Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

นักปรัชญา

ฟรานซิส เบคอน
เรอเน เดสการ์ตส์
บารุค สปิโนซา
กอทฟริด วิลเฮล์ม ไลบ์นิส
ยอร์ช เบร์คเลย์
เดวิด ฮิวส์
โธมัส ฮอบส์
จอห์น ล็อก
อิมมานูเอิล คานท์
ย็อช วิลเฮลม ฟริดริช เฮเกล
ฟริดริค นิตเช่
ฌอง ปอล ซาร์ตร์
เซอเรน เคียร์เคอกอร์

ฟริดริค นิตเช่

นิตเช่ (Friedrich Nietzsche 1844 - 1900) นับได้ว่าเป็นนักเขียนที่นักอ่านไทยได้ยินชื่อบ่อยที่สุดคนหนึ่งในบรรดานักเขียนเยอรมัน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือทางด้านปรัชญา วรรณคดี หรือประวัติศาสตร์ ผู้อ่านย่อมจะพบชื่อนิตเช่อยู่เป็นประจำ ถ้าได้รู้แนวความคิดของนิตเช่บ้าง ก็คงจะช่วยให้ผู้อ่านรู้เรื่องราวได้เรื่องราวได้อย่างน่าอภิรมย์ยิ่งขึ้น เนื่องจากหนังสือ ซาราทุสตราตรัสไว้ดังนี้ เป็นหนังสือที่แสดงความรู้สึกนึกคิดของนิตเช่ที่สำคัญไว้เกือบทั้งหมด ความคิดปลีกย่อยนั้นมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์เกือบจะทุกตอน นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ยังมีคุณค่าอย่างสูงในวรรณคดีเยอรมันอีกด้วย จึงเห็นว่าน่าจะแปลออกเป็นภาษาไทยให้นักอ่านได้มีตัวบทอ่านในพากษ์ไทยอย่างกว้างขวาง

ครั้นจะแปลเฉพาะตัวบท ก็เห็นว่าจะให้ประโยชน์น้อย เพราะนักอ่านส่วนมากไม่มีเวลาค้นคว้าจนเข้าถึงอรรถรสได้พอควร ผู้แปลจึงได้พยายามแปลจากต้นฉบับเดิม และเพิ่มเติมคำอธิบายให้เท่าที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับนักอ่านทั่วไปที่จะเข้าใจความลึกตื้นหนาบางของนิตเช่ได้อย่างสะดวกและสนุกสนาน

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องของนิตเช่แล้วคงจะเห็นว่าไม่จำเป็น แต่ผู้แปลเชื่อว่าคงจะมีน้อย และท่านเหล่านี้ก็คงไม่ต้องการอ่านฉบับแปลเป็นแน่ จุดหมายของหนังสือเล่มนี้ในพากษ์ไทยจึงมุ่งให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทั่วไปอย่างกว้างขวางที่สุดเป็นประเด็นสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญอาจตำหนิว่าให้คำอธิบายยืดยาวเกินไปก็เป็นได้ ก็ขอให้ถือว่าเป็นความตั้งใจของผู้แปลก็แล้วกัน ผู้ที่ไม่ต้องการคำอธิบายก็อาจจะเลือกอ่านเฉพาะแต่ตัวบทก็ได้ เพราะได้จัดพิมพ์ให้เด่นชัดอยู่แล้ว

นิตเช่ไม่เคยสอนปรัชญาและไม่เคยเขียนตำราปรัชญา ความคิดของนิตเช่ซึ่งเป็นความคิดสร้างสรรค์อยู่มากจึงกระจัดกระจายไม่เป็นระบบอยู่ในหนังสือและบทความต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีคุณค่าทางวรรณกรรมทั้งสิ้น ความคิดของนิตเช่จึงไม่กระทัดรัดตายตัว แต่เป็นความคิดที่กระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์ต่อไปได้หลายทาง จึงไม่แปลกอะไรที่มีนักปรัชญาหลายลัทธิอ้างถึงนิตเช่ในฐานะเป็นผู้นำหน้าหรือเป็นผู้ริเริ่มของตน ในบรรดาลัทธิเหล่านี้ที่สำคัญได้แก่ลัทธิอัตถิภาวนิยม

เนื่องจากผู้แปลเห็นว่าปรัชญาลัทธินี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับทุกคนในปัจจุบัน เพราะลัทธินี้กำลังมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางที่สุดต่อคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า และผู้แปลเองก็ถือเอาลัทธินี้เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาของผู้แปลอยู่ด้วย ผู้แปลจึงขออธิบายความคิดของนิตเช่ตามทัศนะและแนวปรัชญาของผู้เขียนเป็นหลัก

อาจจะมีผู้วิจารณ์ว่าผู้แปลมีความลำเอียง ก็ขอชี้แจงเสียเลยว่ามีใครที่อธิบายนิตเช่ได้โดยไม่ลำเอียงบ้างเล่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ขอให้เห็นใจผู้แปลเถิด

อย่างไรก็ตาม ผู้แปลเชื่อว่าการอธิบายตามแนวนี้จะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุด ถ้าหากไม่เกิดประโยชน์จริงก็คงเป็นเพราะผู้แปลยังมีความสามารถไม่เพียงพอเท่านั้น จึงว่าแม้ผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวอธิบายนี้ก็คงจะอ่านได้ประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็จะได้เข้าใจจิตใจของคนรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น ส่วนผู้ที่เห็นด้วยก็คงจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ เพราะจะได้เข้าใจอุดมคติของตนได้ดีขึ้น และรู้จักวางตนให้เหมาะสมกับอุดมคติอันแท้จริงของตนได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

ที่นิตเช่เอาซาราทุสตราผู้เป็นศาสดาของศาสนาของชาวเปอร์เซียโบราณมาเป็นชื่อหนังสือของตน ก็เพียงแต่ให้เป็นกระบอกเสียงของตนเองเท่านั้น บทบาทของซาราทุสตราในท้องเรื่องเป็นบทบาทรวม ๆ ของศาสดาทั้งหลายของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเยซูคริสต์ ซึ่งนิตเช่ถือว่าเป็นผู้นำและคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของตน ภูมิประเทศได้แก่คาบสมุทรอิตาลี เวลาที่ดำเนินเรื่องราวก็เป็นสมัยของนิตเช่นั่นเอง ส่วนคำสอนเป็นของนิตเช่เองทั้งสิ้น

รวมความว่าตัวพระเอกจริง ๆ ของเรื่องคือนิตเช่ ในบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่นิตเช่กำลังประสบอยู่ นิตเช่จึงสามารถวาดฉากได้อย่างมีชีวิตชีวาชวนสร้างจินตนาการคล้อยตามยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม นิตเช่มีความรู้เรื่องศาสดาซาราทุสตราอย่างดีพอสมควร ดังนั้นเรื่องราวของซาราทุสตราจริง ๆ จึงมีแทรกปะปนอยู่ด้วย นิตเช่สามารถผสมผสานกันได้อย่างมีศิลป์ นับเป็นคุณค่าทางวรรณกรรมส่วนหนึ่งของงานชิ้นนี้

เนื่องจากนิตเช่เขียนเรื่องนี้ ด้วยโวหารของผู้บันทึกคำสอนของศาสดาเพื่อให้เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้แปลจึงเห็นควรใช้ราชาศัพท์ และพยายามให้เป็นสำนวนคัมภีร์เท่าที่จะสามารถทำได้ ส่วนในตอนที่เป็นคำอรรถาธิบายก็จะใช้โวหารสารคดีกึ่งวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้มีสาระและไม่หนักเกินไป นิตเช่เสียชีวิตในปี ค.ศ.1900

ผลงานสำคัญ

  1. The Comlpete Works of Nietzsche, O. Levy (ed) 18 Vols ; N.Y. Macmillan Company, 1909-1911
  2. 1886 Beyond Good and Evil, Helen Zimmern, in O. Levy
  3. 1901-1906 The will to Power, A.M. Ludovici (trans) in O. Levy
  4. The Philosophy of Nietzsche N.Y. Modern Library Inc. 1927
  5. 1883-1892 The joyful of Wisdome, T. Common (trans), in O. Levvy (ed)

