บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

จุดเริ่มต้นแห่งสุริยะเทพ พระแม่ และพระบุตรผู้ฟื้นคืนชีพ

ชุกรี การิมี กลุ่มอัซซาบิกูน

       จุดเริ่มต้นและจุดจบของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่ดินแดนแห่งนี้ เยรูซาเล็มแผ่นดินเกิดของท่านนบีอีซา และมันจะไม่สิ้นสุดตราบจนวันสุดท้าย วิธีการนับเวลาในแบบของคริสเตียน (AD. Anno Domini Nostri Iesu Christi ซึ่งแปลคำต่อคำได้ว่า ปีของพระผู้เป็นเจ้าเยซูคริสต์) แม้จะดูไม่เหมาะสมกับเรื่อง ซึ่งเสมือนกับการยอมรับความเป็นพระเจ้าของนบีอีซา แต่ก็ช่วยทำให้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะเรื่องราวทั้งหมดล้วนนับย้อนไปยังนบีที่พระเจ้าได้ส่งมาเพื่อ เป็นพยานยืนยันต่อทุกประชาชาติหลังจากท่าน เป็นผู้ยืนยันความสัจจริงนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผ่านการขานชื่อให้ชาวยิวฟัง และบอกล่วงหน้าถึงการมาของท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอย่างชัดเจน และเป็นผู้ที่ชาวยิวรังเกลียดอย่างที่สุดต่อความจริงที่ท่านนำมาพวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะทำลายสาวกและศาสนาแห่งทางนำของท่าน และในยุคสุดท้าย ท่านจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมคำตัดสินว่าศาสนาของใครคือของจริง ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันมาโดยตลอดในหมู่ผู้ได้รับคัมภีร์ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้บูชาไฟ กลุ่มผู้บูชาดวงดาว แม้แต่ในชาวยิวและชาวคริสเตียนเองหลังจากท่านจากไปชาวยิวและคริสต์ก็ยังไม่พ้นที่จะได้เกิดข้อขัดแย้งซึ่งกันและกัน ว่าท่านเป็นหรือตายอย่างไร และถูกยกขึ้นไปบนฟากฟ้าหรือถูกฝังอยู่บนผืนโลกกันแน่ มีลูกหลานสืบทอดความเป็นนบีและอำนาจกษัตริย์หรือไม่ พวกเขาไม่มีหลักฐานและไม่มีข้อพิสูจน์ใดเป็นชิ้นเป็นอันอย่างชัดเจนเลย จะมีก็แค่เพียงทฤษฎีและการคาดคะเนเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นกษัตริย์ของยุโรป (โรมัน) ยังแอบอ้างสถานความเป็นกษัตริย์โดยแอบอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของท่านอีกด้วย สำหรับมุสลิมแล้วเราได้รับการบอกเล่าอย่างชัดเจนที่สุดจากพระดำรัสของพระเจ้าผ่านรอซูลท่านสุดท้าย ในกุรอาน

ชาวยิว อำนาจลี้ลับ และการบิดเบือนคัมภีร์ของพระเจ้า

หลังอาณาจักรอิสราเอลขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์สูงสุดในยุคสมัยของกษัตริย์สุไลมาน ชาวอิสราเอลได้แตกแยกกัน อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นอาณาจักรเหนือและใต้ อาณาจักรเหนือเรียกตัวเองว่าชาวอิสราเอล อาณาจักรใต้เรียกตัวเองว่าชาวยูดาห์ พวกเขาเริ่มต้นเรียกตัวเองว่าชาวยิวตามคัมภีร์ตัลมูด พวกเขาถูกทำลายล้างอย่างราบคาบโดยกษัตริย์บาบิโลเนียที่ชื่อเนบูคัดเนสซาร์และถูกจับไปเป็นทาส พวกเขาต้องแตกกระสายซ่านเซ็นเป็นเผ่าต่างๆนับสิบเผ่าเร่ร่อนไปในดินแดนต่างๆทั่วโลก ณ ที่บาบิโลนนี้เองพวกเขาได้พบเห็นความมั่งคั่งจากธุรกิจแห่งการหลอกลวงของผู้บูชาเจว็ดแห่งบาบิโลน นักบวชกลับกลอกยิวกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวว่าฟาริซีย์ยอมแลกเปลี่ยนคัมภีร์เตารอตเพื่อผลประโยชน์ทางโลก ชาวยิวส่วนหนึ่งได้รับการปลดปล่อยออกจากบาบิโลนด้วยความช่วยเหลือของกษัตริย์ ไซรัสแห่งเปอร์เซียซึ่งเป็นชาวบูชาไฟ หลังการพิชิตเปอร์เซียของอเล็กซานเดอร์มหาราชพวกเขาก็แทรกซึมเข้าไปในอาณาจักรกรีกพวกเขารวมกลุ่มกันค้นคว้าอยู่ในเมืองอีฟิซุส นักบวชของพวกเขาศึกษาอำนาจและเรียนรู้พิธีกรรมไสยศาสตร์ทุกชนิด และปรับใช้ในรูปแบบของอักขระตัวอักษร และพระนามพระเจ้าของชาวยิว พวกเขาได้ร่ำเรียนวิชาไสยศาสตร์จากชาวอียิปต์ในเมืองอเล็กซานเดรีย และชาวเปอร์เซีย พวกเขาบำเพ็ญเพียรฝึกฝนสมาธิตามแนวทางของศาสนาพุทธแห่งอินเดีย

นักบวชเหล่านั้นอ้างตัวว่าสามารถบรรลุสถานะของพระเจ้า พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงคัมภีร์เตารอตโดยอ้างว่าคำสอนต่างๆเหล่านั้นมาจากพระเจ้า คำสอนของนักบวชผู้เคร่งครัด เหล่านี้ได้รับการยอมรับในหมู่ชาวยิวทั้งหมด หลังอาณาจักรใต้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของชาวยิวถูกทำลายลงโดยชาวโรมัน ชาวยิวจึงถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย พวกเขาก็เผยแพร่ไสยศาสตร์ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบของพวกเขาเองเข้าสู่อาณาจักรโรมัน ชาวยิวจึงเป็นผู้ผนวกรวมความเชื่อเรื่องแมสไซอาห์เข้ากับเรื่องราวของพระมิททราสพระเจ้าแห่งแสงสว่าง (รัสมีของดวงตะวันแสงสว่างแห่งปัญญา) ของอาณาจักรเปอร์เซีย เข้ามาสู่กรีกและโรมัน ศาสนาบูชาไฟจึงเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลและแพร่หลายอยู่ในโรมัน ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ใช้อำนาจอิทธิพลที่สร้างขึ้นภายในอาณาจักรนี้ ทำการบิดเบือนให้ชาวคริสเตียนหลงทางออกไปจากแนวทางที่เที่ยงตรง นบีอีซาต้องเผยแผ่ศาสนาอยู่ในสภาวะที่กดดันอย่างยิ่ง ในสภาพแวดล้อมของชาวยิวเจ้าเลห์ซึ่งบิดเบือนศาสนาเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางโลกและการพึ่งพาอำนาจลี้ลับไสยศาสตร์ พวกเขาปฏิเสธปาฏิหารย์ซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่นบีอีซาทุกชนิด โดยอ้างว่าทั้งหมดคือไสยศาสตร์ที่พวกเขาก็ร่ำเรียนกันมา ท่านต้องเร่ร่อนไปในหลายดินแดนทั้งในเยรูซาเล็ม อียิปต์ กรีก และต้องจบสิ้นการเผยแผ่ศาสนาของท่านลงที่อาณาจักรโรมัน ผู้ช่วยเหลือท่านก็ต้องพบกับสภาวะแห่งความทุกข์ทรมานจากการกดขี่โดยอำนาจของบรรดาผู้บูชาชัยตอนในยุคสมัยนั้น คำสอนที่เที่ยงตรงของท่านจึงถูกจำกัดอยู่กับสาวกของท่านในวงแคบ ในขณะที่คำสอนที่บิดเบือนโดยชาวยิวถูกนำเสนอออกไปในวงกว้าง


อาณาจักรยูดาห์ (ใต้) และอาณาจักรอิสราเอล (เหนือ)
หลังยุคสมัยของนบีสุไลมาน

ก่อนหน้าของไซโรเอสเตอร์ผู้บูชาไฟแห่งเปอร์เซีย ในอาณาจักรฮินด์(อินเดีย) ก็ได้เคยบูชาพระเจ้าสามองค์ตรีมูรติอยู่ก่อนแล้ว พระกฤษณะ(อวตารของพระนารายณ์) ก็เป็นผู้ที่ชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นผู้มาล้างบาป ผู้เกิดจากมารดาที่บริสุทธ์ อารยธรรมอินเดียสืบทอดความเชื่อของอียิปต์โดยชาวยิวส่วนซึ่งอพยพออกมาในช่วงที่อาณาจักรยูดาห์แตก ชาวยิวกลุ่มหนึ่งเดินทางมายังอินเดีย โดยแกนนำคือ ลูกหลานของนางเซมิรามีส (ซามิรี) พวกเขาแพร่ลัทธิบูชาเจว็ด (ลูกวัวทองคำ)มาสร้างเป็นศาสนาพราหมณ์ฮินดู ในอินเดียและนำความเชื่อเรื่องที่ว่า เทพเจ้าโฮรัสเกิดจากมารดาไอซิสผู้บริสุทธ์ ในวันที่ 25 ธันวาคม ไปสร้างเป็นคัมภีร์สงครามของเทพเจ้ารามายณะของชาวฮินดู อีกด้วย แม้แต่ในวิหารของชาวกรีกและโรมันเราก็จะพบเห็นภาพของ นางไอซิสและฮอรัสได้เช่นเดียวกัน ตำนานเรื่องการฟื้นคืนชีพอีกครั้งของเทพเจ้านี้ ถูกนำเข้าสู่อาณาจักรโรมันอย่างมากมาย


โซโรแอสเตอร์ผู้นำแสงสว่างมาสู่โลก และสัญลักษณ์ด้านบน
คือสุริยเทพมีปิกสำหรับบินอยู่บนฟากฟ้า

ราวๆ 4000ปีก่อนคริสตกาล

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มนุษย์คนแรกที่น้อมนำการชี้นำจากชัยตอน และอาจหาญประกาศตัวว่าตนเองเป็นพระเจ้าโดยใช้อำนาจของนักบวชหลอกลวงผู้คนให้บูชากราบไหว้ตัวเองในฐานะเทพเจ้าแห่งดวงดาวต่างๆบนท้องฟ้า ก็คือกษัตริย์แห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย นามนิมโรดหลานชายของฮามบุตรของนบีนุฮฺ เขายังเป็นสามีของนางเซมิรามีสผู้เป็นมารดาของตัวเขาเอง นักบวชได้ยกให้มารดาของเขากลายเป็นมารดาของเทพเจ้าทั้งหลายบนฟากฟ้ารวมทั้งจักรราศีทั้ง12กษัตริย์นิมโรดจึงถือเป็นผู้ฟื้นฟูและเป็นต้นกำเนิดระบบและรากฐานของศาสนาบูชาเจว็ดตอฆูตในอารยธรรมต่างๆหลังเหตุการณ์น้ำท่วมโลก โดยมีอารยธรรมหลักที่รับช่วงต่อมาโดยตรงคืออารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมเปอร์เซีย และอารยธรรมกรีก และมีอารยธรรมรอบนอกซึ่งรับช่วงต่อมาอีกทีซึ่งมีเรื่องราวรายละเอียดที่เปลี่ยงแปลงไปแต่ยังคงเค้าโครงของความเชื่อดั้งเดิมคือ อารยธรรมอินเดีย อารยธรรมจีนญี่ปุ่น อารยธรรมเขมร และอารยธรรมโรมัน อารยธรรมมายา และ ความเชื่อเรื่องพระเจ้าสามองค์มิใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด และเคยปรากฏขึ้นก่อนแล้วในลัทธิโบราณซึ่งบูชาสุริยะเทพ พวกเขาเรียกชื่อของสุริยะเทพไว้ตามสถานะทั้งสามคือ ดวงตะวันเกิดใหม่ ดวงตะวันขึ้นสู่จุดสูงสุด และดวงตะวันลับขอบฟ้า เรื่องราวขององค์สุริยะเทพในอารยธรรมต่างๆเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ แน่นอนผู้วางระบบความเชื่อเหล่านี้คือชัยตอนและเหล่านักบวชผู้เป็นสื่อกลาง


ในยุคสมัยของอาณาจักรบาบิโลเนียนี้เองที่อัลลอฮฺได้ส่ง มลักสองท่านลงมาเพื่อสอนวิชาไสยศาสตร์ ศาสตร์ที่ใช้เพื่อการติดต่อกับสิ่งเร้นลับทั้งหลายซึ่งอัลลอฮฺได้ปกปิดไว้บนหน้าแผ่นดิน พวกโหรและนักบวชต่างติดต่อกับญิณ อำนาจไสยศาสตร์นี้เองที่กษัตริย์ในยุคต่อมาในอารยธรรมอื่นๆได้สืบทอดเรียนรู้และใช้งานกันอย่างดาษดื่น ไม่ว่าจะฝันเห็นสิ่งใดก็ต้องให้โหรมาทำนาย หรืออิจฉาบุคคลใดก็ยืมอำนาจของเหล่าชัยตอนเพื่อการล้างแค้น และบางครั้งก็ใช้เพื่อเสริมอำนาจบารมีทำให้คนหลงไหลคลั่งใคล้ และตกอยู่ในอำนาจปกครองของตน


ภาพแกะสลักบนสุสานของกษัตริย์นิมโรด จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ของลัทธิบูชาอำนาจจอมปลอมและการพึ่งพาชัยตอน


Mardukผู้ขี่มังกร ตราสัญลักษณ์ของกษัตริย์นิมโรด เป็นกษัตริย์องค์แรกผู้อ้างตัวเป็นเทพเจ้า

ด้วยความช่วยเหลือของชัยตอนทำให้กษัตริย์องค์นี้ได้เป็นใหญ่ และสถาปนาอานาจักรขึ้นต่อต้านพระเจ้า


เทพเจ้าโอซิริสและไอซิซ และโฮรัสแห่งอียิปต์ คือเรื่องราวของพระบุตรและพระแม่ของบาบิโลนนั่นเอง


helio [holy] สุริยะเทพผู้เดินทางอยู่บนฟากฟ้าในสมัยของกษัตริย์แห่งโรมัน


พระแม่แห่งดวงตะวันAmaterasu ชาวญี่ปุ่นถือว่าตัวเองเป็นลูกหลานแห่งสุริยเทพ


พระมารดาโฮรัสและพระบุตรไอซิสผู้เกิดจากพระเจ้าดวงตะวัน และพระนางแมรี่และพระบุตรจีซัสผู้เกิดจากพระบิดาบนฟากฟ้า คือเรื่องราวเดียวกันที่ชัยตอนกุขึ้น

ประมาณ คศ.150

Simon Magus, Menander, Valentinusกลุ่มนักบวชยิวจอมขมังเวทย์ผู้นิยมลัทธิทวินิยม (ความเชื่อของศาสนาโบราณซึ่งมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเวทย์มนต์ไสยศาสตร์) อ้างตัวว่าได้รับถ่ายทอดความรู้แห่งพระศาสนาของพระเยซูผ่านนักบุญปีเตอร์ นักบุญจอห์น และนักบุญพอลเหล่านักบวชยิว ซึ่งร่ำเรียนพิธีไสยศาสตร์ในลัทธิมิททราสอันมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า4000ปีในอาณาจักรเปอร์เซีย) ร่วมกันก่อร่างวางรากฐานศาสนาคริสเตียนขึ้นใหม่ในอาณาจักรโรมัน พวกเขาบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับความเป็นนบีของศาสนฑูตอีซา ให้กลายเป็นพระเจ้า และสอนให้ชาวคริสเตียนเชื่อว่าชาวยุโรป เป็นลูกหลานผู้สืบทอดแผ่นดินและความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูคริสต์ คำว่าคริสต์ เป็นคำใหม่ที่ใช้เรียกศาสนานี้ ในภาษากรีกมีความหมายว่าความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งตรงกับคำในภาษาฮิบรูมีความหมายว่าแมสไซอาห์ ผู้ที่ถูกเจิม

ประมาณ คศ. 330

จักรพรรดิ์คอนสแตนตินผู้ก่อตั้งอาณาจักรไบเซนไทน์ โรมันตะวันออก ให้กำเนิดลัทธิเซ็คคิวลาร์แยกอำนาจแห่งกษัตริย์ที่ใช้ปกครองและออกกฏหมาย ออกจากอำนาจของนักบวช เขาบังคับให้ผู้บูชาดวงอาทิตย์ทั้งหมดยอมรับศาสนาคริสต์ และก่อสร้างChurch of the Holy Sepulchre โบสถ์แห่งการฟื้นคืนชีพของพระคริสต์บนแผ่นดินศักดิ์สิทธ์เยรูซาเล็ม ซึ่งชาวคริสเตียนเชื่อว่าพระคริสต์(กษัตริย์)จะฟื้นคืนชีพขึ้นในวันอีสเตอร์ “ในพิธีศีลมหาสนิท ผู้ที่ได้ดื่มกินเลือด(ไวน์)เนื้อ(ขนมปัง)ของพระองค์จะได้รับการชำระบาป” ความเชื่อนี้เกิดจากการผนวกรวมความเชื่อเรื่องการนำเลือดของสัตว์ที่เชื่อดพลีมาใช้ชำระปาปของยิว ความเชื่อเรื่องพระแม่ของอียิปต์ และพระมิททราส [Mithras] พระเจ้าแห่งดวงตะวันซึ่งมีโบสถ์วิหารมากมายอยู่ในโรมัน และมีอิทธิพลอยู่ในอานาจักรโรมันในเวลานั้นเข้าด้วยกัน

และนี่คือความคล้ายคลึงกันระหว่างโครงสร้างศาสนาของนิมโรด กับศาสนาคริสเตียนซึ่งถูกยิวประดิษฐ์ขึ้น

  1. วันที่25ธันวาคมนอกจากเป็นวันเกิดพระคริสต์แล้วยังเป็นวันเกิดของพระมิททราสอีกด้วย และยังเป็นวันเกิดของกษัตริย์นิมโรด วันนี้ยังเป็นวันเกิดของบุตรแห่งพระแม่ไอซิซ และเป็นวันเกิดของพระศิวะของชาวอินเดีย อีกด้วย
     

  2. ในช่วงนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์จะอยู่ในจุดที่ต่ำสุดของท้องฟ้าก่อนจะเคลื่อนขึ้นสูงใหม่อีกครั้งในรอบปีอีกด้วย หรือที่คนโบราณเรียกปรากฏการณ์นี้ได้ว่า การเกิดใหม่ของดวงอาทิตย์ ยังตรงกับวันอีสเตอร์หรือวันฟื้นคืนชีพของพระเยซูอีกด้วย
     

  3. วันของพระมิทราส [Mithraistic Sun Day ] ก็ถูกนับเป็นวันอาทิตย์ [Holyday] ของชาวคริสเตียนอีกด้วย
     

  4. ผู้นำของผู้รับลัทธิมิทราส ถูกเรียกว่า ปาปา ซึ่งก็คือคำเรียกโปป (ซานต้าปาปา)
     

  5. คัมภีร์ของชาวมิทราซ คือ Helio Biblia ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า คัมภีร์แห่งดวงตะวันหรือโฮลีไบเบิล
     

  6. กำเนิดแห่งต้นคริสมาส ก็คือต้นไม้ที่นางเซมิรามีสจะนำของขวัญไปแขวนไว้ทุกรอบปี ให้แก่บุตรของตนนิมโรด การตายและฟื้นใหม่ของต้นไม้ในฤดูใบไม้ผลิคือสัญญาณการฟื้นคืนชีพของบุตรของเธอนั่นเอง
     

  7. ใบมะกอกมิใช่แค่เพียงสัญลักษณ์แห่งสันติภาพเท่านั้น แต่ยังเป็น สิ่งที่ใช้ชำระให้เกิดความบริสุทธ์ต่อการผิดประเวณีครั้งแรกของโลก บาปของนางเซมิรามีสที่สมสู่กับบุตรของตน
     

  8. กษัตริย์นิมโรดได้ถูกนำศพไปไว้ในถ้ำแล้วปิดปากถ้ำไว้ เมื่อเปิดปากถ้ำขึ้นมาก็ไม่พบร่าง ก็คล้ายคลึงกับเรื่องราวการตายของเยซูและการขึ้นสู่ฟากฟ้าตามความเชื่อของคริสเตียน
     

  9. สัญลักษณ์ปลา ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงในภาษากรีก กับคำว่าคริสต์ในโรมัน ก็เป็นสัญลักษณ์ของนิมโรดเช่นกัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook