บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

จักรวาลในทัศนะของเซน

       เมื่อกล่าวถึงจักรวาล มีประเด็นมากมายที่เราสามารถหยิบยกมาขบคิดหรืออภิปรายกันในทางปรัชญา ก่อนที่จะกำหนดประเด็นสำหรับอภิปรายขอให้เรามาตกลงกันก่อนว่า คำว่าจักรวาลหมายความเอาแค่ไหน คำว่าจักรวาลในที่นี้หมายเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นดวงดาว กลุ่มดาว กาแล็กซี ฝุ่นธุลี วัตถุในรูปลักษณะต่างๆ ทั้งหยาบทั้งละเอียด ตลอดจนภาวะทางนามธรรมที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ ณ ตำแหน่งใดในอวกาศ รวมกันเข้าแล้วเราจะเรียกว่าจักรวาล โดยคำนิยามนี้จึงไม่มีสิ่งใดที่อยู่นอกจักรวาล โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็คือส่วนหนึ่งของจักรวาล มนุษย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลด้วย มนุษย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของกจักรวาลด้วย ดังนั้น คำว่ามนุษย์ โลก และจักรวาลจึงเป็นคำที่มีความสัมพันธ์เนื่องถึงกัน มนุษย์ไม่ได้อยู่โดยอาศัยเพียงตนเองเท่านั้น หากยังต้องอาศัยโลกเป็นสถานที่พำนัก โลกก็หาได้ลอยอยู่ในอวกาศโดยไม่มีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ไม่มีจุดใดในจักรวาลนี้ที่เราสามารถชี้ลงไปว่าสามารถดำรงอยู่ได้โดยตัวมันเอง สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนอิงอาศัยและผลักดึงซึ่งกันและกัน เมื่อกล่าวถึงจักรวาล มีปัญหาอยู่สองเรื่องที่คนพยายามขบคิดและแสวงหาคำตอบมานาน ปัญหาแรก คือ กำเนิดของจักรวาล มนุษย์เราเชื่อกันว่า สิ่งที่มีอยู่ทุกอย่างย่อมเป็นผลผลิตของสิ่งที่มีอยู่ก่อน ไม่มีสิ่งใดสามารถอุบัติขึ้นจากความว่างเปล่า ดังนั้น เราทุกคนย่อมต้องมีบรรพบุรุษ แต่บรรพบุรุษของเราจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ โลกนี้จะไม่ได้ถ้าไม่มีวัตถุที่จะมารวมตัวกันกลายเป็นโลก แล้ววัตถุที่ว่านั้นมาจากไหน ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ไม่รู้จัก เพราะไม่ว่าจะสืบสาวไปถึงสิ่งใด เราก็ยังสามารถตั้งคำถามได้ว่าสิ่งนั้นเป็นผลผลิตของอะไรได้เรื่อยไป ไม่ว่าเราจะสืบสาวหาที่มาของสิ่งใดในจักรวาลนี้เราจะพบปัญหาที่ว่านี้เสมอ ปัญหาที่สองคือ ปัญหาธรรมชาติของจักรวาล สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ดำเนินไปอย่างมีทิศทาง มีกฎระเบียบหรือไม่ หากมีใครคือผู้วางระเบียบของจักรวาล ปัญหานี้มีคนตอบหลายอย่าง แต่คำตอบทั้งหมดนั้นไม่มีสักคำตอบเดียวที่ไม่มีทางให้คนอื่นแย้งได้ เราจะใช้ปัญหาทั้งสองนี้เป็นประเด็นในการอภิปรายทัศนะเกี่ยวกับจักรวาลของเซนดังรายละเอียดต่อไปนี้

กำเนิดของจักรวาลในทัศนะของเซน
ดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เมื่อมีใครถามปัญหาเกี่ยวกับกำเนิดของจักรวาลขึ้นในที่ชุมนุมคน หากในจำนวนคนเหล่านั้นมีชาวพุทธร่วมอยู่ด้วย เขาจะไม่สนใจร่วมอภิปรายปัญหาที่ว่านี้เด็ดขาด เหตุผลคือปัญหาที่ว่านี้อยู่ห่างไกลตัวเราเหลือเกิน พุทธศาสนาสนใจเฉพาะเรื่องใกล้ตัว สนใจเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิต ไม่สนใจเรื่องที่อยู่ห่างตัวหรือเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิต หากเป็นเพียงสมมติฐานที่ตั้งขึ้นเพื่อถกเถียงเอาชนะกันในเชิงสติปัญญาเท่านั้น

ความเข้าใจข้างต้นมีส่วนถูกอยู่มาก ที่ว่าถูกหมายความว่าในฐานะที่เป็นชาวพุทธเขาย่อมต้องดำเนินชีวิตโดยยึดเอาคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก มีหลักฐานแสดงเอาไว้ชัดเจนว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงสนใจอภิปรายปัญหาที่อยู่ไกลตัวมนุษย์34ปัญหาเหล่านี้ทรงพิจารณาเห็นว่า แม้เราจะทราบคำตอบ แต่เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน ดังนั้น มันจึงไม่มีผลกระทบต่อตัวเรา รู้ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ชีวิตของเราก็ยังคงดำเนินไปตามปกติได้ อีกประการหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่อาจตอบได้เด็ดขาดแน่นอนลงไป มีคนพยายามตอบหลายแง่หลายทาง แต่ทุกคนมีแง่ให้แย้งได้ทั้งสิ้นการที่ไม่ทรงร่วมอภิปรายด้วยอาจเป็นเพราะทรงพิจารณาเห็นดังที่กล่าวมานี้ก็ได้

จะอย่างไรก็ตาม อาจมีชาวพุทธบางคนเห็นว่า หากเรายอมรับว่าสรรพสิ่งในจักรวาลเนื่องสัมพันธ์ถึงกันหมด ดังนั้น เราย่อมบอกไม่ได้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเราการพยายามค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความลี้ลับต่างๆ ในจักรวาลอาจไม่ช่วยให้เราดับทุกข์ในชีวิตได้ แต่ปัญหาที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้มีเพียงปัญหาการดับทุกข์ในชีวิตเท่านั้นเรายังต้องเผชิญปัญหาภายนอกตัวเราอีกมากมาย ขอให้นึกวาดภาพง่ายๆ ก็ได้ว่าหากวันหนึ่งอยู่ๆ ดวงอาทิตย์ที่เคยส่องแสงมายังโลกของเรานี้เกิดดับลง วันนั้นมนุษย์ทั้งโลกจะเลิกสนใจปัญหาที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดับกิเลสภายในใจได้ทันที สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดในเวลานั้น คงไม่ใช่เรื่องการดับทุกข์ หากแต่น่าจะเป็นเรื่องที่ว่าทำอย่างไรเราจึงจะไม่ตายกันทั้งโลกมากกว่า สมมติฐานที่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าดวงอาทิตย์ต้องดับลงแน่นอนนี้อย่างน้อยที่สุดก็มีทกฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทฤษฎีหนึ่งสนับสนุนอยู่ หากว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ทฤษฎีนี้คาดหมายไว้ วันหนึ่งจะเป็นวันที่จักรวาลทั้งหมดตกอยู่ในภาวะหนาวเย็นและมืดสนิท ไม่มีความร้อน ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น นั่นย่อมหมายความว่า คนเราซึ่งเป็นส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่งของจักรวาลย่อมจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปพร้อมกับชีวิตอื่นๆ ที่มีอยู่

กฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ดูจะชวนให้เราสงสัยอย่างช่วยไม่ได้ว่าจักรวาลกำลังดำเนินไปสู่จุดจบ นั่นย่อมหมายความว่า เมื่อถึงที่สุดจะไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เลย จะอย่างไรก็ตามอาจมีคนพูดว่า เมื่อถึงเวลานั้นพระเจ้าจะทรงชุบชีวิตให้แก่จักรวาลอีกครั้งหนึ่ง แต่การพูดเช่นนี้เป็นการพูดเพราะความศรัทธา ไม่ใช่พูดเพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บอกเราว่าเวลานี้จักรวาลกำลังคืบคลานไปอย่างช้าๆ สู่จุดหมายอันจะส่งผลให้เกิดสภาพอันน่าหวากหวั่นต่อโลกเรานี้ ไม่เพียงเท่านั้น จักรวาลยังกำลังคืบคลานไปอย่างช้าๆ สู่จุดจบอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่กล่าวมานี้อีก นั่นคือความตายของจักรวาลทั้งจักรวาล หากนี่คือสิ่งชี้บอกว่าพระเจ้าทรงสร้างจักรวาลมาอย่างมีจุดหมาย ข้าพเจ้าก็คงพูดได้เพียงว่า จุดหมายนี้มิได้ดึงดูดใจข้าพเจ้าแม้แต่น้อย ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเหตุผลที่จะเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าในรูปแบบใด กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าในความหมายที่คลุมเครือหรือที่ถูกปรับเพื่อให้ง่ายต่อการยอมรับก็ตาม

นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนเรามีปัญหาภายนอกที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาของจักรวาลทั้งหมด เมื่อจักรวาลประสบภาวะใดเราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลย่อมพลอยได้รับผลกระทบจากภาวะนั้นด้วยพิจารณาจากแง่มุมนี้ดูเหมือนจะเป็นการยากยิ่งที่จะจำแนกว่าปัญหาใดเป็นปัญหาที่อยู่ไกลตัวเราและปัญหาใดเป็นปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว

อนึ่ง ปัญหาที่ครั้งหนึ่งในอดีตมีคนคิดว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีทางหาข้อสรุปที่แน่นอนได้ ปัจจุบันดูเหมือนจะเริ่มคนมองเห็นลู่ทางในการตอบชัดขึ้น ดังนั้น ที่เรากล่าวว่า มีปัญหาบางปัญหาที่พระพุทธเจ้าองค์ไม่ทรงตอบเพราะเป็นปัญหาที่ไม่อาจหาคำตอบที่แน่ชัดได้นั้น เรามีเหตุผลอะไรสนับสนุนความคิดที่ว่านั้น เราแน่ใจได้อย่างไรว่าปัญหาเหล่านี้ตอบไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาต้นกำเนิดของจักรวาล ในอดีตนักปรัชญาจำนวนไม่น้อยพยายามค้นหาคำตอบ ในปัจจุบันก็ยังมีนักปรัชญาจำนวนหนึ่งพยายามตอบปัญหานี้ แต่เมื่อเทียบดูความเปลี่ยนแปลงระหว่างวิธีการหาคำตอบของคนในอดีตกับคนในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ชัดว่า แต่เดิมนักปรัชญาใช้เพียงความคิดและเหตุผลล้วนๆ เพื่อหาคำตอบ แต่ปัจจุบันนักปรัชญามีข้อมูลการค้นคว้าหาทางวิทยาศาสตร์ช่วยในการแสวงหาคำตอบ ปัญญาที่ครั้งหนึ่งเราคิดว่าตอบยากเริ่มตอบง่ายขึ้น แม้จะยังไม่อาจตอบได้แน่ชัดลงไป แต่คำตอบเท่าที่มีอยู่เวลานี้เมื่อเทียบกับคำตอบในอดีตเราจะเห็นว่ามีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนหนักแน่นมากขึ้น สติปัญญาของมนุษย์พัฒนาอยู่ทุกวินาที ดังนั้น เราย่อมบอกไม่ได้ว่าปัญหาที่วันนี้เราคิดว่าตอบไม่ได้คนในวันหน้าจะตอบไม่ได้เหมือนเรา เรื่องกำเนิดของจักรวาลก็เช่นกัน ข้อเสนอของนักปรัชญาในวันนี้แม้จะยังไม่ใช้ข้อยุติแต่ก็เป็นข้อเสนอที่เป็นรูปร่าง มีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนมากกว่าแต่ก่อน37 เท่าที่กล่าวมาเราคงพอมองเห็นว่า เป็นการยากที่เราจะบอกว่าปัญหาใดเราไม่มีทางตอบ เมื่อเราไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนสำหรับใช้ชี้ว่าปัญหานี้ไม่มีทางตอบ เราย่อมไม่มีสิทธิ์บอกว่าอย่าสนใจปัญหานี้ แต่จงสนใจปัญหานั้น เพราะทุกปัญหามีฐานะเท่ากันหมด

