Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา >>

การผลัดเซลล์ผิว

     กระบวนการในการผลัดเซลล์ผิว จะเกิดขึ้นที่บริเวณส่วนบนสุดของผิวหนังกำพร้า โดยที่เซลล์ผิวชั้นนอกสุดจะเป็นเซลล์ที่มีอายุมากที่สุด เมื่อเทียบกับเซลล์ผิวที่อยู่ชั้นถัดไป ซึ่งก็จะเกิดการเสื่อมสภาพ และหลุดออกกลายเป็นขี้ไคล โดยเราสามารถสรุปกระบวนการผลัดเซลล์ผิวได้อยางง่าย ดังนี้

  1. เซลล์ผิวจะเริ่มสูญเสีย โครงสร้างภายในเซลล์ และไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
  2. สูญเสียน้ำภายในเซลล์ ความสามารถยึดเกาะลดลง และเกิดช่องว่างระหว่างผิว
  3. เกิดการหลุดลอกออกของชั้นผิวเป็นขี้ไคล

ในการผลัดเซลล์ผิวใช้เวลาแตกต่างตามลักษณะเฉพาะผิวของแต่ละบุคคล เช่น ผู้ที่มีผิวมัน การผลัดเซลล์จะเกิดขึ้น ได้ช้ากว่าผู้ที่มีผิวแห้ง เพราะว่าคนที่มีผิวมันนั้น ผิวจะมีปริมาณซีบลั่ม (Zebrum) อยู่มาก ซึ่งจะเคลือบอยู่บริเวณผิวชั้นนอกทำให้ชั้นผิวสามารถเกาะติดกัน นอกจากนี้ ยังป้องกันการสูญเสียน้ำของเซลล์ผิว

ในการเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวจะมีการใช้สารที่มีคุณสมบัติเป็นกรดหรือด่าง ซึ่งได้มาจากสารเคมี และสารสกัดจากธรรมชาติ ตัวอย่าง เช่น

ข้อแตกต่างของการผลัดเซลล์ผิวระหว่างสารเคมีและสารสกัดจากธรรมชาติ

  1. การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีให้ผลที่เร็วกว่า แต่จะเกิดปัญหาการสะสมของสารเคมีที่ตกค้าง
  2. ความปลอดภัยของสารสกัดจากธรรมชาติ มีมากว่า สารเคมี เนื่องจากผลข้างเคียงมีน้อยกว่า
  3. สารสกัดจากธรรมชาติ ใช้ง่ายกว่า สารสารเคมีควรใช้ภายในใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

วิธีการการใช้สมุนไพร

ผิวผนัง (Skin)

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย โดยคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 16% ของน้ำหนักตัว มีลักษณะแตกต่างกันตามแต่ละส่วนของร่างกาย ทั้งในเรื่องของโครงสร้าง ความหนาและสีผิว โดยเราสามารถแบ่งแยกผิวหนังออกเป็น 3 ชั้น ใหญ่ ๆ คือ

ผิวหนังชั้นนอก หรือ หนังกำพร้า (Epidermis)
หนังกำพร้าเป็นชั้นผิวที่ปกคลุมอยู่บนสุด ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ที่มีการเกิด เจริญเติบโตพัฒนาการ และตายหลุดลอกออกไปจากร่างกายตลอดเวลา โดยชั้นนี้มีความหนาโดยเฉลี่ยประมาณ 1.5 – 4.0 มิลลิเมตร ซึ่งชั้นหนังกำพร้านี้ยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็นชั้นบาง ๆ ได้ 4 ชั้น

  1. เซลล์ที่ตายแล้ว เป็นชั้นที่ปกป้องผิวจากสารแปลกปลอมภายนอก ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วยโปรตีนที่เรียกว่า เคราติน (Keratin) จะมีความชุ่มชื้น 10-20% แต่หากความชุ่มชื้นลดต่ำกว่า 10% ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ผิวแห้ง
  2. เซลล์กั้น เป็นเนื้อเยื่อที่ค่อนข้างบาง 2-3 ชั้น ช่วยปกป้องสิ่งแปลกปลอมก่อนถึงผิวชั้นใน
  3. เซลล์ที่เจริญเติบโต เป็นเซลล์ขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อบาง ๆ 10 ชั้น
  4. เซลล์ที่เกิดใหม่ อยู่ชั้นล่างสุดของหนังกำพร้าติดกับหนังแท้ จะทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารและออกซิเจน จากเส้นเลือดฝอย รอบ ๆ และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้ ยังมีเซลล์อีกประเภทที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิน (Melanin) ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ดังนั้น การที่ผิวคนเรามีสีคล้ำ ตกกระ เป็นฝ้า รวมถึงการเกิดริ้วรอยแห่ง ล้วนเกิดจากการทำงานของเมลานินทั้งสิ้น

ผิวหนังแท้ (Dermis)
เป็นชั้นที่อยู่ต่อจากชั้นหนังกำพร้า มีความหนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) ระบบเส้นเลือด และระบบเส้นประสาท โดยผิวหนังแททำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่น ปกป้องร่างกาย อุ้มน้ำ ควบคุมสมดุลความร้อนของร่างกาย และเป็นประสาทรับสัมผัสต่าง ๆ

ชั้นไขมัน (Subcutaneous Tissue)
เป็นชั้นของไขมันที่อยู่ใต้ผิว โดยร่างกายใช้เป็นแหล่งเก็บสะสมพลังเหลือใช้

 

ประเภทของผิว

ผิวมัน (Oily Skin)

ลักษณะของผิวหน้ามักจะมีรูขุมขนกว้าง ผิวหน้าดูมันวาว มีน้ำมันอยู่บนใบหน้า ซึ่งทำให้ผิวดูหมองคล้ำ มีปัญหาเรื่องแต่งหน้าได้ไม่ติดทน และมักมีปัญหาเรื่องของสิว โดยเฉพาะช่วยอายุวัยรุ่น เนื่องจากระบบฮอร์โมนในร่างกายกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำมันบนใบหน้ามาก แต่คนที่มีผิวหน้ามันมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องริ้วรอย เพราะผิวมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา

การดูแลผิวมัน

ผิวแห้ง (Dry Skin)

ผิวแห้งเกิดจากการที่ผิวหนังชั้นบนสูญเสียน้ำและน้ำมันธรรมชาติ โดยมีอาการใบหน้าแห้งตึง ผิวลอก อาจเป็นขุย รูขุมขนเล็ก ผิวดูหยาบกร้าน และอาจมีอาการคันผิวร่วมด้วย สาเหตุของผิวแห้ง ส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด อากาศแห้ง และอายุที่มากขึ้นทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างน้ำมันได้เพียงพอ หากไม่ดูแลก็จะเกิดปัญหาเรื่องของริ้วรอย ดูแก่กว่าวัย

การดูแลผิวแห้ง

ผิวผสม (Mixed Skin)

ผิวลักษณะนี้บางส่วนจะแห้ง บางส่วนจะมีความมัน โดยเฉพาะบริเวณ ทีโซน (T-Zone) คือ ส่วนของใบหน้า ที่ประกอบไปด้วย หน้าผาก จมูก และบริเวณรอบปาก รวมไปถึงคาง ซึ่งบริเวณนี้จะมีความมันมาก เนื่องจากมีต่อมน้ำมันมากกว่าในบริเวณอื่นของใบหน้า ทำให้เกิดสิวเสี้ยว สิวอักเสบได้ง่าย ซึ่งการดูแลผิว อาจจะยุ่งยากกว่าผิว 2 ประเภทข้างต้น

การดูแลผิวผสม

ในการรักษาที่เห็นผลอย่างรวดเร็วทันอกทันใจ เช่น การรักษาหน้าด้วยการใช้กรดเจือจาง เช่น เอ แอซิด (A Acid) ในการทำ เบบี้เฟช (Baby Face) การเจือจางนี้ จะกัดฝ้าออกจากชั้นผิวหนังทำให้หลุดลอกออกภายในวันเดียว กรดชนิดนี้จะทำการกัดชั้นผิวหนังชั้นในออกไปด้วย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com