Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

เอ็ดเวิร์ค เจนเนอร์

(Edward Jenner)

        เอ็ดเวิร์ค เจนเนอร์ เกิดที่เมือง เบอร์เคลเลย์-กลอสเตอร์ไซร์ ประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม คศ. 1749 เป็นบุตรของสตีเฟน เจนเนอร์ซึ่งเป็นพระราชาคณะในศาสนาคริสต์ เมื่อจบการศึกษาใหม่ๆ ได้มีโอกาสติดตาม เจมส์ คุก นักสำรวจชาวอังกฤษไปกับเรือเดินทะเลเพื่อสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิก ด้วยความเพลิดเพลินในครั้งนั้นทำให้เจนเนอร์เกือบกลายเป็นนักธรรมชาติวิทยา แต่ก็เกิดเปลี่ยนใจเมื่อเห็นผู้คนต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยไข้เจ็บ จึงคิดจะเป็นหมอเพื่อหาทางช่วยรักษาพยาบาลแก่คนเหล่านั้นให้หายป่วย จึงได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ ดร.แดเนียล ลัดโลว์ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรม ในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ก็มีเสียงลือหนาหูว่าใครก็ตามที่เป็นฝีซึ่งเกิดจากการติดเชื้อฝีที่เป็นกับวัวแล้ว คนๆ นั้นจะไม่เป็นฝีดาษเลย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง เจนเนอร์ จึงเริ่มศึกษาเรื่องนี้โดยทำหนังสือสอบถามส่งไปในหมู่นักศึกษาแพทย์ แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือมากนัก แพทย์หลายคนคิดในทำนองเดียวกันว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเพียงข่าวลือมากกว่า หลังจากได้ศึกษากับ ดร.แดเนียล ลัดโลว์แล้ว เจนเนอร์ได้ไปศึกษากับนายแพทย์จอห์น ฮันเตอร์ ที่ลอนดอน ซึ่งนายแพทย์ผู้นี้ยึดถือคำสอนของฮิปโปเครตีส อย่างเคร่งครัด ที่ว่า “การใช้สมองขบคิดอย่างสุขุม การทำงานอย่างรอบคอบระมัดระวัง”

เจนเนอร์กลับสู่บ้านเกิดในปี ค.ศ. 1773 เพื่อทำการค้นคว้าเรื่องไข้ทรพิษอย่างจริงจัง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1780 เจนเนอร์พบว่าเชื่อฝีที่เกิดกับวัวมีอยู่ 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่งนั้นป้องกันและต่อต้านฝีดาษที่เกิดขึ้นกับคนได้ แต่ในระหว่างที่พบนั้นหาเชื้อฝีของวัวได้ยากจึงไม่อาจทำการทดลองต่อได้ ในปี ค.ศ. 1781 แมรี เวิทลีย์ มอนตากูได้นำความรู้เกี่ยวกับการป้องกันไข้ทรพิษในตุรกีเข้ามาเผยแพร่ในอังกฤษ โดยกล่าวว่าถ้านำเชื้อจากคนที่เป็นไข้ทรพิษมาใส่ในผิวหนังของคนที่ยังไม่เป็น จะสามารถป้องกันโรคได้ มีแพทย์อังกฤษได้ทดลองเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ผลที่ได้รับคือทำให้เชื้อระบาดหนักเข้าไปอีกจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จนกระทั่งวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1796 การปลูกฝีโดยอาศัยหลักวิชาเป็นครั้งแรกได้เริ่มขึ้น เจนเนอร์ได้เตรียมหนองฝีวัวที่ได้มาจากมือของหญิงรีดนมวัวชื่อ ซาราห์ เนลเมส ซึ่งมาให้เจนเนอร์รักษาฝี เจนเนอร์ได้ทำการปลูกเชื้อดังกล่าวให้กับ เด็กชายเจมส์ ฟิปส์ อายุ 8 ขวบ หลังจากฉีดครั้งแรกแล้วเจอเนอร์รอดูอาการของเด็ก จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1796 จึงได้เอาหนองฝีของไข้ทรพิษฉีดให้กับเด็กคนเดิมอีกครั้ง ซึ่งในระหว่ารอคอยผลการศึกษาอยู่นั้นก็มีเสียงติฉินนินทามากมายแต่เจนเนอร์ก็ไม่ได้สนใจ รอดูผลจนปรากฏว่าเด็กชายเจมส์ฟิปส์ไม่มีอาการผิดปกติอะไร ทางด้านผู้ที่เฝ้าดูอาการของเด็กชายเจมส์ฟิปส์ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยก็เปลี่ยนท่าทีซึ่งมีต่อเจนเนอร์ จากคำตำหนิติเตียนกลายเป็นยกย่อง ส่วนเจนเนอร์เองก็ยังพยายามที่จะทดลองเพื่อความเชื่อมั่นของตนเองอยู่ต่อไป และเขาก็ใช้เวลาอีก 2 ปีเพื่อหาคนทดลอง และก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เขาจึงพิมพ์หนังสือออกมา 3 เล่มคือ 1.ในปี ค.ศ. 1798 พิมพ์หนังสือ Inquiry into the cause and effects of the variolae vaccinae 2.ในปี ค.ศ. 1799 พิมพ์หนังสือ Farther inquiries 3.ในปี ค.ศ. 1800 พิมพ์หนังสือ Complete statement of fact and observation

ขณะที่หนังสือของเจนเนอร์กำลังเผยแพร่อยู่นั้น นักเขียนชั้นนำได้วิจารณ์ว่า “ถ้าเจนเนอร์สงวนเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เขาจะมีรายได้จากงานนี้ปีละ 10,000 ปอนด์ แต่นี่เจนเนอร์กลับยกให้ฟรีๆ” เมื่อมีการเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปก็มีคนที่จะฉกฉวยกอบโกยผลประโยชน์จากความรู้นี้ เช่น การแอบอ้างโฆษณาของหมอเถื่อนว่าวัคซีนที่ตนใช้เป็นของแท้ของ ดร.เจนเนอร์ ทำให้ผู้ที่มารักษาได้รับโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว นอกจากหมอเถื่อนแล้วก็ยังมีหมอจริงที่ฉกฉวยโอกาสเหมือนกัน ได้แก่นายแพทย์ยอร์ช เพียร์สัน ซึ่งพิมพ์บทความของตนออกเผยแพร่ในปีเดียวกันและได้มีการเสนอผลงานต่อชุมนุมชนอีกหลายครั้ง แต่ทฤษฎีของ ดร.เพียร์สัน นั้นไม่ถูกต้อง เจนเนอร์พยายามอดทนต่อพฤติกรรมของ ดร.เพียร์สัน จนกระทั่งเมื่อเจนเนอร์จะก่อตั้งสถาบันปลูกฝีให้แก่ประชาชนฟรีๆ แต่ ดร.เพียร์สัน ก็ชิงก่อตั้งสถาบันขึ้นเองเสียก่อนแต่มิใช่เป็นการให้เปล่าเหมือนของเจนเนอร์ เจนเนอร์จึงออกโรงต่อต้านทันที่โดยการเอาเชื้อหนองของเพียร์สันมาตรวจสอบและพบว่าเป็นเป็นหนองฝีที่เกิดกับคนไม่ใช่หนองที่เกิดจากวัว เมื่อเจนเนอร์เปิดเผยความผิดออกมา ดร.เพียร์สัน ก็ได้เสนอตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสถาบันที่เขาจะก่อตั้งขึ้นในกรุงลอนดอนให้แก่เจนเนอร์ แต่เจนเนอร์ก็ไม่ได้สนใจกับอามิสสินจ้างแต่บอกให้ ดร.เพียร์สัน เลิกพฤติกรรมดังกล่าวซะ แต่ ดร.เพียส์สัน ก็ไม่ยอมยกเลิกจนกระทั่งผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของลอนดอนต้องออกมาจัดการ แผนงานของ ดร.เพียร์สันจึงล้มเลิกไปในที่สุด แม้ถึงตอนนี้ปัญหาที่เจนเนอร์ยังคงพบอยู่อย่างต่อเนื่องก็คือข่าวลือในทางลบเกี่ยวกับงานของเขาอยู่ตลอดเวลาในบ้านเกิดของตัวเอง เช่น ถ้าวิธีการของเจนเนอร์ใช้ได้จริงทำไมลูกชายของเขาจึงยังเป็นฝีดาษ ซึ่งในความจริงแล้วลูกชายของเจนเนอร์ได้รับเชื้อฝีดาษเสียก่อนที่วัคซีนที่เขาฉีดให้จะก่อภูมิต้านทานขึ้นมา หรือข่าวลือที่ว่าเจนเนอร์ใช้หนองฝีดาษในการปลูกฝีแทนวัคซีนเป็นต้น



แต่ในต่างแดนเจนเนอร์กลับได้รับการยกย่องอย่างมากมายว่าเขาเป็นวีรบุรุษ โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่มีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษอย่างแพร่หลาย โดยจักรพรรดินโปเลียน โบนาปารค์ ทรงออกคำสั่งให้ทหารที่ยังไม่เคยเป็นไข้ทรพิษปลูกฝีป้องกันทุกคน องค์จักรพรรดิ นโปเลียนทรงชื่นชมต่อผลงานของเจนเนอร์อย่างมาก และเพียงแต่ชื่อของเจนเนอร์เท่านั้นก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์พอที่พระองค์จะปฏิบัติตามโดยไม่บิดพลิ้ว ทั้งๆ ที่ไม่พึงประสงค์จะกระทำการเช่นนั้น เรื่องมีอยู่ว่าในระหว่างนั้นอังกฤษและฝรั่งเศสทำสงครามกันอยู่ ทหารอังกฤษถูกจับเป็นเชลยจำนวนมาก เจนเนอร์เองก็มีเลือดรักชาติเต็มตัวเช่นกันเขาได้เขียนจดหมายไปทูลนโปเลียนเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ทหารอังกฤษเหล่านั้น แต่จดหมายถึงพระนางโยเซผู้เป็นพระมเหสีเสียก่อน พระนางจึงไปทูลขอนโปเลียนด้วยพระองค์เองอีกต่อหนึ่ง นโปเลียนทรงปฏิเสธ แต่เมื่อพระนางทูลว่าผู้ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นคำกราบทูลของเจนเนอร์ นโปเลียนถึงกับตรัสว่า “เราไม่อาจปฏิเสธสำหรับชื่อนั้นได้” ด้วยเหตุนี้เองบรรดาเชลยศึกอังกฤษจึงได้รับอิสรภาพ แต่ในทางกลับกันรัฐบาลอังกฤษกลับไม่ยอมปล่อยตัวเชลยศึกชาวฝรั่งเศส

การปลูกฝีเของเจนเนอร์ลดจำนวนคนตายจากไข้ทรพิษได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนผลงานค่อยๆ กลับสู่ความนิยมของประชาชนในชาติและรัฐสภาอังกฤษ ดังนั้นรัฐสภาจึงอนุมัติเงิน 10,000 ปอนด์เพื่อตอบแทนผลงานของเจนเนอร์แต่ได้หักค่าธรรมเนียม 1000 ปอนด์ เจนเนอร์ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปก่อตั้งสถาบันเจนเนอร์เพื่อสงเคราะห์ประชาชนด้วยการปลูกฝี 2 ปีต่อมารัฐสภาก็ได้อนุมัติเงินตอบแทนให้แก่เจนเนอร์อีก 20,000 ปอนด์โดยไม่หักค่าธรรมเนียม เจนเนอร์ได้นำเงินจำนวนนี้มาก่อตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติจนหมด แต่ในระหว่างดำเนินงานบุตรของเขาป่วยหนักจึงตองกลับบ้านเกิด ได้ฝากงานไว้กับผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทย์ให้ดำเนินการต่อ แต่การดำเนินงานผิดเจตนารมณ์ของเจนเนอร์ เขาจึงปฏิเสธไม่ยอมเป็นประธานของสถาบันนี้

ในประเทศเยอรมันนีปี 1807 ได้จัดงานฉลองวันเกิดให้กับเจนเนอร์ และกำหนดให้เป็นวันหยุดงานประจำปีด้วย ส่วนในรัสเซียเด็กชายคนแรกที่ได้รับการปลูกฝีได้รับการตั้งชื่อว่า “Vaccinov” และรัฐบาลได้ส่งเสียให้เด็กคนนี้เรียนในสถาบันชั้นสูงด้วย นับแต่เจนเนอร์ก่อตั้งสถานที่ปลูกฝีและบริการปลูกฝีให้คนทั่วไป ภายในเวลา 18 เดือนผู้เสียชีวิตด้วยไข้ทรพิษลดจำนวนลงจากเดิมถึงสองในสาม จนนักประวัติศาสตร์กล่าวว่า “ มีดหมอของเจนเนอร์ ช่วยชีวิตมนุษย์ได้จำนวนมากกว่าจำนวนคนที่ตายด้วยดาบของนโปเลียนเสียอีก”

ในปี คศ. 1813 มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้มอบปริญญามหาบัณฑิตทางแพทย์ศาสตร์ให้แก่เจนเนอร์และต้องการเชิญให้เจนเนอร์ไปเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย แต่เจนเนอร์ต้องสอบความรู้เกี่ยวกับแพทย์ตามคำสอนของ ฮิปโปเครตีส และกาเลนให้ได้เสียก่อน ซึ่งเจนเนอร์ไม่พอใจกับวิธีการดังกล่าวเขากล่าวว่าการปราบไข้ทรพิษสำเร็จก็เป็นใบรับรองเพียงพอแล้ว เขาจึงไม่ได้รับเลือกเป็นอาจารย์ ในบั้นปลายชีวิตของเจนเนอร์ได้กลับมาทำงานสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนแถวบ้านเกิด และทำการศึกษาเรื่องที่สนใจ จนมีผลงานทั้งทางด้านธรรมชาติวิทยา เช่น การย้ายถิ่นของนก หรือผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ เช่น การประดิษฐ์บอลลูนลูกแรก เจนเนอร์นอนหมดสติอยู่ในห้องสมุดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 1823 และวันนั้นเองก็เป็นวันที่เขาเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานที่ขยันขันแข็งจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

จะเห็นว่าการที่เจนเนอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีความช่างสังเกต อดทนต่อทั้งความยากลำบากในการทดลองและต่อคำครหานินทาจากบุคคลต่างๆ จะต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค์ ที่สำคัญเจนเนอร์ศึกษาด้วยใจที่อยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com