สำหรับนิกายเซน ได้กล่าวมาแล้วว่าเซนเป็นผลผลิตของความคิดแบบจีน คนจีนไม่สู้สนใจปัญหาทางปรัชญาเหมือนคนอินเดีย ดังนั้น เซนจึงแตกต่างจากพุทธศาสนาแบบอินเดียในแง่ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องกรรม การเกิดใหม่ หรือสังสารวัฎ เท่าที่กล่าวมานี้หลายท่านอาจนึกภาพออกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องปัญหากำเนิดของจักรวาล เซนคงไม่สนใจปัญหานี้แน่น เพราะขนาดพุทธศาสนาแบบอินเดียซึ่งสนใจปัญหาทางปรัชญายังไม่สนใจปัญหาที่ว่านี้ เซนซึ่งไม่สนใจปัญหาปรัชญาเลยคงไม่สนใจปัญหาที่ว่านี้แน่

ผู้เขียนเองก็เคยคิดเช่นนั้น จนกระทั่งได้มาศึกษาความคิดของอาจารย์เซนท่านหนึ่ง จึงรู้ว่าตนเข้าใจผิด ในนิกายเซนมีกระแสความคิดบางสายสนใจปัญหาที่ว่านี้และได้ให้คำตอบต่อปัญหาที่ว่านี้ไว้ เจ้าของความคิดที่ว่านี้คือท่านฮวงไป (Huang Po,- 850 A.D) อาจารย์เซนคำสำคัญอีกคนหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง ขอให้เรามาดูข้อความต่อไปนี้

ท่านครูบาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า :
พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง (One Mind) นอกจากจิตหนึ่งนี้แล้วมิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย

จิตหนึ่งซึ่งเป็นที่ปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น และไม่อาจจะถูกทำลายได้เลย มันไม่ใช่เป็นของสีเขียวหรือสีเหลือง และไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งปวง ปรากฎมันไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งทั้งที่มีการตั้งอยู่และไม่มีการตั้งอยู่ มันไม่อาจจะถูกลงความเห็นว่าเป็นของใหม่หรือของเก่า มันไม่ใช่ของยาวของสั้น ของใหญ่ของเล็ก ทั้งนี้เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ และเหนือการเปรียบเทียบทั้งหมดทั้งสิ้น

ท่านฮวงโปมีทัศนะว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลนี้กำเนิดมาจากสิ่งที่ท่านเรียกว่าจิตหนึ่ง สิ่งต่างๆ จำนวนมากมายมหาศาลในจักรวาลนี้แม้จะแตกต่างกันอย่างไรแต่ทั้งหมดก็อาจจำแนกออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ คือ รูปธรรมกับนามธรรม ทั้งรูปธรรมและนามธรรมนี้มีแหล่งกำเนิดเดียวกันคือจิตหนึ่ง สรุปความง่ายๆ ว่าเมื่อครั้งที่จักรวาลนี้ยังว่างเปล่า ไม่มีดาวดวง ไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ในภาวะนั้นมีสิ่งหนึ่งดำรงอยู่สิ่งนี้ท่านเรียกว่าจิตหนึ่ง จิตหนึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนกาลเวลา หมายความว่าว่าเวลานั้นเริ่มต้นเมื่อมีรูปธรรมหรือนามธรรมเกิดขึ้นในจักรวาล ก่อนหน้านี้สิ่งเหล่านี้จะเกิดมี เวลาก็ไม่มี ในภาวะที่ปราศจากเวลาซึ่งจะยาวนานแค่ไหนไม่มีใครทราบนี้ ท่านฮวงโปถือว่ามีสิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งดำรงอยู่แล้ว

จิตหนึ่งไม่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม ดังนั้น จิตหนึ่งนี้จึงไม่ใช่จิต พูดง่ายๆ ก็คือเวลาที่อ่านพบคำว่าจิตหนึ่งในคัมภีร์ของท่านฮวงโป ให้เข้าใจว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงจิตใจที่อยู่ในตัวเรา ในทัศนะของท่านฮวงโป คนเราประกอบด้วยกายกับจิตกายเป็นรูปธรรม ส่วนจิตเป็นนามธรรม ทั้งกายและจิตนี้ท่านฮวงโปถือว่ามีต้นกำเนิดมาจากจิตหนึ่งจิตหนึ่งเป็นภาวะที่ละเอียดลึกซึ้ง เป็นภาวะที่ดำรงอยู่ก่อนที่จะมีรูปธรรมกับนามธรรมเกิดขึ้นในจักรวาล คุณสมบัติใดๆ ก็ตามที่เราสามารถกำหนดให้แก่รูปธรรมและนามธรรม คุณสมบัตินั้น ๆ ทั้งหมดเราไม่อาจกำหนดให้แก่สิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งนี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง รูปธรรมกับนามธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติ (เช่นรูปธรรมเป็นสิ่งที่เราอาจสัมผัสได้ด้วยประสามสัมผัส แต่นามธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจสัมผัสด้วยประสามสัมผัส หากต้องอาศัยจิตในการรับรู้เป็นต้น) และคุณสมบัติเหล่านี้เราสามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดหรือภาษา แต่สิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งปราศจากคุณสมบัติเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงไม่อาจอธิบายลักษณะของมันได้ด้วยคำพูด

สำหรับผู้อ่านที่เป็นเถรวาท เมื่อได้ฟังคำว่าจิต จิตหนึ่ง ทาง พุทธะ หรือแม้แต่คำว่าธรรมก็ตาม อย่าได้เข้าใจว่ามีความหมายเหมือนกับที่เข้าใจหรือรู้อยู่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำพูดของฮวงโปซึ่งผิดไปจากเว่ยหล่างอีกไม่น้อย ตัวอย่างเช่น คำว่าจิต หรือจิตหนึ่ง หมายถึงสิ่งๆ หนึ่งซึ่งมีอยู่ก่อนที่จะเกิดมีจิตตามความหมายที่เรารู้จักกัน หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ก่อนเกิดมีสิ่งทั้งปวงนั่นเอง ก่อนเกิดมีสังสารวัฎและนิพพานตามความรู้สึกทั่วไป สิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งก็มีอยู่แล้ว คือมีตั้งแต่ไม่มีใครทราบ

นี่คือการตีความสิ่งที่ท่านฮวงโปเรียกว่าจิตหนึ่งของท่านพุทธทาส เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวความคิดในการอธิบายกำเนิดของจักรวาลในรูปกำหนดให้มีอะไรสักอย่างเป็นจุดเริ่มต้น แล้วให้คำนิยามจุดเริ่มต้นนั้นว่าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดมีได้เอง ไม่มีเหตุปัจจัย เป็นสิ่งอยู่เหนือการหยั่งรู้ด้วยสติปัญญาและเหตุผล เป็นแนวทางหนึ่งที่มีคนใช้ค่อนข้างมาก เหลาจื๊อเมื่ออธิบายกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาลก็ได้กำหนดจุดเริ่มต้นอันนหึ่งขึ้นแล้วขนานสิ่งนั้นว่าเต๋า เต๋าในทัศนะของเหลาจื๊อเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใดทั้งหมดในจักรวาล เป็นภาวะที่ละเอียดลึกซึ้ง เป็นปฐมกำเนิดของสรรพสิ่ง ชาวคริสต์เมื่อธิบายกำเนิดของจักรวาลก็กำหนดให้พระเจ้าเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นให้คำนิยามแก่พระเจ้าว่าเป็นภาวะที่อยู่เหนือการคาดคำนวณด้วยเหตุผล วิธีเข้าถึงพระเจ้ามีเพียงวิธีเดียวคือใช้ศรัทธาศาสนาอื่นที่เชื่อในเรื่องพระเจ้าก็มีวิธีอธิบายกำเนิดของจักรวาลในแนวเดียวกันนี้

สรุปความว่า ท่านฮวงโปคิดว่า ไม่ว่าเราจะหยิบยกเอาสิ่งใดก็ตามในจักรวาลนี้ขึ้นมาสาวหาที่มา เมื่อสาวไปจนถึงที่สุดแล้วจะพบว่าปฐมกำเนิดของสิ่งนั้นก็คือจิตหนึ่งนั่นเอง บางท่านอาจสงสัยเหตุใดท่านฮวงโปจึงให้ความสนใจเรื่องจิตหนึ่งนี้ เรื่องนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับการดับทุกข์เลย ตอบว่า ในทัศนะของท่านฮวงโป การที่เราทราบว่าสรรพสิ่งถือกำเนิดมาจากสิ่งเดียวกันย่อมช่วยให้เราคลายความยืดมั่นในสิ่งต่างๆ ได้ความยึดมั่นของคนเรานั้นสืบเนื่องมาจากการมองสิ่งต่างๆ อย่างแยกเป็นคู่กัน มองว่านี่สวย นั้นน่าเกลียด เมื่อมองเช่นนี้เลยเกิดความยึดมั่น กล่าวคือ ชอบสิ่งสวยงามและเกลียดสิ่งที่น่าเกลียด แต่ถ้าเรามองลึกลงไปจนพบว่าทุกสิ่งมีต้นกำเนิดเดียวกัน ความเข้าใจอันนั้นจะทำให้เราคลายความยึดมั่นลง เมื่อมองเห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่ตนเองเข้าใจว่าสวยงามแท้ที่จริงก็มีสภาวะเดียวกันกับสิ่งที่เราเข้าใจว่าน่าเกลียด บุคคลย่อมวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง

นอกจากจะช่วยให้เราคลายความยึดมั่นในความเป็นคู่จองสรรพสิ่ง ความเข้าใจเรื่องจิตหนึ่งนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัยของการเจริญกุศลธรรมด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเจริญเมตตา ตราบใดที่เรายังเข้ามจว่าตัวเรากับคนอื่นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันเด็ดขาดตราบนั้นการเจริญเมตตาจะยังไม่สำเร็จผล เราจะเมตตาคนอื่นได้อย่างเต็มที่เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเรากับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์หรือสิ่งที่ชีวิตในรูปใดๆ แท้ที่จริงนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน เรารักและหวงแหนอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเราเท่าเทียมกันก็เพราะเรามีความรู้สึกว่าอวัยวะเหล่านี้ทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรา ฉันใดก็ฉันนั้น หากเรามีความรู้สึกว่าตัวเรากับสรรพสิ่งในจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกันเราย่อมจะมีความระมัดระวังในการวางตัวยิ่งขึ้น เพราะหากเกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำของเราเอง (เช่น ทำความสกปรกในสวนสาธารณะ) ผลกระทบนั้นส่วนหนึ่งก็คือผลกระทบที่เราทำให้แก่ตัวเองนั่นเอง ขอให้สังเกตข้อความต่อไปนี้

คนธรรมดาทั่วไปทุกคนพากันปล่อยตัวไปตามความคิดปรุงแต่งซึ่งอาศัยปรากฏารณ์ทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่ เพราะฉะนั้นเขาจึงเกิดความรู้สึกที่เป็นความรักและความชัง ถ้าจะขจัดปรากฏการณ์ซึ่งเป็นเครื่องแวดล้อมเหล่านั้นเสีย เธอก็เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่งของเธอเสีย เมื่อการคิดปรุงแต่หยุดไป ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เป็น เครื่องแวดล้อมก็กลายเป็นของว่างเปล่า เมื่อปรากฎการณ์ต่างๆ กลายเป็นของว่างเปล่าความคิดก็สิ้นสุดลงแต่ถ้าเธอพยายามขจัดสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นโดยไม่ทำให้การคิดปรุงแต่งหยุดไปเสียก่อน เธอจะไม่ประสบความสำเร็จ กลับมีแต่จะเพิ่มกำลังให้แก่สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นให้รบกวนเธอหนักขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งปวงก็ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากจิต คือ จิตซึ่งสัมผัสไม่ได้ทางอายตนะ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว อะไรเล่าที่เธอหวังว่าอาจจะบรรลุได้

ธรรมชาติของจักรวาลในทัศนะของเซน
แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เราทุกคนอาจเคยสงสัยว่าอะไรนะที่ทำให้ดวงจันทร์หมุนรอบโลก โลกหมุนรอบดวงตะวัน ดวงดาวอื่นๆ ต่างก็มีทิศทางที่แน่นอนในการโคจร สิ่งเหล่านี้ดำเนินบทบาทของตนไปอย่างมีระเบียบ มีความแน่นอน อะไรคือ สิ่งกำหนดให้ดวงดาว โลก ดวงตะวัน ดวงเดือนและสิ่งต่างๆ ให้ห้วงอากาศเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่เป็นอย่างอื่นๆ (เช่น แทนที่โลกจะหมุนรอบดวงตะวันก็หันไปหมุนรอบดวงเดือนแทน หรือทิศทางการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวนพเคราะห์แทนที่จะเป็นวงรีก็เป็นรูปสี่เหลี่ยมแทน เป็นต้น) หันมามองสิ่งต่างๆ รอบกายบนพื้นโลก เราอาจเคยสงสัยว่า อะไรนะที่ทำให้เม็ดมะม่วงเมื่อนำไปเพาะจึงงอกเป็นต้นมะม่วง ไม่เป็นต้นขนุนอะไรที่ทำให้วัตถุที่หลุดจากมือเราหล่นลงสู่พื้นไม่ลอยขึ้นบนท้องฟ้า ทำไมสิ่งมีชีวิตจึงต้องกินอาหาร ไม่กินไม่ได้หรือ ดอกกุหลาบที่เราเห็นนั้นมาจากไหน มาจากอาหารและแร่ธาตุที่ต้นกุหลายกินเข้าไปแล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นดอกกุหลาบอย่างนั้นหรือ แต่แร่ธาตุและอาหารเหล่านั้นไม่มีลักษณะอย่างดอกกุหลาบนี้ พืชและสัตว์ในโลกนี้ช่างมีมากมายเหลือกิน แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีลักษณะไม่ซ้ำแบบกัน ใครคือผู้จำแนกประเภทของสิ่งเหล่านี้ ใครคือผู้ออกแบบลวดลายบนปีกผีเสื้อ ใครคือผู้ออกแบบโครงสร้างอันซับซ้อนภายในสมองของคนเรา ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในจำนวนปัญหามากมายมหาศาลที่เราสามารถหยบขึ้นมาตั้งข้อสงสัย จักรวาลนี้ช่วงเต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์จิรงๆ

ในอดีตมีคนไม่น้อยพยายามค้นหาคำตอบสำหรับข้อสงสัยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งของความพยายามอันนั้นได้กลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า หน้าที่หลักอันหนึ่งของวิทยาศาสตร์ก็คือการเปิดเผยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความลี้ลับมหัศจรรย์ของจักรวาล สมัยหนึ่งคนสงสัยกันว่าทำไมโลกจึงหมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยอัตราความเร็วที่คงที่ และด้วยเส้นทางโคจรที่แน่นอน ก็มีความอย่างนิวตันให้อรรถาะบายว่าเพราะระหว่างโลกกับดวงตะวันมีสิ่งหนึ่งยึดเหนี่ยวอยู่ สิ่งนี้นิวตันเรียกว่าแรงโน้มถ่วง หรือสมัยหนึ่งคนเราเคยรู้สึกพิศวงกับสิ่งที่เรียกว่าฟ้าร้องฟ้าแลบ ครั้นมีคนอย่างแฟรงคลินอธิบายว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นผลมาจากสิ่งที่เขาเรียกว่าไฟฟ้าบนก้อนเมฆ ทุกคนก็หายสงสัย นี่คือตัวอย่างการพยายามอธิบายสิ่งลี้ลับในจักรวาลของวิทยาศาสตร์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์นั้น สิ่งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อร่วมกันอยู่ก็คือ ความเป็นระเบียบแห่งจักรวาล นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีความเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาค้นพบคือแง่หนึ่งของความเป็นระเบียบในธรรมชาติ ทุกครั้งที่พวกเขาค้นพบความจริงใหม่ๆ พวกเขาคิดว่าความจริงที่ค้นพบนี้ล้วนมีความประสานกลมกลืนกับความจริงที่ยังไม่ค้นพบในธรรมชาติ จักรวาลในความนึกคิดของนักวิทยาศาสตร์คือระบบมหึมาที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างประสานกลมกลืน หน้าที่ของวิทยาศาสตร์คือการพยายามเปิดเผยให้เห็นความกลมกลืนสอดคล้องกันในธรรมชาติทั้งหมด พวกเขาใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า ความลี้ลับทุกแง่ทุกมุมในธรรมชาติจะได้รับการเปิดเผย ไอน์สไตน์เคยกล่าวเอาไว้ครั้งหนึ่งว่า

ข้าพเจ้านึกไม่ออกว่า คนที่ปราศจากความเชื่อันลึกซึ้งดังกล่าวนี้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงได้อย่างไร เรื่องนี้คงพอพูดให้เป็นภาพเปรียบเทียบดังนี้คือ วิทยาศาสตร์ที่ไม่สนใจศาสนาย่อมเหมือนคนแขนขาพิการ ส่วนศาสนาที่ไม่สนใจวิทยาศาสตร์ก็คงไม่ต่างจากคนตาบอด

ในทัศนะของไอน์สไตน์ การทำงานของนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากความเชื่อบางอย่างโดยเฉพาะความเชื่อในความเป็นระเบียบของจักรวาลจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนอย่างนิวตันยืนยันเสมอว่า เขาเชื่อในพระเจ้าอย่างเต็มที่ นิวตันเคยกล่าวเอาไว้ว่า จักรวาลถูกสร้างมาอย่างเหมาะเจาะ ตัวอย่างเช่นภายในระบบสุริยะของรานี้มีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว การมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวทำให้โลกเราได้รับความร้อนพอดี นั่นย่อมหมายความว่าผู้ที่วางแผนสร้างจักรวาลเป็นผู้ที่รอบรู้อย่างยิ่ง47 สำหรับนิวตัน ความก้างหน้าทางวิทยาศาสตร์หาใช่อะไรไม่ หากแต่คือการเปิดเผยให้เห็นความสมบูรณ์ของพระเจ้า ยิ่งเราค้นพบกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ในธรรมชาติมากเท่าใดเราจะยิ่งทึ่งและประหลาดใจในความรอบรู้และอัจฉริยภาพของผู้ที่สร้างจักรวาลนี้มากเท่านั้น ไอน์สไตน์เองก็เคยมีคนเข้าใจว่าเขาเป็นคนไม่นับถือศาสนา จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนถามเรื่องนี้กับเขา ไอน์สไตน์ตอบว่า

ข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้าแบบที่สปิโนซ่ากล่าวไว้ กล่าวคือ พระเจ้าผู้เปิดเผยตนเองในความกลมกลืนของสรรพสิ่ง ไม่ใช่พระเจ้าผู้คอยกำหนดชะตากรรมและการกระทำทุกอย่างของมนุษย์

แม้ว่าไอน์สไตน์จะไม่เชื่อพระเจ้าที่เป็นบุคคลที่คอบทำหน้าที่กำหนดชะตากรรมและการกระทำของมนุษย์ดังเช่นที่ปรากฏในคัมภีร์ใบเบิ้ลก็ตาม แต่ไอน์สไตน์ก็ไม่ปฏิเสธพระเจ้าในความหมายที่สิโนซ่าตีความ พระเจ้าที่ไอน์ไตน์ยอมรับนี้คือสิ่งเร้นลับอันแผงอยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์อันน่าพิศวงในธรรมชาติ พระเจ้าในความหมายของภาวะที่ทำให้สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ประสานกลมกลืนกันและกัน เพราะความเชื่อที่ว่านี้ หลายครั้งที่เมื่อไอน์สำตน์ให้ความเห็นทฤษฎีที่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติไม่มีความประสานกลมกลืนกัน เขาจะให้เหตุผลแบบทีเล่นจริงว่าพระเจ้าคงไม่สร้างจักรวาลมาสุ่มสี่ห้าอย่างนั้น

หากเราไม่ใส่ใจคำว่าพระเจ้าที่นิวตันและไอน์สไตน์กล่าวถึงนัก (เพราะเป็นคำที่สามารถสร้างปัญหาถกเถียงในทางปรัชญาได้มากมาย) เราจะเห็นว่าสาระของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกเหล่านี้กล่าวไว้ก็คือ เบื้องหลังการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้น คือ ความเชื่อในความเป็นระเบียบของจักรวาล ความเป็นระเบียบที่ว่านี้ไม่ใช่สิ่งเร้นลับ หากแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถประจักษ์ด้วยประสาทสัมผัสในชีวิตประจำวัน ดงอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าและตกตอนเย็นทุกวัน ฤดูกาลผันเวียนมาอย่างสม่ำเสมอ กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโลกก็คงไม่เปลี่ยนแปลง ระบบชีวิตของคนสัตว์ และพืชก็คงเป็นระบบเดิม นี่คือความคงที่เป็นระบบระเบียบของโลกที่เรามองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน

พุทธศาสนาเองก็มีความเชื่อในความเป็นระเบียบของจักรวาล มีหลักธรรมอยู่หมวดหนึ่งที่แสดงถึงความเชื่อที่ว่านี้ หลักธรรมหมวดนี้มีชื่อว่านิยาม52 นิยามมีความหมายหลายนัย แต่นับหนึ่งที่เราจะกล่าวในที่นี้ คือ ชาวพุทธเชื่อว่าสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ดำเนินไปอย่างมีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น เมื่อเอาเมล็ดข้าวเปลือกไปเพาะ เราจะได้ต้นข้าว ไม่ได้ต้นมะม่วง ความสม่ำเสมอที่ว่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราสรุปขึ้นจากการสังเกตธรรมชาติของต้นข้าว แต่สรุปจากความเชื่อที่ว่าเบื้องหลังความสม่ำเสมอนี้มีสิ่งหนึ่งกำหนดอยู่ สิ่งนี้เป็นภาวะทางนามธรรมที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยประสามสัมผัส สิ่งที่เราสัมผัสได้มีเพียงการแสดงตัวของภาวะที่ว่านี้เท่านั้น ภาวะดังกล่าวนี้ชาวพุทธเรียกว่านิยาม นิยามนี้เองที่อยู่เบื้องหลังคามเป็นเหตุเป็นผลของสรรพสิ่ง จักรวาลดำเนินไปอย่างมีระเบียบก็เพราะนิยามควบคุมให้เป็นไปเช่นนั้น นิยามไม่ใช่คำสมมติเรียกภาวะที่จักรวาลดำเนินไปอย่างมีระเบียบ หากแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แม้จักรวาลนี้จะว่างเปล่าจากสรรพสิ่ง นิยามก็ยังมีอยู่ เพราะเชื่อเช่นนี้ ชาวพุทธจึงเชื่อว่า สมมติว่าอยู่ๆ วันหนึ่งจักรวาลนี้เกิดว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ในภาวะเช่นนั้นย่อมไม่มีสิ่งอันจะดำเนินไปตามการควบคุมของนิยาม นิยามก็ไม่สามารถแสดงตัวของมันออกมาได้ หากแต่อยู่ในภาวะนิ่งสงบ ต่อเมื่อใดที่มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมาในจักรวาลอีกครั้ง เมื่อนั้นนิยามจะออกมาแสดงบทบาท เมล็ดข้าวเมล้ดใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากที่จักรวาลว่างเว้นจากการมีเมล็ดข้าวเมื่อถูกนำไปเพาะจะกลายเป็นต้นข้าวเหมือนเดิม เราเชื่อเช่นนั้น เพราะเชื่อในความมีอยู่ของนิยาม หากนิยามเป็นเพียงชื่อที่สมมติขึ้นเพื่อเรียกอาการที่สิ่งทั้งหมดดำเนินไปอย่างมีระเบียบ เราย่อมปราศจากพื้นฐานที่จะเชื่อตามที่กล่าวมานั้น กล่าวคือ หากเราไม่เชื่อว่าคำนิยามเป็นสิ่งที่มีอยู่แม้จะไม่มีสิ่งอันจะดำเนินไปตามนิยาม เราย่อมไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าเมล็ดข้าวเมล็ดใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีระเบียบในตัวมันเอง เหมือนกับเมล็ดข้าวทั้งหลายก่อนหน้าที่จักรวาลจะว่างเปล่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่อาจเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงก็ได้ เมื่อไม่มีนิยาม อะไรจะเป็นหลักประกันว่าสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จะเป็นเหมือนที่มันเคยเป็น

จากที่กล่าวมานี้สรุปได้ว่า เมื่อกล่าวถึงจักรวาล มีประเด็นที่คนเราสนใจอยู่สองประเด็น คือ
1.จักรวาลดำเนินไปอย่างมีระเบียบหรือไม่
2.หากจักรวาลดำเนินไปอย่างมีระเบียบ อะไรคือสาเหตุของความมีระเบียบดังกล่าวนั้น

จะเห็นว่าทั้งสองประเด็นนี้ ประเด็นแรกพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์มีความเห็นสอดคล้องกันว่า จักรวาลนี้ดำเนินไปอย่างมีระเบียบ แต่ประเด็นที่สองพุทธศาสนามองต่างจากวิทยาศาสตร์* นิวตันเชื่อว่าที่จักรวาลดำเนินไปอย่างมีระเบียบเพราะนั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงควบคุมให้สิ่งเหล่านี้เป็นอย่างที่มันเป็นไอน์สไตน์เชื่อว่าเบื้องหลังความเป็นระบบระเบียบของจักรวาลคือพระเจ้าแบบที่สปิโนซ่าตีความ แม้ว่าพระเจ้าที่ไอน์สไตน์เชื่อนี้จะต่างจากพระเจ้าของนิวตันในแง่การตีความ แค่พื้นฐานความคิดของทั้งสองคนนี้ยืนอยู่บนทัศนะแบบเทวนิยม (theism) เหมือนกัน แต่ชาวพุทธเชื่อว่านิยามที่ควบคุมความเป็นระเบียบของจักรวาลไม่ใช่พระเจ้า นิยามเป็นภาวะทางธรรมชาติอย่างหนึ่งเหมือนภาวะทางธรรมชาติทั้งหลาย

นิกายเซนก็มีทัศนะเกี่ยวกับจักรวาลเหมือนอย่างชาวพุทธทั่วไป จะต่างกันก็ตรงที่เวลาเซนกล่าวถึงสิ่งที่ควบคุมความเป็นระเบียบของจักรวาลเซนชอบใช้คำว่าตถตาแทนคำว่านิยาม53 ความเข้าใจเรื่องตถตานี้เซนถือว่าสำคัญมาก หากเราเข้าใจเรื่องตถตาเท่ากับเราเข้าใจเนื้อแท้ของจักรวาลทั้งหมด ตถตาจะบอกเราว่า สรรพสิ่งล้วนเนื่องอาศัยเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีสาเหตุ โลกมีกฎเกณฑ์ของมันเอง กฎเกณฑ์ที่ว่านี้ไม่ขึ้นอยู่กับความชอบหรือไม่ชอบของเรา เมื่อมีปัจจัยอันจะก่อให้เกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงพอ สิ่งนั้นย่อมเกิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเราจะต้องการให้มันเกิดหรือไม่ก็ตาม ผู้ไม่เข้าใจตถตาย่อมเดือนร้อน กังวล หรือเป็นทุกข์ เมื่อประสบกับสิ่งที่ตนไม่ต้องการ ในอีกทางหนึ่งย่อมพอใจ อิ่มใจ หรือเป็นสุข เมื่อประสบกับสิ่งที่ตนต้องการให้เกิด แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจในตถตา โลกธรรมเหล่านี้เขาย่อมพิจารณาเห็นว่าล้วนแล้วแต่มีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น เมื่อสรรพสิ่งมีเหตุปัจจัย มนุษย์ย่อมไม่มีสิทธิ์ ยินดีหรือโกรธแค้นต่อการเกิดขึ้นหรือไม่เกินขึ้นของสิ่งเหล่านี้ อุปมาเหมือนนักวิทยาศาสตร์ เมื่อเอาธาตุ ก ผสมกับธาตุ ข แล้วได้สาร ค เขาย่อมไม่มีสิทธิ์ยินดีว่านั่นเป็นผลงานของเขา เพราะการเกิดของ ค เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของโลก ไม่เกี่ยวกับตัวเอขาเอง สุขทุกข์ในชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่ดำเนินไปอย่างมีกฎมีระเบียบ เมื่อเราทำสิ่งอันจะเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ก็ต้องเกิด เมื่อเราทำสิ่งอันจะเป็นสาเหตุในสุขเกิด สุขก็ต้องเกิด นี่คือ กฎเกณฑ์ของโลก นี่คือกฎเกณฑ์ของจักรวาล

พุทธะคือจิตของท่าน
หนทางสู่ความรู้แจ้งไม่ได้ทอดไปที่ไหน
อย่าสนใจสิ่งอื่นนอกจากจิตนี้
ถ้าท่านขับเกวียนมุ่งขึ้นทางเหนือ
ในขณะที่ตนเองต้องการลงใต้แล้วท่านจะถึงที่หมายได้อย่างไร

บทกวีข้างต้นนี้เป็นของเรียวกัน (Ryokan, 1758 - 1831 A.D.) พระเซนชาวญี่ปุ่นสมัยโตกุงาวะ บทกวีข้างต้นนี้สะท้อนให้เห็นความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาลของท่านผู้แต่งได้เป็นอย่างดี ในทัศนะของเรียวกัน สรรพสิ่งย่อมดำเนินไปอย่างมีเหตุปัจจัย การปฏิบัติธรรมก็เป็นกิจกรรมอันนหึ่งที่เราจะต้องคำนึงกฎแห่งความเป็นเหตุเป็นผลของมัน เมื่อปัจจัยแห่งความรู้แจ้งพร้อมมูล การรู้แจ้งก็เกิดขึ้น การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่การคร่ำเคราเอาจริงเอาจังดดยไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอย่างนั้นจะเอื้ออำนวยให้เกิดผลกล่าวคือการรู้แจ้งหรือไม่ หากแต่เดือนการทำความเข้าใจในตถตาจนรู้ว่านี่คือเหตุปัจจัยแห่งควมรู้แจ้ง จากนั้นก็ลงมือบำเพ็ญปฏิรูปอันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งดังกล่าว เมื่อเหตุปัจจัยเกิดมีจนอยู่ในระดับเพียงพอจะยังผลให้เกิด ผลกล่าวคือความรู้แจ้งก็เกิด เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

คนเราคืออณูหนึ่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ภายในจักรวาลนี้มีสิ่งที่เรายังไม่รู้มากมายนับอนันต์ ความรู้มนุษย์มีอยู่เวลานี้เป็นเพียงความรู้ที่มีอาณาบริเวณอย่างมากก็แค่เพียงในระบบะสุริยะเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นไป ภายในห้วงอวกาศอันลึกลับซับซ้อน เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะมีสิ่งอันอยู่เกิดนเลยสติปัญญาของเราที่จะเข้าใจได้หรือไม่ จะอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เซนถือว่าไม่อยู่เกินเลยวิสัยที่เราจะเข้าใจได้ก็คือตัวเราเอง มนุษย์ต่างจากเศษหินเศษดินก็ตรงที่รู้จักตัวเอง รู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานะของตนเอง การทำความเข้าใจจักรวาลทั้งหมดจะไม่สมบูรณ์เด็ดขาด หากเราลืมที่จะผนวกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลด้วย มนุษย์เป็นสิ่งที่แปลก คือ สามารถเป็นทั้งส่วนหนึ่งของจักรวาลและเป็นทั้งศูนย์กลางของจักรวาล ในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวาล มนุษย์จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากันกฎเกณฑ์ต่างๆ ในจักรวาล แต่ในฐานะศูนย์กลางของจักรวาล มนุษย์สามารถปรับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบกายให้เข้ากับตัวเขาเองได้ นี่คือความยิ่งใหญ่และความอ่อนแออันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

***พุทธศาสนานิกายเซน ; การศึกษาเชิงวิเคราะห์ / สมภาร พรมทา  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook