่ค่อยมีผู้ใดจะได้นึกถึง การปฏิบัติเพื่อการสละออกจึงเป็นสิ่งจำเป็น

บิดามารดาย่อมแบกภาระในการช่วยขจัดความกังวลของพวกเรา
แต่สำหรับเด็กกำพร้า จำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเอง

เสื้อขนสัตว์ที่ทำขึ้นด้วยความประณีต ย่อมให้ความผาสุกแก่ผู้สวมใส่
แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสจะได้สวมใส่นั้น ย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่จะจินตนาการถึงความรู้สึกผาสุกนี้ได้

พืชผลในไร่นาย่อมขจัดความยากจนไปได้
แต่สำหรับผู้ซึ่งมิได้ไถและหว่าน ย่อมไม่ได้รับความน่ายินดีนี้

ผู้พากเพียรปฏิบัติธรรม ย่อมได้รับผลอันน่าชื่นชมแห่งปฏิเวธธรรม
แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติ ย่อมไม่มีส่วนในการได้รับความสุขสงบอันน่าชื่นใจนี้

จงได้สละออกด้วยการบริจาคทานเถิด แล้วท่านจะไม่หิวโหยอีกต่อไป
ถ้าท่านต้องการพิชิตความเกียจคร้านและความง่วงเหงาซึมเซา
จงได้พากเพียรประกอบแต่กุศลกรรมเถิด
เพราะมันจะทำให้ศักยภาพในภายในแผ่พลังออกมามิรู้สิ้นสุด

จงได้ระลึกถึงความน่าสะพรึงกลัวแห่งโลกอบายไว้ให้จงดี
จงได้เกื้อหนุนผู้คนทั้งปวง ให้พากันได้ปฏิบัติพุทธธรรมเถิด
หลังจากได้ฟังบทโศลกนี้จบลง ญาติโยมหลายคน ได้สละอุทิศตนเพื่อปฏิบัติธรรม มีชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่ผู้ฟังธรรม บังเกิดศรัทธาอย่างมั่นคงในท่านมิลาเรปะ ได้ขอติดตามไปรับใช้ท่าน ท่านมิลาเรปะดำริว่า “ชายผู้นี้คือบุคคลที่เทพธิดาได้พยากรณ์เอาไว้ อาตมาควรรับไว้เป็นศิษย์” ท่านได้ก่อแรงบันดาลใจและให้ข้อแนะนำแก่ชายหนุ่ม หลังจากปฏิบัติตามคำสอนได้ไม่นาน เขาก็บรรลุถึงความวิมุติหลุดพ้น เป็นที่รู้จักกันในนาม รอนชอน เรปะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสานุศิษย์ที่ใกล้ชิดท่านมิลาเรปะ

นี้เป็นตำนานเรื่องราวที่ท่านมิลาเรปะพบ รอน ชอน เรปะ ที่ ดราจาดอจี สัน

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com