แนวปรัชญา

ทรรศนะทางปรัชญาของนิตเช่

  1. นิทเช่ ถือว่า ความจริงแท้จริงอันติมะ คือ เจตจำนง เหมือนโชเปนเฮาเออร์แต่เขามีความคิดก้าวหน้าไปกว่าโชเปนเฮาเออร์ที่ว่า เจตจำนงนี้มิใช่เพียงจะมีชีวิตอยู่เฉยๆเท่านั้น แต่หากเป็นเจตจำนงใฝ่หาอำนาจด้วย ความรักอำนาจเป็นปีศาจที่คอยหลอกหลอนมนุษยชาติ
  2. นิทเช่ มองเห็นว่าโลกเป็นทุกข์เหมือนโชเปนเฮาเออร์ แต่แทนที่จะสอนเหมือนพระพุทธเจ้า เพื่อดับทุกข์ แต่นิทเช่กลับสอนให้คนเราใช้ชีวิตอย่างเต็มไปด้วยการต่อสู่และฝ่าฝันอันตราย มักใหญ่ใฝ่สูง
  3. สิ่งที่มนุษย์ปรารถนานั้นไม่ใช่เกียรติยศ ชื่อเสียง ฐานะทางสังคม และความอยู่รอดอย่างเดียวแต่ยังต้องการมีอำนาจยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย
  4. ความสุขในความหมายที่ว่าเป็นความสุขอันอุดมที่ทุกคนปรารถนา ไม่ได้มีความสำคัญอยู่ตรงขณะที่ได้รับความเพลิดเพลิน คือ ปราศจากความทุกข์เท่านั้น แต่อยู่ตรงที่มีอำนาจได้ครองอำนาจนั้นอยู่นานๆ และใช้อำนาจไปในทางสร้างสรรค์
  5. บุคคลผู้บรรลุสภาวะเช่นนี้เรียกว่า อภิมนุษย์ Superman นิทเช่ มีความเชื่อว่า อภิมนุษย์ หรือ บุคคลผู้มีอำนาจสูงสุด เช่นนี้ ได้มีมาแล้วในอดีต เช่น พระพุทธเจ้า พระเยซู พระโมอำหมัด จนถึงปัจจุบัน เช่น โกเต นักปราชญ์ชาวเยอรมัน นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับอนุชนจะได้ศึกษาชีวิตของบุคคลเหล่านั้นและชีวิตอันสูงสุดของอภิมนุษย์เหล่านั้นเหล่านั้นไม่ได้มีเฉพาะอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะมีอยู่ในทุกประเทศและทุกวัฒนธรรม
  6. อภิมนุษย์เกิดขึ้นได้อย่าไร เรื่องการเกิดขึ้นของอภิมนุษย์ นิทเช่ได้ความคิดมาจากพวกไฟแธก กอเรียน แต่ต่อมาเขาถือว่า เกิดจากหลักวิทยาศาสตร์ล้วนๆ โดยมีสมมติฐานว่า เอกภพมีอยู่ตลอกกาลเวลาไม่สิ้นสุด ฉะนั้น เมื่อมีโครงร่างเดิมเกิดขึ้นเช่นนี้ อภิมนุษย์ก็เกิดขึ้นโดยลักษณะเดียวกัน ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ

 

แนวความคิดของนิตเช่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีขึ้นในเอกภพ เป็นการแสดงออกของพลังดิ้นรนอันเป็นธาตุแท้ของความเป็นจริง ซึ่งนิตเช่เรียกว่าเป็นเจตจำนงที่จะมีอำนาจ (The Will – to – Power) พลังนี้เมื่อแสดงออกเป็นหน่วย ๆ แล้วก็สำแดงฤทธิ์เดชออกให้เห็นว่า ต่างก็ดิ้นรนเพื่อเป็นใหญ่เหนือกันและกัน แต่ทว่าหน่วยต่าง ๆ มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน ส่วนใดเข้มข้นมากกว่าก็จะเอาเปรียบหน่วยที่เข้มข้นน้อยกว่า เช่นพืชเอาเปรียบแร่ธาตุ สัตว์เอาเปรียบแร่ธาตุและพืช มนุษย์เอาเปรียบแร่ธาตุ พืช และสัตว์ ในหมู่มนุษย์ด้วยกันเองก็มีพลังดิ้นรนเข้มข้นไม่เท่ากัน คนที่มีพลังเข้มข้นมากกว่าจะฉลาดกว่าหรือเข้มแข็งมากกว่า และจะเอาเปรียบคนที่โง่กว่าหรืออ่อนแอกว่า

การเอาเปรียบเหล่านี้แหละที่ศาสดาทั้งหลายเรียกว่ากิเลส บางคนกิเลสหนาแต่ก็รู้จักแสดงเป็นคนกิเลสบางเพื่อได้รับการยกย่องสรรเสริญและได้เปรียบคนอื่น นั่นเป็นความฉลาดของเขา บุคคลใดบรรลุญาณวิเศษก็จะเห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้แจ่มแจ้งชัดเจน

ศาสดาหลายท่านในอดีตได้เห็นข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้ว แต่ท่านไม่อาจสอนได้ตรง ๆ ครั้นสอนไปแล้วก็ถูกเข้าใจผิด คำสอนของท่านถูกบิดเบือน อย่างเช่นศาสดาซาราทุสตราองค์จริงเป็นตัวอย่าง คำสอนของท่านถูกสาวกบิดเบือนราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ นิตเช่คิดว่าตนก็มีญาณวิเศษ เห็นสัจธรรมแจ่มแจ้งและชัดเจนเช่นเดียวกับศาสดายิ่งใหญ่ทั้งหลายของโลก และตนเองก็มีโอกาสดีกว่าเพราะอยู่ในสมัยปัจจุบัน อาจจะใช้ภาษา สื่อความหมายได้ดีกว่าศาสดาทั้งหลายในอดีต จึงอยากจะทดลองสอนดู

อย่างไรก็ตาม นิตเช่รู้ตัวดีว่าแม้ตนเองอาจจะอธิบายได้ดีกว่าศาสดาในอดีตก็จริง เพราะสามารถใช้ภาษาที่ทันสมัยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต่อไปข้างหน้าจะไม่มีใครอธิบายชี้แจงได้ดีกว่า ทั้งนี้ก็เพราะภาษาที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อความนั้น ในขณะเดียวกันก็เป็นอุปสรรคก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ การศึกษาให้รู้ถึงขอบเขตความสามารถของภาษาจะทำให้เราสื่อความหมายกันอย่างสมบูรณ์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ

นิตเช่แบ่งมนุษย์ออกเป็น 3 ประเภท หรือ 3 ระดับ คือ

  1. ระดับทาส มนุษย์ในระดับนี้จะไม่เป็นตัวของตัวเองเพราะกลัวความรับผิดชอบ ไม่กล้ามีความคิดของตัวเอง จึงนิยมเดินตามอุดมการณ์ที่คนส่วนมากยอมรับ ไม่กล้าทำอะไรผิดแผกไปจากผู้อื่นเพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนประเภทนี้ส่วนมากคิดว่าการถือตามศีลธรรมแบบทาส (slave morality) เช่นนี้เป็นวิธีที่ได้เปรียบที่สุดแล้ว เพราะปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องคิดและไม่ต้องรับผิดชอบ เพียงแต่ยอมให้เกียรติคนบางคนที่มีอำนาจเหนือตนก็พอแล้ว นิตเช่ถือว่าพวกนี้คิดสั้น คิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความฉลาด แต่นั่นหาใช่อุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่
  2. ระดับนาย มนุษย์ระดับนี้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงเพื่อความเป็นใหญ่เหนือคนอื่น เขาจะทำอะไรตามใจ โดยถือคติว่าตายเสียดีกว่ายอมจำนน เมื่อเขากล้าเสี่ยงเช่นนี้ มนุษย์ระดับทาสก็จะเกรงกลัวยึดถือเป็นที่พึ่งและยอมให้เป็นนาย เขาจึงถือศีลธรรมแบบนาย (master morality) ตราบเท่าที่ไม่มีคู่แข่ง ครั้นมีคู่แข่งก็จะต้องต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แต่ถ้าหากพบผู้ที่มีพลังเข้มข้นแสดงความเป็นนายเหนือตนมาก ๆ เห็นว่าไม่มีประตูสู้แน่ ๆ เขาจะยอมจำนนโดยถือศีลธรรมแบบทาส ทั้งนี้เพื่อจะได้มีโอกาสใช้ศีลธรรมแบบนายกับผู้ที่อ่อนแอกว่าต่อไปได้โดยสะดวก บางครั้งเขาอาจจะยอมจำนนต่อคู่แข่งที่มีพลังไล่เลี่ยกับตนชั่วคราว เพื่อหาโอกาสล้มล้างในเวลาต่อมา นิตเช่คิดว่ามนุษย์ในระดับนายมีพลังเข้มข้นกว่ามนุษย์ระดับทาส จึงเอาเปรียบทุกคนและทุกสิ่งที่อ่อนแอกว่าตนในทุกวิถีทาง พวกนี้ทำความเจริญให้แก่มนุษยชาติ แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งมนุษย์ระดับทาสและระดับนายต่างก็มีกิเลสเป็นเครื่องนำทาง จึงต่างก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ด้วยกันทั้งสิ้น
  3. ระดับอภิมนุษย์ (superman หรือ overman ตรงข้ามกับ subman หรือ last man - wbm) มนุษย์ในระดับนี้ได้แก่นักปราชญ์ผู้เห็นแจ้งในสัจธรรม รู้ว่าเบื้องหลังของสิ่งที่ปรากฎทั้งหลายคือเจตจำนงที่จะมีอำนาจ รู้ว่าพลังหน่วยย่อยทั้งหลายดิ้นรนเอาเปรียบกันอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงตกเป็นเหยื่อแห่งการเอาเปรียบกันอย่างไม่รู้จบสิ้น นิตเช่คิดว่าศาสดายิ่งใหญ่ทั้งหลานในอดีตได้เห็นสัจธรรมนี้มาแล้ว แต่ไม่สามารถพูดออกตรง ๆ อาจเป็นเพราะยังไม่พบคำศัพท์ที่เหมาะสมหรืออาจจะกลัวผู้ฟังไม่เข้าใจ นิตเช่คิดว่าตนเองเห็นแจ้งในสัจธรรมเช่นกันและจะทดลองเสี่ยงพูดตรง ๆ ดู

อภิมนุษย์ย่อมมีใจอุเบกขา มีใจสงบ ไม่ตะเกียกตะกาย เพราะรู้ข้อเท็จจริง

ทางปฏิบัติ
มนุษย์เราเกิดมาจะอยู่ในระดับทาสหรือระดับนายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าได้ส่วนแบ่งจากพลังธรรมชาติมาเข้มข้นเพียงไร ไม่ว่าจะเกิดมาในระดับใดก็ย่อมไม่อยู่ในระดับที่สมบูรณ์ หากไม่ปรับปรุงตัวเองก็จะมีความทุกข์และก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เพราะต่างก็เห็นแก่ตัว พยายามดิ้นรนเอารัดเอาเปรียบกันและกัน ทางพ้นทุกข์มีอยู่อย่างเดียวคือ แต่ละคนจะต้องมุ่งปรับปรุงตัวเองให้เป็นอภิมนุษย์ วิธีปรับปรุงก็คือศึกษาปรัชญาให้รู้สัจธรรมอันแท้จริง และฝึกฝนตนให้มีใจอุเบกขาและสงบ หากในโลกนี้ทุกตนเป็นอภิมนุษย์กันทั้งหมด มนุษย์เราจะอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

นิทเช่โจมตีศาสนาคริสต์
สถาบันทั้งหมดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความเป็น Superman เป็นสิ่งที่เราควรพิจารณา

อุปสรรคอันหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ศาสนาคริสต์ พระคริสต์ได้สร้างจริยธรรมของทาสขึ้น เหตุผลที่สำคัญที่ทำลายมนุษยชาติคือ การยอมแพ้ ความเมตตากรุณา การหนีเอาตัวรอด ค่านิยมของสาสนาคริสต์ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ชวนให้เราเข้าใจผิดหรือหลงผิด ว่าเป็นสิ่งดีเลิศความเชื่อที่งมงายและความหลงผิด เป็นเครื่องขวางกั้นความคิดของเรามิให้ก้าวไปข้างหน้า การจินตนาการถึงโลกอื่นๆ ทำให้มองไม่เห็นความสำคัญของโลกรี้ ความสงสารและความเห็นอกเห็นใจเป็นสิ่งที่เลว สำหรับคนผู้ได้รับเคราะห์กรรม ถือว่าความสงสารและความเห็นอกเห็นใจทำให้คนผู้ได้รับเกิดความอ่อนแอได้ใจคอยรับแต่ความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นอยู่เรื่อย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com