บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี ระหว่างการเดินทางจากบูเชนชิตาง สู่ภูเขาหิมะดีซี บรรดาเทพยาดาอารักษ์จากทะเลสาบมาปาม ได้ปรากฏกายขึ้นเพื่อต้อนรับท่านมิลาเรปะและบรรดาสานุศิษย์ของท่าน ต่างแสดงอาการน้อมคารวะและรับรองความปลอดภัยในอาณาจักรของพวกตน เทพประจำท้องถิ่นได้ชี้ทางไปยังกระท่อมสำหรับบำเพ็ญสมาธิภาวนา ซึ่งมีชื่อเสียงเก่าแก่ เมื่อหมู่ภิกษุสงฆ์มาถึงริมทะเลสาบมาปาม ได้มีนักบวชลัทธิบอน เข้ามาพบท่านมิลาเรปะ พร้อมด้วยผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง นักบวชลัทธิบอนผู้นี้ เคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมิลาเรปะมาก่อน แต่เขาแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมาก่อนเลย นักบวชผู้นี้มีนามว่านาโรบุนชอน เขาได้เอ่ยถามท่านมิลาเรปะว่า “ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด และจะไปที่ไหน?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “พวกเราจะไปยังภูเขาหิมะดีซี เพื่อบำเพ็ญสมาธิภาวนา จุดหมายของเราอยู่ที่กระท่อมในบริเวณนั้น” พระลัทธิบอนได้ถามว่า “ท่านเป็นใคร ท่านชื่ออะไร?”
“อาตมาคือมิลาเรปะ”
“โอ้ ถ้าอย่างนั้น เชื่อได้เลยว่าท่านชอบชื่อเสียงของทะเลสาบมาปามที่อยู่ห่างไกลมาก แต่เมื่อบุคคลได้ไปถึงมัน ย่อมพบว่าไม่น่าประทับใจสักเท่าใดเลย ตัวทะเลสาบอาจดูใหญ่โต แต่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่พวกเราครอบครองอาศัยอยู่ ถ้าท่านปรารถนาจะพำนักอยู่ที่นี่ ท่านต้องปฏิบัติตามคำสอนของพวกเรา และบ่มเพาะความเป็นพวกลัทธิบอนขึ้นมา” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อันที่จริงแล้ว ภูเขานี้ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจักเป็นสถานที่สืบสานและประดิษฐานศาสนธรรมของพระองค์ สำหรับอาตมาแล้ว มันเป็นสถานที่อันยิ่งใหญ่ เพราะถูกกล่าวถึงโดยท่านอาจารย์มาระปะของอาตมา พวกท่านที่นับถือลัทธิบอนนับว่าโชคดีจริงๆที่ได้อาศัยอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ถ้าท่านปรารถนาจะอยู่ต่อไป ท่านควรจะได้หันมาปฏิบัติตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมเป็นการดีกว่า ที่จะย้ายไปอยู่ที่อื่น”พระลัทธิบอนพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าท่านจะเป็นบุคคลที่มีสองบุคลิกภาพ ข้าฯได้ยินว่าท่านยิ่งใหญ่จริงๆ แต่เมื่อเข้ามาพบเจอใกล้ๆ ท่านดูไม่น่าประทับใจเลย ถ้าท่านเป็นบุคคลพิเศษตามคำเล่าลือ ท่านควรไม่ถือสาที่จะได้มาประลองอิทธิปาฏิหาริย์แข่งกับข้าฯ และมีเงื่อนไขว่าผู้แพ้ต้องไปอยู่ที่อื่น”
นักบวชจากลัทธิบอน เริ่มต้นด้วยการแสดงนิมิตให้ผู้คนเห็นโดยยืนกางขาคร่อมทะเลสาบ มาปาม ไว้ทั้งหมด และกล่าวบทโศลกขึ้นว่า

ภูเขาหิมะดีซีมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล
แต่ปลายยอดของมัน ปกคลุมบดบังด้วยหิมะหนาแน่นมาก
ทะเลสาบมาปามเป็นที่รู้จักกันอย่างดี
แต่พลังน้ำก็สามารถทะลักทลายเข้ามาได้อยู่เสมอ

ชื่อเสียงเกียรติ์คุณของท่านมิลาเรปะยิ่งใหญ่มาก
แต่ท่านก็ยังเป็นคนแก่ที่เลอะเลือน ผู้ที่นอนหลับอย่างเปลือยเปล่า
ท่านเปล่งธรรมคีตาอันไพเราะออกจากปาก
แต่ท่านกลับถือไม้เท้า
ไม่มีอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เลย

ในลัทธิบอนของเรา
ผู้ที่เป็นอมตะคือ เรือนกายแห่งสวัสดิกะ
เทพเจ้า เย ชิน ซูพัด และเทพองค์อื่นๆ
ภาพเทพดุร้ายที่เสพโลหิตด้วยอาการสะแหยะปาก มีเก้าเศียร สิบแปดกร และเต็มไปด้วยฤทธิ์เดช คือร่างจำแลง

น้องหญิงของเทพเจ้า คือมารดาผู้พิชิตโลกทั้งผอง
ตัวข้าฯ นักบวชหนุ่มแห่งลัทธิบอน เป็นสานุศิษย์ของเธอ
จงมองมาที่ข้าฯ จะได้เห็นว่าพลังอันมหัศจรรย์ของข้าฯ ยิ่งใหญ่เพียงใด

ท่านมิลาเรปะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ โดยนั่งคร่อมเหนือทะเลสาบ ทั้งๆที่ร่างกายของท่านไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้น และทะเลสาบก็ไม่ได้เล็กลงแต่อย่างใด แต่ท่านสามารถบดบังทะเลสาบไว้ได้ทั้งหมด พร้อมกันนั้นท่านยังได้กล่าวแสดงบทโศลกอีกด้วยว่า

จงโปรดได้รับฟังอาตมา บรรดาเทพยดาและมนุษย์ที่กำลังรายล้อมอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้

บนบัลลังก์เหนืออิทธิพลของโลกธรรมทั้งแปดประการ ณ ยอดภูเขาพญาอินทรีย์
พระศรีศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับนั่งอยู่

ณ ธรรมมณฑลแห่งสรวงสวรรค์
ท่านมหาสมณะ ดอจี ชาง ผู้สืบทอดวิถีทางแห่งพุทธภาวะนับเป็นองค์ที่หก ประทับอยู่

เทพธิดาแด๊กมีม่า คือมหามารดา
ร่างจำแลงของการเวียนเกิดคือท่านทิโลปะ ผู้ประเสริฐ
คุรุผู้ปกป้องคุ้มครอง คือท่านนาโรปะ
ผู้ถ่ายทอดพระปริยัติธรรม คือท่านอาจารย์มาระปะ
ด้วยเทพเจ้าทั้งสี่องค์นี้ อาตมาได้รับความเมตตากรุณาและการประทานพรชัย

อาตมามิลาเรปะ ผู้เบิกบานแจ่มใสอยู่ด้วยความสละปล่อยวาง
ได้จาริกธุดงค์มาปฏิบัติบำเพ็ญยังภูเขาหิมะดีซี ก็เพื่อต้องการก่อประโยชน์สุขให้แก่มหาชน

ท่านโยคีแห่งลัทธิบอน ผู้เต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิ จงได้ฟังอาตมา

ภูเขาหิมะดีซี อันมีชื่อเสียงระบือไกล ขาวโพลนไปด้วยหิมะ
เป็นนิมิตหมายแห่งความบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนา
บรรดาธารน้ำที่พากันไหลรวมลงสู่ทะเลสาบมาปาม
เป็นนิมิตหมายแห่งองค์ประชุมทั้งแปด ซึ่งหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวสู่สัมมาอริยมรรค
ที่จักนำพาไปสู่ความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์อันเป็นอมตะ

อาตมามิลาเรปะผู้มีชื่อเสียงเกียรติ์คุณขจรไกล ชายชราผู้นอนหลับด้วยร่างที่เปลือยเปล่า
คือผู้ที่พ้นแล้วจากการกำหนดหมายแบ่งแยกคุณค่าของสิ่งต่างๆออกเป็นคู่ๆ ตามคติทวินิยม

วจีกรรมของอาตมาคือสัจจะสภาวะธรรมที่หลั่งไหลออกมาจากดวงใจที่รู้แจ้งตระหนักชัด
อันล้วนเป็นคำอธิบายข้อความในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ให้กระจ่างเพิ่มมากขึ้น

ไม้เท้าในมือของอาตมาเป็นนิมิตหมายแห่งการก้าวล่วงสังสารวัฏอันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
อาตมาผู้มีอำนาจเหนือนามรูป ย่อมสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้นาๆประการ
โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือของบรรดาเทพธิดา

สถานที่แห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของเทพยดาเป็นอันมาก
ภูเขาดีซี เป็นราชาแห่งภูเขาหิมะบนโลกภพนี้
สถานที่แห่งนี้ เหมาะสำหรับการปฏิบัติบำเพ็ญของเหล่าพุทธสาวก และสานุศิษย์ของมิลาเรปะ

ถ้านักบวชในลัทธิบอนและคนนอกศาสนา จะได้พากันปฏิบัติธรรม ณ บัดนี้ แล้วไซร้
ไม่ช้าไม่นานก็จักบรรลุถึงประโยชน์อันยิ่งใหญ่
ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ต้องพากันไปอยู่ ณ สถานที่อื่น
เพราะว่าอิทธิปาฏิหาริย์ของอาตมา ยิ่งใหญ่เหนือกว่าของท่านมากมายนัก
จงมองดูใกล้ๆ ณ บัดนี้ แล้วดูซิว่าอาตมาสามารถทำอะไรได้น่าอัศจรรย์บ้าง

ท่านมิลาเรปะได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์อย่างอื่นให้ดูอีก ท่านแสดงให้เห็นภาพทะเลสาบมาปามทั้งหมด ขึ้นมาอยู่ที่ปลายนิ้วของท่าน โดยไม่ได้ทำอันตรายใดๆกับสัตว์น้ำในทะเลสาปแม้แต่ตัวเดียว นักบวชในลัทธิบอนกล่าวว่า “การแสดงอันดับแรกที่ผ่านมานี้ อิทธิฤทธิ์ของท่าน เหนือกว่าของข้าฯ แต่โดยที่ข้าฯพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้มาก่อน ดังนั้นท่านต้องให้โอกาสประลองกับข้าฯอีกครั้งหนึ่ง เพื่อดูซิว่า ใครจะเหนือกว่าใครกันแน่” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อาตมาจะไม่ประลองกับท่านอีก ท่านผู้เป็นนักมายากล ซึ่งละเลงว่านยาบนร่างกายเพื่อหลอกคนอื่นด้วยทัศนียภาพลวง อาตมาจะไม่ประลองกับบุคคลเช่นนี้ ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ ก็จงไปอยู่ที่อื่น” นักบวชลัทธิบอนโต้ว่า “ข้าฯจะไม่ละทิ้งคำสอนของลัทธิบอนนิกายสวัสดิกะ ถ้าท่านมีชัยชนะในการประลองฤทธิ์ ข้าฯก็จะยอมไปที่อื่น ถ้าไม่เช่นนั้น ข้าฯจะไม่มีวันไปจากที่นี่ โดยที่ธรรมวินัยของศาสนาพุทธ บัญญัติว่าท่านไม่อาจฆ่าหรือทำอันตรายข้าฯได้ มันไม่ได้เป็นดังนั้นดอกหรือ? ณ บัดนี้ ขอเราจงมาต่อสู้กันด้วยพลังเหนือธรรมชาติของเราทั้งสองเถิด”
จากนั้นนักบวชในลัทธิบอน ก็เคลื่อนตัวหมุนวนทวนเข็มนาฬิการอบภูเขาหิมะดีซีจากขวาไปซ้าย ขณะที่ท่านมิลาเรปะ ก็เคลื่อนตัวหมุนวนไปตามเข็มนาฬิกา ทั้งสองได้พบกันที่ก้อนศิลาใหญ่ ทางหุบเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือ นักบวชลัทธิบอน บอกท่านมิลาเรปะว่า “ท่านสมควรหมุนไปทางเดียวกับวิถีของลัทธิบอน” เขาใช้มือลากท่านมิลาเรปะไปตามทิศที่เขาหมุนวนไป ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “อาตมาจะไม่ไปตามทางที่ผิด ซึ่งสวนทางกับวิถีแห่งพุทธ มันเป็นการดีกว่าแน่นอน ที่ท่านต้องหมุนวนไปตามทิศทางของอาตมา” ท่านมิลาเรปะลากนักบวชลัทธิบอนไปในทิศของท่าน ขณะประลองพลังกันบนก้อนศิลาใหญ่ นักบวชทั้งสอง ได้ประทับรอยเท้าไว้บนก้อนศิลาเป็นจำนวนมาก แต่โดยที่พลังของท่านมิลาเรปะเหนือกว่ามาก ท่านจึงสามารถดึงนักบวชในลัทธิบอนหมุนวนไปในทิศทางของท่าน เมื่อทั้งคู่มาถึงด้านเหนือของภูเขาหิมะดีซี นักบวชลัทธิบอนได้กล่าวว่า “หลังจากนี้ เราสมควรจะหมุนกลับไปตามทิศทางของลัทธิบอน” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “นั่นขึ้นอยู่กับว่าพลังเหนือธรรมชาติของใครจะมากกว่ากัน” นักบวชลัทธิบอนกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าพลังอำนาจของท่านจะมีมากกว่าข้าฯ แต่เราสมควรจะต้องประลองพลังกันต่อไปอีก” เมื่อกล่าวจบนักบวชลัทธิบอน ได้ยกก้อนหินมหึมาเท่าตัวจามรีขนาดใหญ่ขึ้นที่หน้าภูผา ท่านมิลาเรปะได้ตรงเข้ามายกทั้งนักบวชลัทธิบอนและก้อนศิลาใหญ่ขึ้นด้วยกัน นักบวชลัทธิบอนกล่าวว่า “ครั้งนี้ท่านก็ชนะอีก แต่การชนะครั้งหรือสองครั้ง ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก เราสมควรที่จะประลองพลังกันต่อไป” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “หมู่ดาวมากมายอาจจะพยายามแข่งรัศมีกับแสงจันทร์และแสงอาทิตย์ แต่ความมืดที่ครอบคลุมทวีปทั้งสี่ ย่อมจะถูกขจัดให้อันตรธานไปได้ด้วยแสงจันทร์และแสงอาทิตย์เท่านั้น ท่านอาจจะพยายามแข่งขันกับอาตมา แต่ไม่มีวันที่ท่านจะมาเทียบเทียมอาตมาได้เลย ณ บัดนี้ ภูเขาหิมะดีซีอยู่ในความครอบครองของอาตมา การเปิดเผยอิทธิฤทธิ์ของอาตมาเป็นไปเพื่อตามใจท่าน ทุกๆคนในที่นี้ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติบำเพ็ญในพระพุทธศาสนา มีพลานุภาพเหนือกว่ามาก”
จากนั้น ท่านมิลาเรปะเปลี่ยนไปนั่งอยู่ที่ถ้ำดอกบัวทางตะวันตกของหุบเขาปราสาท ขณะที่นักบวชลัทธิบอนนั่งอยู่ทางด้านตะวันออก ท่านมิลาเรปะแสดงฤทธิ์อำนาจ เหยียดขาของท่านทอดข้ามหุบเขาไปโผล่ยังบริเวณที่นักบวชลัทธิบอนนั่งอยู่ ท่านได้ตะโกนบอกนักบวชลัทธิบอนว่า “ท่านจงทำเช่นเดียวกับอาตมาเถิด” นักบวชลัทธิบอนพยายามที่จะเหยียดขาของตนออกบ้าง แต่ไม่สามารถเหยียดออกได้ถึงริมลำธารด้วยซ้ำไป บรรดาพวกอมนุษย์ในท้องฟ้า ที่เฝ้าดูอยู่ ต่างหัวเราะใส่หู นักบวชลัทธิบอน กันอย่างครื้นเครง แม้ว่านักบวชลัทธิบอนจะเริ่มรู้สึกอับอาย เขาก็ยังตะโกนออกมาว่า “ข้าฯยังต้องการที่จะสู้อยู่ต่อไป” นักบวชลัทธิบอนได้พยายามหมุนวนรอบภูเขากลับไปในทิศทางของลัทธิบอนอีก ขณะเดียวกับที่ท่านมิลาเรปะก็ยังทำให้หมุนกลับไปทางเดิม ในที่สุดทั้งสองได้พบกันทางด้านใต้ของภูเขาหิมะดีซี เมื่อฝนเริ่มตกลงมา ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เราต้องการที่กำบัง เราทั้งสองควรสร้างบ้านขึ้นมา ท่านจะเลือกเป็นผู้ทำฐานหรือหลังคา?” นักบวชลัทธิบอนกล่าวว่า “ข้าฯต้องการทำหลังคามากกว่า ท่านทำฐานก็แล้วกัน” ท่านมิลาเรปะตกลง จากนั้นท่านชี้ไปที่หินแท่งใหญ่เท่าคนสามคน พลังจิตทำให้หินตั้งขึ้นมา ท่านกล่าวว่า “จงไป ณ ที่นั้นกันเถิด” เมื่อทั้งสองไปถึง ท่านมิลาเรปะเริ่มวางฐานราก ท่านแลเห็นนักบวชลัทธิบอนผ่าก้อนหินขนาดยักษ์ ท่านมิลาเรปะเข้าสู่สุญตสมาธิ ก้อนหินที่นักบวชลัทธิบอนถืออยู่ หักกลางเป็นสองท่อน ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ท่านจงนำหลังคามาที่นี่” นักบวชลัทธิบอนตะโกนว่า “ท่านได้หักมันเป็นสองท่อนเรียบร้อยแล้ว” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “เพราะเรากำลังประลองพลังกันอาตมาจึงหักมันเสีย แต่ไม่เป็นไร อาตมาจะให้ท่านได้เตรียมหินก้อนใหม่ และจะไม่เพ่งเพื่อหักมัน คราวนี้ท่านจะได้นำหินที่เตรียมไว้มา” นักบวชลัทธิบอนผ่าหินก้อนใหม่ และก่อนที่จะยกขึ้น ท่านมิลาเรปะเพ่งให้เกิดแรงกดลง นักบวชลัทธิบอนยกหินไม่ขึ้น ไม่ว่าจะได้พยายามอย่างใดก็ตาม ในที่สุดเขาต้องล้มเลิกความพยายามและกล่าวว่า “ข้าฯได้เตรียมหินทำหลังคาไว้แล้ว ท่านจะต้องเป็นผู้มานำไป” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมาเป็นผู้ทำฐานท่านเป็นผู้วางหลังคา ณ บัดนี้ จงพยายามยกให้ขึ้นและนำมาที่นี่” นักบวชลัทธิบอนพยายามใหม่อย่างหนัก แต่ไม่สามารถขยับก้อนหินให้เคลื่อนที่ได้แม้แต่นิ้วเดียว ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า “อาตมาได้บรรลุถึงพลังอำนาจทั้งที่เป็นโลกียะธรรมดาๆและที่เป็นโลกุตตระอันสูงสุด อิทธิฤทธิ์ของอาตมาแตกต่างจากของท่าน แม้ว่าท่านจะบรรลุถึงพลังอำนาจธรรมดาที่เป็นโลกียะ มันก็ไม่สามารถเทียบเทียมอาตมาได้ ถ้าอาตมาลุกคืบหน้ามากไปกว่านี้ ท่านจะไม่สามารถผ่าก้อนหินได้ด้วยซ้ำไป ที่อาตมาไม่ได้ลุกคืบหน้าตั้งแต่ต้นก็เพื่อให้คนดูสนุกเท่านั้นเอง จงดูว่าอาตมายกมันขึ้นได้อย่างไร?” ท่านมิลาเรปะใช้มือเดียวยกก้อนหินแบกขึ้นบ่าของท่าน ฝ่ามือของท่านประทับเป็นรอยอยู่บนก้อนหิน จากนั้นท่านเปลี่ยนเป็นยืนประทับรอยเท้าลงบนก้อนหิน สุดท้ายท่านประทับรอยศีรษะลงบนหิน ในเวลาต่อๆมาถ้ำแห่งนี้ถูกขนานนามว่า ถ้ำแห่งการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ และกลายเป็นถ้ำที่มีชื่อเสียงมาก เป็นประจักษ์พยานว่านักบวชลัทธิบอนได้พ่ายแพ้ ณ ที่นี้ ท่านมิลาเรปะได้ประลองพลังหลายรูปแบบกับนักบวชลัทธิบอนนาโรบุนชอน พลังอำนาจของท่านเหนือชั้นกว่ามาก ในที่สุด นักบวชลัทธิบอนกล่าวว่า “ท่านพูดว่าข้าฯเป็นนักมายากล ตามที่ข้าฯเห็น ท่านก็เป็นนักมายากลเช่นกัน ข้าฯไม่ได้ถูกโน้มน้าวโดยพลังอำนาจของท่าน เราจะทดสอบกันดูว่า ในอีกสิบห้าวันต่อจากนี้ไป ใครจะไปถึงยอดภูเขาหิมะดีซีได้ก่อนกัน ผู้ชนะจะได้เป็นเจ้าครอบครองภูเขา” ท่านมิลาเรปะตอบตกลงและกล่าวว่า “เราจะทำตามที่ท่านต้องการ มันน่าสงสารยิ่งนัก ที่นักบวชลัทธิบอนคิดว่าพลังภายในอันน้อยนิดของท่าน เป็นอิทธิฤทธิ์สูงสุด การบรรลุถึงพลังอำนาจสูงสุดที่เป็นโลกุตระตระ บุคคลต้องสามารถบังคับธรรมชาติแห่งจิตของตนเองได้ ผู้ที่ต้องการตระหนักชัดในเรื่องนี้ เขาต้องฝึกบำเพ็ญในสำนักของอาตมา” นักบวชลัทธิบอนกล่าวว่า “จิตของท่านกับจิตของข้าฯแตกต่างกันด้วยหรือ? ของท่านดีของข้าฯเลวอย่างนั้นหรือ มันแตกต่างกันตรงไหน ระหว่างพุทธกับบอน? ท่านอาจช่ำชองในมายากลมากกว่าข้าฯเท่านั้นเอง ที่ผ่านมามันดูเหมือนว่าท่านจะเหนือกว่า การแข่งขันเพื่อไปถึงยอดภูเขาดีซี จะตัดสินชี้ขาดตลอดไป” ท่านมิลาเรปะกล่าวตกลงว่า “ดีแล้ว มันจะตัดสินทุกอย่าง” นาโรบุนชอน รวบรวมพลังจิตระลึกถึงเทพเจ้าของเขาอย่างมั่นคง ขณะที่ท่านมิลาเรปะคงปล่อยไปตามธรรมชาติ เมื่อครบสิบห้าวัน ตั้งแต่เช้าตรู่ นาโรบุนชอน ในชุดเสื้อคลุมสีเขียว และดีดพิณเครื่องดนตรีของบอน เหาะไปกับกลอง ผ่านท้องฟ้าไปยังภูเขาดีซี สานุศิษย์ของท่านมิลาเรปะต่างได้เห็นภาพนี้กันทั่วหน้า แต่ดูเหมือนว่าท่านมิลาเรปะยังไม่ตื่น เรชุงปะ ถึงกับต้องตะโกนออกมาว่า “ท่านอาจารย์ลุกขึ้นเถิด ดูนั่น ถึงจะยังเช้าอยู่ แต่นาโรบุนชอน เหาะไปกับกลอง สู่ภูเขาดีซี เขาขึ้นไปถึงระดับความสูงที่กึ่งกลางของภูเขาแล้ว”
ท่านมิลาเรปะยังนอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และในที่สุดท่านพูดออกมาอย่างเยือกเย็นว่า “นักบวชลัทธิบอนเพื่อนของเราไปถึงเรียบร้อยแล้วหรือ?” บรรดาสานุศิษย์ต่างร้อนใจต้องการให้ท่านมิลาเรปะรีบแสดงอิทธิฤทธิ์ ท่านมิลาเรปะเพ่งไปยังนักบวชลัทธิบอน ทุกคนได้แลเห็นว่า นักบวชลัทธิบอนไม่สามารถเหาะขึ้นไปได้สูงกว่านั้น ได้แต่เหาะวนไปรอบๆ
พอตกสาย ท่านมิลาเรปะก็เหาะขึ้นสู่ยอดเขาในพริบตาเดียว แม้ว่าท่านมิลาเรปะจะรู้ว่าแก่นสารของจิตคือเอกสภาวะเดียวกัน ท่านก็แสดงความร่าเริงให้เห็น นาโรบุนชอน ได้คลายทิฐิมานะลง และกล่าวว่า “พลังอำนาจของท่าน เหนือกว่าข้าฯมากนัก ณ บัดนี้ท่านคือเจ้าผู้ครอบครองภูเขาหิมะดีซี ข้าฯจะยอมไป แต่จะไปอยู่ในสถานที่ๆยังสามารถมองเห็นภูเขาหิมะดีซีได้”
ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “แม้ว่าท่านจะได้รับพรชัยจากบรรดาเทพเจ้าแห่งโลกีย์ และบรรลุถึงพลังอำนาจด้วยโลกีย์ฤทธิ์ แต่อาตมานั้นได้บรรลุถึงความรู้แจ้งตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ และบรรลุถึงพลังอำนาจที่เป็นโลกุตระ จะเป็นไปได้อย่างไร ที่ท่านจะสามารถมีชัยชนะเหนืออาตมา ยอดภูเขาหิมะดีซี เป็นสวนศักดิ์สิทธิ์แห่งวัชชระ อันเป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าแห่งปัญญาญาณ กอโล ดอมปา พำนักอยู่ บุญกุศลของท่านไม่มากพอที่จะไป ณ สถานที่แห่งนั้นดอก เพื่ออุทิศให้กับพุทธศาสนิกชนที่แวดล้อมอยู่ในสถานที่แห่งนี้ อาตมาได้ขออนุญาตบรรดาเทพเทวา เพื่อเปิดเผยให้เขาทั้งหลายได้แลเห็น เพราะอาตมาต้องการระงับความหยิ่งลำพองของท่าน อาตมาจึงทำให้ท่านตกภูเขา และสูญเสียกลองไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แม้แต่จะมาให้ถึงตีนเขาดีซี ท่านก็ต้องอาศัยพลังอำนาจของอาตมา อาตมาจะได้กล่าวให้เธอฟัง ณ บัดนี้ ว่าทำไมอาตมาจึงได้ครอบครองพลังอำนาจเช่นนั้น”
เรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับการที่พระพุทธองค์มิได้ทรงหมกมุ่นกับมิจฉามรรค
ของบรรดาเจ้าลัทธิทั้งหกในสมัยนั้น
ได้ก่อให้เกิดสัมมาปฏิปทาอันทำให้พุทธธรรมแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก

ณ ภูเขาหิมะดีซี ซึ่งอาตมาได้รับชัยชนะเหนือลัทธิบอน
ดวงประทีปแห่งปัญญาถูกจุดให้สว่างไสวขึ้นด้วยพระธรรมคำสั่งสอน
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฤทธิอำนาจเหนือมนุษย์ของอาตมา ถูกสั่งสมขึ้นด้วยเหตุปัจจัยนานับประการ
การเป็นทายาทสืบสานพระศาสนา ด้วยพรชัยและด้วยความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่
เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของพลังอำนาจนี้

พลังจากท่านมหาสมณะ ดอจี ชาง ผู้เป็นองค์พระพุทธเจ้าวัชชระธารา อย่างหนึ่ง
ความปราณีของบรรดาคณาจารย์ ผู้ช่ำชองในคำสอนที่เป็นแก่นสารสาระทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง
พรชัยของท่านอาจารย์มาระปะ เป็นลำดับที่สาม

พระโพธิญาณที่เต็มไปด้วยความหยั่งรู้อันปราศจากขอบเขต เป็นพลังอำนาจอย่างหนึ่ง
ธรรมชาติของจิตเดิมแท้อันประภัสสร เป็นอีกอย่างหนึ่ง
อัปปานาสมาธิอันมั่นคง แห่งเอกสภาวะเดียวของความไม่แบ่งแยก
และแสงสว่างอันไม่มีประมาณแห่งปรีชาญาณ ก็เป็นพลังอำนาจด้วย

ถ้ามีการสละปล่อยวางจนผ่อนคลายลงได้อย่างสมบูรณ์
บุคคลย่อมพบว่าการไม่พักไม่เพียร โดยตัวของมันเอง คือพลังอำนาจ

ความผันแปรที่ไหลไปอย่างต่อเนื่อง ความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ ความประชุมกันแห่งเหตุปัจจัย
และหน้าตาแห่งตัวตน ของธรรมชาติอันยิ่ง ล้วนนำมาซึ่งพลังอำนาจ

การปลดปล่อยอัตตาตัวตนสู่ความอิสรเสรีจากรูปธรรมทั้งปวง คือพลังอำนาจ
ถ้าบุคคลได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของคุรุของเขา
การสำรวมระวังในคำสั่งสอน กลับกลายเป็นพลังอำนาจ
การเป็นอยู่โดยปราศจากบาปกรรมและปราศจากการล่วงละเมิดใดๆ เป็นพลังอำนาจ
ถ้าบุคคลสามารถบำเพ็ญสมาธิภาวนาได้เต็มตามศักยภาพของตน
การปฏิบัติอันยิ่งเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งพลังอำนาจ
เมื่อปรากฏการณ์ทั้งหลาย กลับกลายเป็นดังกัลยาณมิตรของท่าน
พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่จักหยั่งลง
ความวิริยะและธรรมวิจัย ก่อให้เกิดพลังอำนาจด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ล้วนมีส่วนในการก่อพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้กับอาตมา
ด้วยพลังอำนาจเหล่านี้ อาตมาได้ปราบพิชิตพวกนอกศาสนา
นับแต่นี้ต่อไป อาตมาจะเป็นเจ้าแห่งภูเขาหิมะดีซี
อาตมาจะได้ประดิษฐานพุทธธรรมขึ้น ณ ภูเขาหิมะ ดีซี
เพื่อยังประโยชน์สุขแก่ทวยเทพเทวาและมนุษย์นิกรทั้งปวง

นักบวชในลัทธิบอนกล่าวว่า “ณ บัดนี้ ข้ายอมรับพลังอำนาจของท่าน มันยิ่งใหญ่จริงๆ ข้าฯขอร้องท่าน โปรดยอมอนุญาตให้ข้าฯพำนักอยู่ในสถานที่ซึ่งสามารถแลเห็นภูเขาดีซี” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ท่านคงจะอยู่บนภูเขาตรงนั้นได้” ท่านกล่าวพร้อมกับขว้างก้อนหิมะไปยังยอดเขาทางตะวันออก ในเวลาต่อๆมา ก้อนหิมะที่ท่านขว้างไป ยังสามารถมองเห็นได้บนยอดเขาลูกนั้น สานุศิษย์ของท่านมิลาเรปะ ได้ครอบครองอาณาบริเวณทั้งสามทะเลสาบในภูเขาหิมะดีซี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
นี้คือตำนานเรื่องราวที่ท่านมิลาเรปะปราบพิชิต นาโรบุนชอน ที่ภูเขาหิมะดีซี

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook