Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย


โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

   บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทรายในอิรักนี้ ถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ดิฉันได้มีโอกาสได้เขียน และดิฉันมีความปรารถนาที่อยากจะถ่ายทอดถึงประสบการณ์ของดิฉัน และทหารไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ในนามกองกำลังนานาชาติเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในประเทศอิรัก ร่วมกับกองกำลังเฉพาะกิจไทย/อิรัก 976 ผลัดที่ 1 ซึ่งเรื่องที่ดิฉันจะเล่าต่อไปนี้มีทั้งความคิดและความรู้สึกผสมปนเปกันไป ในห้วงเวลา 6 เดือน ขณะที่ได้ปฏิบัติงาน....

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

1
บันทึกความทรงจำที่แสนจะมีค่า

         ดิฉันเป็นพยาบาลทหารเรือคนหนึ่งที่นับว่าโชคดีอย่างมาก ที่ได้รับเกียรติอันมีค่าสูงสุด ได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจเพื่อสันติภาพและฟื้นฟูประเทศอิรัก กับกองกำลังเฉพาะกิจ ไทย-อิรัก976 ผลัดที่ 1 ฟังดูมันสุดแสนจะยิ่งใหญ่มากเลย แต่นั่นแหล่ะคือความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นมากมาย มันไม่ง่ายนักกับการที่จะมีทหารหญิงเข้าร่วมเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างแดนเช่นนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบกัน โดยไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน นับว่าอันตรายไม่น้อย
         ชีวิตการทำงานที่นั่นเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง สร้างความภาคภูมิใจให้กับดิฉันและครอบครัวอย่างมาก เพราะดิฉันคือหนึ่งในผู้หญิง 5 คน ที่เข้าร่วมเดินทางไปปฏิบัติงานในผลัดแรก ซึ่งขณะนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว เรามีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก แต่เพราะว่าคือทหาร เมื่อมีคำสั่งต้องพร้อมที่จะปฏิบัติเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สำหรับชีวิตทหารแล้ว การตายในสนามรบถือเป็นเกียรติสูงสุดของทหาร

         มีหลายคนถามดิฉันเหมือนกันว่า คิดอย่างไรกับการตัดสินใจครั้งนี้ บอกตรงๆ เลยว่ามันเป็นเรื่องท้าทายความสามารถ งานภารกิจแบบนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายนัก ดิฉันทำงานเป็นพยาบาลทหารจริง แต่ยังไม่มีใครเคยได้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่อันตรายมาก่อน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนายทหารจ่าพยาบาลผู้ชายเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ภารกิจหลักที่ผู้หญิงต้องไปปฏิบัติ ภารกิจนี้เป็นภารกิจแรกของการส่งทหารหญิงไปปฏิบัติงาน ในพื้นที่จัดว่ามีความอันตราย ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็น่าลองดูสักครั้ง ดิฉันเองเชื่ออยู่แล้วว่า เมื่อไหร่ที่คนเรามีโอกาสจงอย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป เพราะถ้าเวลาผ่านไปเราจะพบกับคำว่าเสียดายถ้าหากว่าไม่ได้ตัดสินใจ
       หลังจากรับเรื่องการรับสมัครทหารหญิงจากหน่วยต้นสังกัด หัวหน้าได้ถามว่าสนใจไหม ดิฉันจึงไม่รีรอรีบตอบแบบชนิดที่ไม่ได้คิดเลยว่า "ไปค่ะ" เมื่อได้มีโอกาสคุยกับผู้บังคับบัญชาโดยตรง (มักเรียกท่านว่าหัวหน้า) ซึ่งหัวหน้าได้วิเคราะห์สถานการณ์ให้ฟังว่า ดิฉันน่าจะต้องไปเจออะไรบ้าง จากประสบการณ์ที่เคยไปปฏิบัติงานในพื้นที่อันตรายมาก่อน โดยจำลองให้เห็นสถานการณ์คร่าวๆ จะต้องเจอเหมือนในหนังแบล็คฮอร์คดาวน์ ซึ่งดิฉันก็เป็นคนชอบดูหนังแนวๆนี้จึงมองเห็นภาพ และง่ายในการตัดสินใจ ก็ตอบโดยไม่คิดเลยว่ายังไงก็สนใจค่ะ อย่างน้อยเราได้ทดลองสอบ และสามารถผ่านการคัดเลือก ก็นับว่าเป็นโอกาสแล้ว เพราะขณะนั้นหน่วยงานขาดคนทำงานอยู่ เนื่องจากคลินิกของดิฉันทำงานดูแลผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเฮชไอวีเกือบพันคน นอกจากนี้ก็ดูแลงานต่างๆ ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์ของกองทัพเรือ ดูแลงานด้านสถิติในการป้องกันดูแลสุขภาพบุคคลากร รวมทั้งให้คำปรึกษาในด้านภาวะสุขภาพและจิตใจ ซึ่งมีบุคคลากรในการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเพียงแค่ 3 คน ในแต่ละวันเรามีงานเข้ามามากมายจนบางวันทำแทบไม่ทันอยู่แล้ว ถ้าขาดดิฉันอีกคนคงยุ่งยากน่าดู แต่หัวหน้าก็ได้เปิดโอกาสให้กับดิฉัน ทำให้ได้มีโอกาสทดลองความสามารถและได้สมัครเข้าร่วมแข่งขันกับคนอื่นๆเขา     และท่านก็ได้ให้ข้อคิดสำหรับการตัดสินใจ ท่านบอกว่าให้เรากลับไปคิดดูให้ดี ปรึกษาคุณพ่อคุณแม่เสียก่อนว่าท่านเห็นควรอย่างไร ค่อยๆคิดทบทวนให้ดีก่อน ที่จะตัดสินใจ

         ดิฉันกลับบ้านไปพร้อมกับครุ่นคิดทบทวนอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง ถ้าตัดสินใจสมัครไป ทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเราเลยนะ ที่คิดอย่างนั้นเพราะดิฉันต้องเป็นหลักให้ครอบครัว หากเป็นอะไรไปคนอื่นๆทางบ้านจะอยู่กันอย่างไร แล้วระยะเวลาก็นานประมาณ 6 เดือนหรือครึ่งปีนับว่านานพอดู ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดกับที่บ้านใครจะช่วยดูแลแทนเรา ดิฉันคิดหนักมากคืนนั้น   แต่พอได้คุยปรึกษาคุณพ่อคุณแม่แล้วท่านไม่ว่าอะไร ท่านให้สิทธิแก่ดิฉันตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะท่านรู้ว่า ถ้าหากดิฉันตัดสินใจทำอะไรแล้วท่านเองก็ไม่สามารถห้ามดิฉันได้แน่ ทั้งนี้ไม่ใช่ท่านไม่เป็นห่วงเรา แต่ท่านเชื่อมั่นในการตัดสินใจของเราว่าเป็นสิ่งที่คิดว่าดีเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ส่วนอีกใจดิฉันเองก็คิดว่ามันเป็นโอกาสของคนเราที่ไม่ได้มีบ่อยหรอก หากเราจะคิดลองดูก็ไม่เสียหายอะไร ตอนนั้นดิฉันไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจของดิฉันในครั้งนั้น ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสไปทำงานที่สำคัญให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง มันจะนำมาสู่ความภาคภูมิใจของดิฉันและครอบครัวของเราในวันนี้
        จากที่สมัครทั้งหมดประมาณ 36 คน ผ่านเข้ารอบคัดเลือกมาได้ ตามคุณสมบัติเข้าเกณฑ์เหลือเพียง 7 คน ในนั้นมีชื่อของดิฉันอยู่รวมด้วย ความรู้สึกของดิฉัน ในตอนนั้นเหมือนนางงามได้รับเลือกให้เข้ารอบเลย จากลักษณะที่เด่นกว่าคนอื่นตรงในแง่ที่ดิฉันทำงานสายด้านจิตวิทยา และภาษาในการสื่อสารถือว่าพอใช้ได้   ดิฉันโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่ดิฉันทำงานในด้านจิตวิทยา ซึ่งตอนนั้นความรู้ในด้านจิตวิทยาสามารถนำประยุกต์ไปใช้กับสถานการณ์ได้ เพราะในภาวะสงครามคนเราจะเกิดความเครียด ทุกคนมีความกลัวในทุกๆอย่าง เพราะสถานการณ์ค่อนข้างอันตราย ความเครียดย่อมเกิดได้ทุก และก็จะได้มีโอกาสดูแลความเครียดของกำลังพลที่ไปทำงานกับเราด้วย อีกด้านหนึ่งดิฉันเป็นคนชอบยิงปืนเวลามีงานกาชาดหรือว่างๆ ก็ชอบซ้อมมือ เรื่องการใช้อาวุธจึงไม่มีปัญหาไม่ต้องฝึกฝนอะไรมากนัก โชคดีอีกย่างตรงที่ก่อนหน้าที่จะมาทำงานด้านให้คำปรึกษานี้ ดิฉันเป็นพยาบาลเด็กทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเด็กมาก่อน ซึ่งก็ตรงกับภารกิจที่เราต้องไปปฏิบัติ คือดูแลสตรีและเด็กชาวอิรักที่มารับการตรวจรักษาเข้ากับ Concept พอดี

 

           สำหรับดิฉันนอกจากนี้ เรื่องของการทำกิจกรรมต่างๆง่ายๆว่า ถ้าให้ทำอะไรทำได้หมดต้องเตรียมเอาไว้เผื่อว่าอาจต้องใช้โชคดีอีกนั่นแหล่ะ ที่สมัยนักเรียนเป็นประธานชมรมเรื่องกิจกรรมสันทนาการเลยมีเยอะพอจะช่วยให้กำลังพลคลายเครียดได้ และน่าจะสามารถทำกิจกรรมปฏิบัติการด้านจิตวิทยาได้ นอกจากนั้นความรู้ในการปฏิบัติงานของดิฉันที่ในด้านการพยาบาลหน้าที่ภารกิจที่ไปทำ คือการดูแลสุขภาพเด็กในด้านสาขาอื่นๆก็พอจะมีความรู้ติดตัวกับเขาบ้างสามารถดูแลได้ทั้งด้านอายุรกรรมและศัลยกรรม............ จากที่เล่ามาหมดนี้คือสิ่งที่มีและสามารถหยิบเอาไปใช้ได้เลยในขณะนั้นโดยไม่ต้องปรับแต่งอะไรหรือไม่ต้องฝึกฝนอะไรมากมาย
ในที่สุดในการคัดเลือกขั้นสุดท้าย ดิฉันก็ได้เป็นตัวแทนของทหารเรือหญิงจริง ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ทหารเรือส่งผู้หญิงปฏิบัติงานในภาคสนามรบในภาวะสถานการณ์ที่นับว่ามีความอันตรายอยู่ไม่น้อยไม่เหมือนกับติมอร์ตะวันออกซึ่งสงบไปแล้ว ดิฉันได้เข้าร่วมกับพี่ชุดแพทย์ทหารเรือทั้งหมดรวม 13 ชีวิต......
             นอกจากนี้ยังมีทหารช่างจากเหล่านาวิกโยธินด้วย........... ดิฉันได้เข้าร่วมไปรวมกับพี่ๆเหล่าอื่นซึ่งในผลัดแรกมีผู้หญิงทั้งหมด 5 คนมี พยาบาลทบ. 2 ท่าน พยาบาลทอ. 1 ท่าน และ มีพี่เจ้าหน้าที่เสมียนจากกองบัญชาการทหารสูงสุดอีก 1 ท่านร่วมเดินทางไปปฏิบัติงานที่อิรักร่วมกัน

           หลังจากทราบผลการคัดเลือกแล้วดิฉันยอมรับว่าดิฉันอยู่ในอาการช็อคตั้งตัวไม่ติดคิดต่างๆนานา ในที่สุดก็ได้คุยกับหัวหน้าท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านกลับให้โอกาสและยินดีที่จะช่วยดิฉันในการวางแผนตระเตรียมการสำหรับการเดินทางทั้งๆที่จริง ท่านคงมีความลำบากใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่ต้องขาดคนในคลินิกไปอีกหนึ่งคน ท่านก็ยังเปิดโอกาสให้ดิฉันและอวยพรขอให้พวกเราปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ มาทำให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด หลังจากนั้นดิฉันก็ได้รายงานตัวเข้าพบผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน ซึ่งขณะนั้นยังงงๆตัวเองไม่หายว่าเป็นไปได้ไงเนี่ยมันเหมือนกับฝันทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก แต่เมื่อได้รับความไว้วางใจจากท่านผู้บังคับบัญชาแล้ว ก็ต้องตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเท่าที่จะทำได้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม
           ช่วงของการเตรียมตัวของดิฉันน้อยมากแค่ 2 วันกับอีก 1 คืนเท่านั้นดิฉันต้องเข้ารายงานตัวที่กองบัญชาการทหารสูงสุดกับพี่ๆในชุดแพทย์ทร.ของเราอีก 13 ชีวิต ดิฉันเป็นน้องเล็กสุดเลยจึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมีพี่ๆคอยให้คำแนะนำที่ดี การเตรียมของใช้จำเป็นค่อนข้างวุ่นวายมากเลย เพราะดิฉันมีเวลาคิดและเตรียมการน้อยกว่า เพราะการที่จะเพิ่มทหารหญิงเข้าร่วมในภารกิจนี้ เพิ่งมาทำเรื่องขออนุมัติไม่นานเพราะตอนแรกเขาเตรียมการฝึกและเตรียมความพร้อมกำลังพลไว้แล้ว แต่พอหลังจากที่ส่วนล่วงหน้าเข้าไปสำรวจพื้นที่แล้วพบว่าประชากรจะมีผู้หญิงและเด็กเยอะและจำเป็นต้องใช้พยาบาลผู้หญิงที่เป็นมุสลิมในการช่วยเหลือ เพราะตามขนบธรรมเนียมหญิงมุสลิมจะไม่ให้ชายอื่นที่ไม่ใช่สามีหรือคนในครอบครัวถูกเนื้อต้องตัวเพราะถือว่าเป็นการหมิ่น ดังนั้นจึงมีคำสั่งด่วนในการคัดเลือกทหารหญิงเข้าร่วมภารกิจนี้ ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมอะไรบ้างเพราะเราไม่ได้ไปแค่วัน 2 วัน แต่มันยาวนานถึง 6 เดือนหรืออาจจะมากกว่านั้นเราก็ไม่อาจจะรู้ได้ ทุกอย่างขึ้นกับคำสั่งผู้บังคับบัญชาการเตรียมของใช้จำเป็นของผู้หญิงต้องเตรียมให้พร้อม เพราะที่นั่นมันสนามรบไม่ใช่ไปที่พักตากอากาศที่จะมีที่ให้ช้อปปิ้ง ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมดิฉันเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากหัวหน้าคลินิกและพี่ๆน้องที่ทำงานที่คลินิกทุกคนช่วยเป็นธุระจัดเตรียม
          ส่วนทางบ้านก็ได้รับความกรุณาจากน.ต.หญิงนุชยาฯและพี่กรฯซึ่งท่านเป็นพี่ที่ดิฉันเคารพและนับถือที่ท่านช่วยดูแลธุระต่างเกี่ยวกับทางบ้านให้ดิฉันในช่วงที่ดิฉันไม่อยู่ ดิฉันยังรู้สึกตื้นตันใจมากเลยที่พี่ๆทุกคนรักดิฉันและให้ความช่วยเหลือแก่เราเป็นอย่างดีช่วงบ่ายวันที่ดิฉันทราบผลดิฉันได้เข้ารายงานตัวที่กองบัญชาการทหารสูงสุดเพื่อทำเกี่ยวกับเอกสารที่จะเดินทาง ทั้งพาสปอร์ต และวีซ่า สำหรับการเดินทางและได้มีส่วนได้เข้าร่วมประชุมฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับแผนการเคลื่อนย้ายและได้มีโอกาสได้พบกับท่านผบ.กกล. ท่าน ผบ.บุญชู เกิดโชค ดูท่าทางท่านเป็นคนใจดีแต่ด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขามของท่านในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาท่านได้ให้แนวทางในการปฏิบัติงานแก่เราว่าในเรื่องการทำงานให้ทุกคนตั้งใจในการปฏิบัติงานการปฏิบัติตน

         ในการปกครองให้สิทธิทหารหญิงเท่าเทียมกับทหารชายให้ปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบและวินัยในที่ดีของทหาร และสิ่งหนึ่งที่ท่านขอคือไม่ให้ดื่มเครื่องดองของเมาขณะที่ปฏิบัติงานตลอดภารกิจ หากผู้ใดฝ่าฝืนถือว่ากระทำผิดจะดำเนินพิจารณาโทษจากนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปเตรียมอุปกรณ์ข้าวของต่างๆรวมทั้ง
เมื่อได้ข้าวของพร้อมแล้ววันรุ่งขึ้นดิฉันก็พร้อมที่จะเดินทาง เราเข้ารายงานตัวที่พระราชวังเดิมเพื่อพบกับผบ.ทรและได้รับโอวาทจากท่าน วันนั้นรู้สึกว่าจิตใจของดิฉันพองโตเหลือเกิน ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่เป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวที่ยืนสง่างามท่ามกลางผู้ชายชาตรี มันเป็นความภาคภูมิใจที่อย่างน้อยก็ให้เขารู้ว่าผู้หญิงก็มีความกล้าหาญ,เข้มแข็งและมีความสามารถไม่แพ้ผู้ชายเลย

             หลังจากที่พวกเราเข้าพบและรับโอวาทจากท่านผู้บัญชาการกองทัพเรือแล้ว ดิฉันก็ได้รายงานตัวที่กองบัญชาการทหารสูงสุดที่นั่นมีพี่น้องๆ ที่จะเข้าร่วมชะตากรรมเดินทางไปกับพวกเรารวมแล้วกว่า 400 กว่าชีวิตมาจากที่ต่างๆทั่วประเทศทั้งเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก อีสานพูดง่ายๆว่านอกจากจะรวมกองทัพบก กองทัพเรือ 13 นายและกองทัพอากาศอีก 13 นายที่เหลือเป็นกำลังพลที่มากจากทุกที่ในประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปปฏิบัติราชการที่เมืองอิรัก พร้อมกันและร่วมชะตาเดียวกัน
           สำหรับที่พักของผู้หญิงถูกจัดแยกสัดส่วนออกจากผู้ชายคือพักกับชุดเตรียมข้าวของในส่วนของส่วนล่วงหน้าที่จะเดินทางไปก่อนพวกเรา เป็นส่วนของกองสันติภาพและกองบัญชากการทหารสูงสุดที่นั่น ดิฉันได้พบกับพี่ๆพยาบาลหญิงและพี่มาเรียมทั้ง 4 คนในชุดแรก ดิฉันต้องปรับตัวให้เข้ากันเนื่องจากว่าเราต้องไปทำงานที่นั่นร่วมกันความยุ่งยากใจในการปรับตัวของดิฉันไม่ค่อยมีปัญหาเลย ถึงแม้ว่าในที่นั้นดิฉันจะถือได้ว่าอายุน้อยที่สุดแต่ดิฉันก็เป็นหนึ่งที่ไปในนามตัวแทนของทหารเรือ ก็ต้องดูแลและรักษาเกียรติของพวกเราและด้วยความที่อายุน้อยและอาวุโสน้อยก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรอยู่แล้วในเรื่องการปรับตัว ดิฉันก็ตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ไปปฏิบัติงานในครั้งนี้ ดิฉันกับพี่ๆทุกคนใช้เวลาในการปรับตัวไม่นานนักเราก็เข้าขากันได้ดีไปไหนก็จะเฮไปด้วยกัน ส่วนดิฉันก็พยายามจะสรรหาเรื่องตลกๆมาเล่า คุยแลกเปลี่ยนกันเรามีความสนิทสนมกันเหมือนจะไม่มีการแบ่งแยกเลยว่าใครมากจากไหนเรารวมตัวกันเหมือนคนในครอบครัว ใครคนหนึ่งหายก็จะถามถึงกันพอช่วงเย็นเราทุกคนก็รวมตัวประชุมใหญ่ที่หอประชุม เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติงานแนะนำให้รู้จักกับผู้บังคับบัญชาและแนวทางในการปฏิบัติตัวต่างๆ
           วันนั้นดิฉันกับพี่ๆไปเกือบจะลำดับสุดท้ายแต่ก็ได้เข้าร่วมสาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากอาคารอยู่ไกลและเราไม่ชินทางเลยหลงไปหน่อยเลยช้า พวกพี่ผู้ชายเขาเลยแกล้งให้สมญาผู้หญิงทั้ง 5 คนว่า " กองร้อยอิสระ " ซึ่งฟังดูแล้วก็น่ารักดี แต่มันคงดูแปลกๆอยู่เหมือนกันสำหรับดิฉัน เพราะจะเป็นคนที่ค่อนข้างเคร่งในเรื่องของระเบียบวินัยของทหารแต่ก็พอรับได้นะ

           หลังจากที่เรียกรวมพลแล้วเราก็ได้เข้าร่วมติวเข้ม เปล่าหรอกแค่ฟังการประชุมชี้แจงแนวทางในการปฏิบัติต่างๆ เราได้รู้จักผู้บังคับบัญชาฝ่ายต่างๆส่วนใหญ่ที่เหมือนกันไม่ว่าทหารหญิงหรือชายคือเราต้องรักษาระเบียบและวินัยของทหาร นอกจากนี้พวกเราได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆแต่ก็ไม่ได้ขู่อะไรมากนักเพราะกลัวจะเสียขวัญกันหมด ( อันนี้ดิฉันคิดเองนะเดี๋ยวเกิดถอนตัวกันหมดแย่เลย อิ ๆ ) พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของประชาชนที่นั่น เป็นต้นว่าที่นั่นไม่บูชารูปเคารพการสวมสร้อยพระโชว์นอกเสื้อถือว่าหมิ่นศาสนา ห้ามลักขโมยมีคนบอกเราว่าโทษของบางประเทศลงโทษถึงตัดมือเลย ส่วนเรื่องทหารชายจะเน้นเรื่องห้ามแตะเนื้อต้องตัวหญิงชาวอิรักเพราะเขาถือว่าหมิ่นศาสนาเช่นกัน เพราะตามธรรมดาแล้วก็จะมีแต่ผู้ที่เป็นสามีเท่านั้นหากเป็นชายอื่นถือว่าไม่สมควรทำอย่างยิ่ง
            นอกจากนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัวบ้างเป็นการทบทวน สอนวิธีการซุ่มโจมตีในรูปต่างๆ การใช้อาวุธกฏการปะทะการตอบโต้ต้องได้รับคำสั่งเท่านั้น เรียนรู้ภาษาอารบิกซึ่งการออกเสียงยากมากพูดง่ายๆว่าพอมาแปลเป็นคำอ่าน ภาษาไทยสุดยอดเลยยออกเสียงยากม้ากมาก ดิฉันแค่เปิดอ่านไม่กี่หน้ายังมึนๆนึกอยู่ในใจ เราจะพูดได้เหรอนี่ยากน่าดูเลย เอ้าเอาก็เอาน่าลองดูว่าแล้วก็ทักทายเอาแบบง่ายๆเช่นสวัสดี อัลซะลามาเรกุม,ซิสมั้ก ชื่ออะไร , ขอบคุณ ชูคราน, ซีร่า เข้าแถว,อิสมาลีฟัสติช หรือ ฟัสต้ะซวยยะ ขอตรวจร่างกายหน่อย,อิ้มน่า เลี้ยวขวา,อิ้มฉี่ ตรงไป อะไรประมาณนี้ว่าแล้วเริ่มสนุกจะคุยกันรู้เรื่องไหมนี่ หลังจากที่เข้าร่วมฟังประชุมเสร็จ เราก็กลับไปจัดแจงเตรียมข้าวของให้พร้อมเพราะอีก 2-3 วัน เราก็ต้องเตรียมตัวเดินทางแล้วเสื้อผ้าเพิ่งไปติดต่อขอยืมมาได้ เห็นว่าต้องใช้ชุดเขียวระหว่างการปฏิบัติงานเราเตรียมไม่ทันเลยต้องไปเบิกชุดที่คลัง ปรากฏว่ามีแต่ไซร้ผู้ชายตัวใหญ่ได้ตัวเล็กมา 1 ชุด แต่แบบเก่าซึ่งยกเลิกไปแล้วแต่ก็ถูกระเบียบเอาก็ดีกว่าไม่มีใส่ สุดท้ายก็ได้ชุดของหมอคมสันให้มาอีก 1 ชุดพอได้เปลียนเรียกได้ว่าเตรียมแทบไม่ทันเลยส่วนเสื้อชุดพลางทะเลทรายที่ได้รับแจกมาสำหรับดิฉันก็มีปัญหาไม่น้อยเพราะขนาดใหญ่กว่าตัวเรามากๆทั้ง large and long size ฝรั่งใส่ยังลำบากเลยพอดิฉันใส่ทั้งไหล่ก็ตก ชายเสื้อถึงหัวเข่า ส่วนกางเกงเอวขนาดเย็บรูดล็อคแล้วใส่หุ่นขนาดดิฉันหน่ะต้องใส่ 2 คน ถึงจะเต็มพอดี เลยต้องมานั่งเย็บแก้ด้วยตัวเอง ส่วนเครื่องหมายต่างๆพี่เขาทำมาให้มีจำกัดเลยต้องเย็บแขนเสื้อสำหรับติดแปะตีนตุ๊กแกไว้เวลาเราติดและเวลาซักจะได้ถอดเครื่องหมายสะดวก ดิฉันเย็บอยู่จนดึกเลย

           วันที่ 27 ก.ย. 46 เป็นวันที่ใครหลายๆคนตื่นเต้นเพราะหลายคนนัดญาติมาจากต่างจังหวัดเพื่อทำพิธีส่งทหารไทยผลัดที่ 1 ไปร่วมกับกองกำลังนานาชาติ เป็นที่น่าเสียดายสำหรับดิฉันที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มาด้วยดิฉันเป็นคนบอกไม่ให้มาเอง เนื่องจากบ้านของอยู่ไกลเดินทางลำบากคุณพ่อ-คุณแม่อายุมากแล้วสงสารท่านเลยบอกว่าแค่ส่งกำลังใจมาให้ก็พอ
            พอเล่าให้คุณแม่ฟังว่ามีพิธีส่งด้วยคุณแม่ดิฉันถึงกับปล่อยโฮ เลย ดิฉันเองก็ได้ปลอบใจ เพราะครอบครัวเราปกติดิฉันจะกลับบ้านทุกเดือน เที่ยวนี้ไปหลายเดือนคุณแม่ท่านคงอดคิดมากคิดถึงเราไม่ได้ แต่ทำได้แต่ปลอบใจบอกท่านว่าดิฉันไปปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญเพื่อชาติเพื่อกองทัพเรือและเพื่อให้คุณแม่และคุณพ่อภูมิใจ บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกดิฉันเอาตัวรอดได้ ธรรมดานะที่พ่อแม่ของทุกคนคนมักจะมองว่าลูกยังเด็กเสมอแต่สำหรับดิฉัน คุณแม่มักจะสอนให้ตัดสินใจเองอยู่แล้ว วันนั้นดิฉันเองก็คิดไม่ถึงนะว่าจะมีสื่อมวลชนให้ความสนใจทหารหญิงทั้ง 5 คนมากมายขนาดนี้พูดง่ายๆว่าเกือบทุกฉบับเลยคุณแม่ของดิฉันยังอุตส่าห์ไปตามเก็บมาจากหนังสือพิมพ์ต่างๆมาเพียบเลย ท่านคงภูมิใจเอามากๆ ส่วนของดิฉันมีสถานี ข่าว CNN มาสัมภาษณ์ดิฉันถามว่า
           "รู้สึกอย่างไรกลัวไหมกับการที่จะต้องไปปฏิบัติงาน" ดิฉันก็ตอบตามความคิดของตัวเองว่า
            "ดิฉันไม่กลัวหรอกเพราะพวกเราต้องการช่วยเหลือประชาชนชาวอิรักด้วยความจริงใจ" แล้วก็ยิ้มเหมือนนางสาวไทยเวลาตอบคำถามอะไรประมาณนั้น ซึ่งเขาถึงกับยิ้มและพยักหน้า บอกตรงๆว่าตอนนั้นว่าไม่ได้ตั้งตัวแต่ที่ตอบไปเพราะสามัญสำนึกของเราเอง
             วันนั้นเป็นภาพที่ประทับใจพ่อแม่ลูกกอดคอกันร้องให้บางคนก็เป็นห่วงก็มีหลายคนเหมือนกันที่ไม่มีญาติมาร่วมงานเช่นเดียวกับดิฉัน แต่โชคดีที่ได้คุณแม่ของรุ่นน้องเอาพวงมาลัยมาคล้องให้ ดิฉันแทนคุณแม่ซึ่งไม่ได้มายังจำภาพเหล่านั้นได้อย่างติดตา ผู้คนมากมายมาจากทุกสารทิศหนาหูหนาตามากเลย มีหลายๆคนพอเห็นว่าเป็นทหารหญิงที่จะไปปฏิบัติงานครั้งนี้ด้วยก็เข้ามาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เล่นเอาดิฉันแอบรู้สึกปลื้มอยู่เล็กๆไปด้วยในความรู้สึกลึกๆมันบอกว่านี่แหล่ะคือความภูมิใจในชีวิตซึ่งยากจะหาโอกาสเช่นนี้ได้บ่อยๆ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com