Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระนันทเถระ

 เอตทัคคะในทางผู้สำรวมอินทรีย์

พระนันทศากยะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กับพระนางมหาปชาบดีโคตมี พระน้านางเป็นพุทธอนุชาร่วมพระบิดาเดียวกัน เมื่ออยู่ในครรภ์พระมารดา บรรดาพระประยูรญาติปรารถนาจะได้เห็น ต่างก็มีความปิติยินดีร่าเริงบันเทิงใจ เมื่อประสูติจึงขนานนามว่า “นันทกุมาร”

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาบำเพ็ญเพียร ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณแล้ว เสด็จโปรดพระประยูรญาติ ณ พระนครกบิลพัสดุ์ และในวันที่ ๔ แห่งการเสด็จโปรดพระประยูรญาตินั้น พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตในนิวาสสถานแห่งนันทกุมาร เนื่องในการอาวาหมงคลอภิเษกสมรส ระหว่างนันทกุมารกับนางชนปทกัลยาณี

อุ้มบาตรตามเสด็จ

ครั้นเสร็จภัตกิจแล้ว พระพุทธองค์ประทานบาตรส่งให้นันทกุมารถือไว้ ตรัสมงคลกถาแก่พระประยูรญาติในสมาคมนั้นโดยสมควรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จลงจากนิวาสสถานโดยมิได้รับบาตรคืนจากนันทกุมาร ส่วนนันทะเองก็ไม่กล้ากราบทูลเตือนให้ทรงรับบาตรคืน ด้วยความเคารพในพระเชษฐาเป็นอย่างยิ่ง ได้แต่ถือบาตรเสด็จลงมาโดยมิได้ตรัสอะไร ได้แต่นึกอยู่ในใจว่า พระพุทธองค์คงจะรับบาตรคืนเมื่อถึงพื้นล่าง เมื่อพระพุทธองค์ไม่ทรงรับบาตร ก็คิดต่อไปว่า เมื่อถึงหน้าพระลานก็คงจะทรงรับ แต่พระพุทธองค์ก็มิทรงรับ จึงดำริต่อไปว่า เมื่อเสด็จถึงประตูพระราชวังก็คงจะทรงรับ ครั้นเห็นว่าไม่ทรงรับก็ถือบาตรตามเสด็จไปเรื่อยๆ แล้วก็ดำริอยู่ในใจว่า ถึงตรงนั้นก็คงจะทรงรับ ถึงตรงโน้นก็คงจะทรงรับ แต่พระพุทธองค์ก็มิทรงรับบาตรคืนเลย

ส่วนนางชนปทกัลยาณี เมื่อได้ทราบจากนางสนมว่า พระผู้มีพระภาคทรงพานันทกุมารไปด้วยก็ตกพระทัย รีบเสร็จตามไปโดยเร็วแล้วร้องทูลสั่งว่า .-
“ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์รีบเสด็จกลับโดยด่วน”

จำใจบวช

นันทกุมารได้สดับเสียงของนางแล้วประหนึ่งว่า เสียงนั้นเข้าไปขวางอยู่ในหฤทัย ให้รู้สึกปั่นป่วนอยากจะหวนกลับ แต่ก็กลับไม่ได้ ด้วยมีความเคารพในพระบรมศาสดาเป็นอย่างยิ่ง ต้องทนฝืนพระทัยถือบาตรตามเสด็จจนถึงนิโครธาราม เมื่อเสด็จถึงพระคันธกุฎี พระผู้มีพระภาคทรงรับบาตรคืน แล้วตรัสแก่นันทกุมารว่า

“นันทะ เธอจงบรรพชาเถิด”

นันทะกุมารนั้น พอได้สดับคำว่า “บรรพชา” จากพระโอษฐ์พระบรมศาสดา ก็สะดุ้งพระทัย เพราะเรื่องการบวชไม่มีอยู่ในความคิดเลยแม้สักนิดหนึ่ง ภายในดวงจิตคิดคำนึงแต่ถ้อยคำและพระพักตร์ของนางชนปทกัลยาณีที่มาร้องสั่งเตือนให้รีบเสด็จกลับ แต่เพราะความเคารพยำเกรงในพระเชษฐาเป็นยิ่งนัก ไม่สามารถจะขัดพระบัญชาได้ จึงจำใจรับพระพุทธฎีกา บรรพชาในวันนั้น

พระนันทะ นับตั้งแต่บวชแล้ว ในดวงจิตคำนึงถึงแต่นางชนปทกัลยาณีเจ้าสาวของตนที่เพิ่งจะแต่งงานกัน แล้วก็ต้องจำพรากจากกันด้วยความเคารพในพระศาสดา ไม่มีแก่ใจที่จะประพฤติพรตพรหมจรรย์ มีแต่ความกระสันที่จะลาสิกขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ก็ได้แต่เล่าความเร่าร้อนในใจนั้นให้เพื่อนสหธรรมิกด้วยกันฟัง



เปรียบอดีตเจ้าสาวเหมือนลิงแก่

สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาเสด็จยังเมืองสาวัตถี ประทับที่พระเชตวัน พระนันทะตามเสด็จไปด้วย แสดงความกระสับกระส่ายต้องการอยากจะสึกให้ปรากฎแก่เพื่อนสหธรรมิก พระบรมศาสดาทรงทราบความ จึงทรงพาพระนันทะเที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อให้พระนันทะผ่อนคลายความกระสันลืมเจ้าสาวของตนเองโดยได้พาให้ได้เห็นสตรีที่มีรูปร่างต่างๆ กัน ตั้งต้นแต่ให้เห็นสิ่งที่อัปลักษณ์ที่สุด คือให้ได้เห็นนางลิงแก่ที่หูแหว่งจมูกโหว่ และหางขาด นั่งอยู่บนตอไม้ที่ไฟไหม้ดำ เป็นตอตะโก จนกระทั่งให้ได้เห็นนางเทพอัปสรบนสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่สวยโสภายิ่งนักจนหาที่สุดมิได้ ทำให้เกิดความกระสันอยากจะได้นางเทพอัปสรเหล่านั้นมาเป็นคู่ครอง พระบรมศาสดาทรงทราบวารจิตของท่าน จึงตรัสถามว่า

“นันทะ เธอมีความเห็นอย่างไร ระหว่างนางเทพอัปสรเหล่านี้ กับนางชนปทกัลยาณี เจ้าสาวของเธอ?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นว่า นางชนปทกัลยาณีนั้นเปรียบเสมือนนางลิงแก่ที่นังอยู่บนตอไม้ จะนำมาเปรียบเทียบกับนางเทพอัปสรเหล่านี้มิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงรับรองว่า “นันทะ ถ้าเธอตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์แล้ว เธอก็จะได้นางเทพอัปสรเหล่านั้นตามต้องการ”

ตั้งแต่นั้นมา พระนันทะได้ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อหวังจะได้นางเทพอัปสรตามที่พระบรมศาสดาทรงรับรองไว้ เพื่อนภิกษุทั้งหลายทราบความแล้ว ต่างก็พากันพูดจาเยาะเย้ยว่า “พระนันทะ บวชเพราะรับจ้างบ้าง พระนันทะประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหวังจะได้นางเทพอัปสรบ้าง” จนทำให้พระนันทะเกิดความละอายใจไม่กล้าเข้าไปสมาคมกับเพื่อพระภิกษุด้วยกันและเกิดความคิดขึ้นว่า .-

“ความรักไม่มีที่สิ้นสุด ความรักทำให้เกิดความทุกข์และความเศร้าโศก เสียใจไม่มีที่สิ้นสุด”
“อนึ่ง สตรีที่มีความงามก็ไม่มีที่สิ้นสุด คนใหม่ย่อมดูงามกว่าคนเก่า คนนั้นก็ดูสวยดี แต่คนนี้ก็งามกว่า จึงเป็นสิ่งที่หาที่สุดมิได้” ท่านจึงตัดสินใจปลีกตัวออกจากหมู่ภิกษุ ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์อุตสาหะ เจริญสมาธิกรรมฐาน ตั้งจิตไว้โดยไม่ประมาท ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระขีณาสพในพระพุทธศาสนา จากนั้นท่านได้กลับมากราบทูลพระบรมศาสดาให้ทรงทราบว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจอันใดที่พระองค์ทรงพระมหากรุณาจะช่วยสงเคราะห์ให้ได้นางฟ้านั้น กิจอันนั้นข้าพระองค์เปลื้องปลดจนหมดสิ้นสมประสงค์แล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

พระบรมศาสดา ตรัสอนุโททนาและตรัสธรรมกถาว่า.-
“อันเปือกตมคือกามคุณ และเสี้ยนหนามคือกองกิเลส อันบุคคลใดกำจัดทำลายได้แล้ว บุคคลนั้นชื่อว่า มีใจไม่หวั่นไหวในสุขและทุกข์ทั้งปวง”

อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนภิกษุถามท่านว่า “เมื่อก่อนนี้ ท่านพูดว่ามีจิตปรารถนาจะสึก มาบัดนี้ ท่านยังปรารถนาอย่างนั้นอยู่หรือไม่?”
ท่านตอบว่า “ไม่มีความปรารถนาอย่างนั้นอยู่อีกแล้ว”
ภิกษุทั้งหลายพากันติเตียนแล้วไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนันทะพูดไม่เป็นความจริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระบรมศาสดา ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า .-

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนนี้ อัตภาพของพระนันทะเปรียบเสมือนเรือนที่มุงหลังคาไม่ดี ฝนตกลงมาย่อมรั่วรดได้ แต่บัดนี้เธอได้สำเร็จกิจแห่งบรรพชิตแล้ว จึงเปรียบเสมือนเรือนที่มุงหลังคาดีแล้ว ฝนตกลงมาย่อมไม่อาจรั่วรดได้ฉันใด จิตที่บุคคลเจริญสมาธิภาวนาดีแล้ว กิเลสราคะทั้งหลายย่อมย่ำยีไม่ได้ฉันนั้น”

ได้รับยกย่องในทางสำรวมอินทรีย์

พระนันทเถระ เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรากฎว่าท่านเป็นผู้สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มิให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ระวังไม่ให้กิเลสครอบงำใจในเวลารับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๖ มิให้ตกอยู่ในอำนาจโลกธรรม ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้สำรวมอินทรีย์

ท่านพระนันทเถระ ดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระพุทธศาสนาอยู่พอสมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com