ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>
รำวงมาตรฐาน
วรรณทิพย์ กุคาใส
สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
รำวงมาตรฐาน หมายถึง ศิลปะแห่งการฟ้อนรำให้เข้ากับจังหวัดหน้าทับใช้ท่ารำที่เป็นแบบฉบับ มาตรฐานโดยรำเป็นวงกลม หันหน้าทวนเข็มนาฬิกา
การรำวงมาตรฐานเป็นการรำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยการดูแลของกรมศิลปากรร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ช่วยกันจัดทาขึ้น เพื่อให้เป็นแบบแผนในการใช้ท่ารำให้งดงามถูกต้องตามหลักนาฎศิลป์ไทย
รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันเป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า มาตรฐาน จะเรียกกันเพียงว่า รำวง เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวัดก็คือ โทน และกรับ โดยจังหวัดการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวัดหน้าทับ จึงเรียกว่า รำโทน ในด้านของบทเรื่องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคาและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้านเนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเช้าเย้าแหย่ การเกี๊ยวพารำสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชมตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจานวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นามาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืม เลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่
ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปรำการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทยโดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลาเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกาลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปรำบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรำนของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทาลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจานวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น
เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเครียด ความหวาดผวา ด้วยการนาศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทาเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น
ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย ควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง
สถานที่แสดง ไม่จากัดขอบเขต เนื่องจากให้รำได้ในโอกาสรื่นเริงต่างๆ จึงรำได้โดยทั่วไป
เครื่องดนตรี ใช้วงปี่พาทย์ไม่นวม มีระนาด ฆ้องวง ปี่ใน ตะโพน กลอง ทัด ฉิ่ง ฉาบ กรับและโทน
การแต่งกาย
รำวงมาตรฐานเป็นศิลปะที่ต้องศึกษาและควรรำให้เป็น สาหรับการแต่งกายนั้นผู้แสดงรำวงมาตรฐานสามารถแยกได้ 4 แบบ ตามกรมศิลปากร ) ดังนี้
แบบที่ 1 แบบชาวบ้าน
ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอพวงมาลัย เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหน้า
หญิง นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบอัดจีบ ปล่อยผม ประดับดอกไม้ที่ผมด้านซ้ำย คาดเข็มขัด
ใส่เครื่องประดับ
แบบที่ 2 แบบรัชกาลที่ 5
ชาย นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตน ใส่ถุงเท้า ร้องเท้า
หญิง นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อลูกไม้ สไบพาดบ่าผูกเป็นโบว์
ทิ้งชายไว้ข้างลาตัวด้านซ้ำย ใส่เครื่องประดับมุก
แบบที่ 3 แบบสากลนิยม
ชาย นุ่งกางเกง สวมสูท ผูกไท้
หญิง นุ่งกระโปรงป้ายข้าง ยาวกรอมเท้า ใส่เสื้อคอกลม แขนกระบอก
แบบที่ 4 แบบรำตรีสโมสร
ชาย นุ่งกางเกง สวมเสื้อพระราชทาน ผ้าคาดเอวห้อยชายด้านหน้า
หญิง นุ่งกระโปรงยาวจีบหน้านาง ใส่เสื้อจับเดรป ชายผ้าห้อยจากบ่าลงไปทางด้านหลัง
เปิดไหล่ขวา ศีรษะทาผมเกล้าเป็นมวยสูงใส่เกี้ยวและเครื่องประดับ
เพลงรำวงมาตรฐาน
เพลงรำวงมาตรฐาน มีจานวนทั้งสิ้น 10 เพลง ดังนี้
- เพลงงามแสงเดือน (ท่าสอดสร้อยมาลา)
- เพลงชาวไทย (ท่าชักแป้งผัดหน้า)
- เพลงรำมาซิมารำ (ท่ารำส่าย)
- เพลงคืนเดือนหงาย (ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)
- เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ (ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)
- เพลงดอกไม้ของชาติ (ท่ารำยั่ว)
- เพลงหญิงไทยใจงาม (ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)
- เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า (หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)
- เพลงยอดชายใจหาญ (หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)
- เพลงบูชานักรบ (เที่ยวที่ 1 หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด )
(เที่ยวที่ 2 หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว )