สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>
โรคคอพอก
โรคคอพอก เป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญยิ่งโรคหนึ่ง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการรณรงค์ควบคุมโรคคอพอกเนื่องจากการขาดไอโอดีน รวมทั้งได้มีการจัดตั้งระบบเฝ้าระวังโรคคอพอกตั้งแต่ พ.ศ. 2532 โดยใช้อัตราคอพอกในนักเรียนประถมการศึกษาเป็นดัชนีชี้วัด ผลจากการสำรวจอัตราโรคคอพอกพบว่า ในภาพรวมระดับประเทศอัตราโรคคอพอกมีร้อยละ 4.29 ใน พ.ศ. 2539 (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ม.ป.ป. : 73)
เพื่อให้เข้าใจถึงการขาดสารไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคคอพอกที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากร จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของโรคคอพอก ดังนี้
สาเหตุ
โรคคอพอก เป็นโรคที่ต่อมธัยรอยด์ที่คอโตผิดปกติ เกิดจากการขาดไอโอดีน ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนไธร้อกซิน (thyroxin) ของต่อมธัยรอยด์ (Thyroid) ในภาวะที่มีการขาดไอโอดีนการสร้างไธร้อกซินจะลดลงเป็นผลให้ต่อมพิทูอิทารี (Prtuitary gland) ในสมองหลั่ง ธัยรอยด์ สติมูเลติง ฮอร์โมน (Thyroid stimulating hormone : TSH) มากขึ้น พร้อมกันนี้นก็มีการเพิ่มจำนวนเซลล์ เพื่อขยายขนาดของต่อมธัยรอยด์ให้เพิ่มความสามารถในการจับไอโอดีน จึงทำให้เป็นคอพอก
อาการและอาการแสดง
ต่อมธัยรอยด์ ซึ่งอยู่สองข้างของของหลอดลมมีขนาดโตขึ้น ในบางรายที่ต่อมโตมากจะทำให้กลืนอาหารและหายใจลำบาก
ในชุมชนที่มีการระบาดของโรคคอพอกสูงจะพบว่ามีอุบัติการณ์ของการเป็นใบ้หูหนวกแต่กำเนิด (Deaf mutism) ร่างกายเตี้ยแคระและปัญญาอ่อน (Cretinism) ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า โรคเอ๋อ ในอัตราที่สูงกว่าปกติ
สำหรับอาการแสดงของคอพอกแบ่งออกได้เป็นระดับตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโรค WHO ดังนี้
ระดับ ลักษณะ
0 ต่อมธัยรอยด์ปกติซึ่งจะมองไม่เห็นและถ้าคลำดู 2 ข้างหลอดลมจะมีขนาดไม่เกินนิ้วหัวแม่มือของเจ้าของ เมื่อเงยศีรษะขึ้นมองไม่เห็นว่ามีก้อนโตอยู่หน้าลำคอ
1 ต่อมธัยรอยด์มีขนาดโตคลำพบว่าใหญ่เกินนิ้วหัวแม่มือเมื่อเงยศีรษะไปด้านหลังเต็มที่จะเห็นว่าต่อมมีขนาดโตได้ชัดเจน
2 ต่อมธัยรอยด์โตจนสามารถมองเห็นได้เมื่ออยู่ในทาปกติ และไม่จำเป็นต้องอาศัยการคลำ
3 ต่อมธัยรอยด์มีขนาดโตมากจนมองเห็นได้ตั้งแต่ในระยะไกล
การรักษา
โดยการให้เกลือไอโอดีนปรุงอาหาร
ถ้าคอพอกโตมากอาจต้องใช้ยาหรือผ่าตัดออก หรือในรายคอพอกโตไปเบียดและกดหลอดลม
หลอดอาหาร ทำให้กลืนลำบากหายใจไม่สะดวกก็ต้องรักษาโดยการผ่าตัด
การป้องกัน
วิธีการที่ใช้ในการป้องกันโรคคอพอกโดยการเพิ่มปริมาณไอโอดีนในอาหารให้เท่ากับระดับความต้องการของร่างกาย คือ 100 150 ไมโครกรัม ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่การป้องกันที่ได้ผลดี มีดังนี้ คือ
1. การเติมเกลือไอโอไดด์ ไอโอเดตลงในเกลือแกงที่เรียกว่า
เกลือไอโอดีน หรือ เกลืออนามัย ซึ่งมีแพร่หลายทั่วไปใน
2. การรับประทานยาเม็ดที่มีโปแทสเซียมไอโอไดด์ 10 มิลลิกรัม เป็นระยะ ๆ สม่ำเสมอ
3. การรับประทานอาหารทะเล
การป้องกันที่สำคัญอีกทางหนึ่งก็คือให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ได้รับไอโอดีนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เพื่อป้องกันการคลอดลูกที่เป็นครีตีนนิสซึม (Cretinism) หรือโรคเอ๋อ


