Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

กฎแห่งขั้นสามขั้น

(The Laws of Three Stages)

            ปรัชญาทางสังคมของคองขึ้นอยู่กับแนวความคิดเกี่ยวกับขั้นสามขั้น เขามีความคิดว่า ความรู้ของมนุษย์ผ่านขั้น 3 ขั้น คือ

1.ขั้นเทววิทยาหรือขั้นนิยาย (Theological or Fictitious Stage)
2.ขั้นปรัชญาหรือขั้นแห่งเหตุผล (Metaphysical or Abstract Stage)
3.ขั้นวิทยาศาสตร์ (Positive Stage)

คองมีความคิดว่า เมื่อเราศึกษาวิวัฒนาการแห่งความคิดหรือสติปัญญาของมนุษย์ในสังคมต่าง ๆ ทุกยุคทุกสมัย เราจะพบกับกฎขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นข้อแนะให้รู้ การพัฒนาจิตใจและสติปัญญาของมนุษย์ เราสามารถจะพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในทางประวัติศาสตร์และในองค์การของเรา อีกนัยหนึ่งมันหมายถึงว่า แนวความคิดของเราทั้งหมดได้ผ่านขั้นทั้งสามดังกล่าวข้างต้นนี้ ในที่นี้สมควรจะกล่าวถึงขั้นทั้งสามเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

1.ขั้นเทววิทยาหรือขั้นเกี่ยวกับนิยาย

คองคิดว่าในระหว่างขั้นเทววิทยานี้ ความคิดส่วนใหญ่ของมนุษย์เป็นแบบนิยายและเกี่ยวข้องกับโลกอื่น เขากล่าวต่อไปว่า มนุษย์เมื่อมีความต้องการที่จะศึกษาวิวัฒนาการแห่งความคิด และเมื่อทำความพยายามที่จะสืบสาววิวัฒนาการของโลกและปัจจัยต่าง ๆ รอบ ๆ โลก จะได้รับอิทธิพลจากความคิดของตนว่า ปัจจัยทางวิญญาณและเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติมีอิทธิพลกำหนดกิจกรรมของเขา ในสมัยโบราณนั้น มนุษย์คิดว่า กิจกรรมทั้งหมดของเขาล้วนแต่ถูกสิงอยู่โดยปัจจัยที่อยู่เหนือธรรมชาติ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะมนุษย์ไม่ทราบกฎที่ควบคุมการปฏิบัติงานของสิ่งต่าง ๆ ในขั้น แรกเริ่มแบบบุพกาลนี้ มนุษย์เชื่อว่า มีโลกอื่นนอกจากโลกนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของ สิ่งเหนือธรรมชาติ ผู้มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ในโลก เหตุการณ์เหล่านี้แสดงถึงความสุขและความไม่สบายใจของภาวะที่มีอำนาจสูงสุด มนุษย์ไม่อาจจะคิดถึงสิ่งอื่นที่เหมาะสมกว่าความคิดทำนองนี้

เนื่องจากความเชื่อดังกล่าว มนุษย์ในสมัยก่อนจึงเชื่อในมายาศาสตร์และเครื่องลางของขลัง เขาเชื่อว่า ในทุกวัตถุจะมีเทพเจ้าหรือวิญญาณหรือพลังอย่างใด อย่างหนึ่งสิงอยู่ เพราะความคิดเช่นนี้ จึงมีการพัฒนาความเชื่อในเทพเจ้าจำนวนมาก เมื่อเทพเจ้ามีจำนวนมากขึ้นเช่นนี้ จะมีการจัดลำดับตามความสำคัญ เทพเจ้าที่สำคัญที่สุด จะถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก จากนี้จะเริ่มมีการพัฒนาความเชื่อในเทพเจ้าองค์เดียว คองกล่าวว่า การนับถือเทพเจ้าองค์เดียวเป็นขั้นสุดท้ายในขั้นเทววิทยานี้ ขั้นเทววิทยามี 3 ขั้น คือ

1.ความเชื่อในวิญญาณ (Fetichism)
2.ความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ (Polytheism)
3.ความเชื่อในเทพเจ้าองค์เดียว (Monotheism)

ความเชื่อในวิญญาณ ในขั้นนี้ มนุษย์ยอมรับการกระทำทุกอย่างและพฤติกรรมทุกแบบด้วยความคิดว่ามีพลังสนับสนุนเบื้องหลัง และเชื่อว่าธรรมชาติ ทุกชนิดล้วนมีชีวิตอีกนัยหนึ่ง ขั้นนี้ มนุษย์ยอมรับการมีอยู่ของวิญญาณ

ความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ เนื่องจากเชื่อว่าเทพเจ้ามีจำนวนมาก มนุษย์จึงตกเป็นเหยื่อของมายาศาสตร์ทุกแบบ รวมทั้งความเชื่อในมนต์พ่อมดหมอผี มนุษย์มักจะได้รับอิทธิพลจากความเชื่อผิด ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์ที่มีความคิดจะรู้สึกตื่นตัวและแทนที่จะยอมรับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังเหมือนธรรมชาติหรือพลังมานะ (Mana) ก็จะเปลี่ยนรูปความเชื่อเป็นว่า ในทุกวัตถุนั้นจะมีพระเป็นเจ้าหรือเทพเจ้า เฉพาะองค์อาศัยอยู่ มนุษย์จึงทำการบูชาเทพเจ้าจำนวนมาก ขั้นนี้จึงเรียกว่า ขั้นความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์

ความเชื่อในเทพเจ้าองค์เดียว ขั้นนี้เป็นขั้นสุดท้ายแห่งเทววิทยา ในขั้นนี้ความคิดของมนุษย์มีสาระและสุขุมรอบคอบมากขึ้น มนุษย์มีเหตุผลมากขึ้น และมีการยอมรับว่า มีศูนย์กลางแห่งอำนาจทั้งหมดอยู่แห่งเดียวที่ควบคุมและชี้ทางกิจกรรมต่าง ๆ ในโลกนี้

2)ขั้นปรัชญาหรือขั้นแห่งเหตุผล

ความคิดของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ขั้นสุดท้ายแห่งเทววิทยา คือ ขั้นความเชื่อในเทพเจ้าองค์เดียว มนุษย์ยังคงพัฒนาความคิดต่อไป ผลแห่งการพัฒนาความคิด ก็คือ การรู้จักใช้เหตุผลอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยกล่าวว่า มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ควบคุมและแนะนำการปฏิบัติงานทั้งหมดในโลกมนุษย์ มนุษย์หยุดคิดว่า กิจกรรมในโลกนี้ ถูกควบคุมโดยภาวะเหนือธรรมชาติ และความที่คิดเช่นนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งมากขึ้น มีการให้เหตุผลสำหรับกิจกรรมของมนุษย์แต่ละประเภทและมีการค้นหาเหตุผลสำหรับการอุบัติขึ้นมากของชีวิต รวมทั้งอุบัติการณ์ของสรรพสิ่ง มนุษย์ในยุคนี้รู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุของปรากฏการณ์ในโลกและปัญหาที่น่าพิศวงหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตในโลกนี้และโลกหน้า คองกล่าวว่า ในขั้นนี้ ความคิดของมนุษย์นั้นมีการปรับปรุงดีขึ้นกว่าในขั้นเทววิทยา

3)ขั้นวิทยาศาสตร์

ในขั้นนี้ ความคิดของมนุษย์พัฒนาขึ้นมาก ซึ่งเกิดจากการรู้จักให้ เหตุผลอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในขั้นที่แล้ว ขั้นวิทยาศาสตร์เป็น ขั้นสุดท้ายสำหรับความคิดของมนุษย์ ในขั้นนี้ มนุษย์รู้จักตั้งทฤษฎีและหลักการต่าง ๆ แทนที่จะใช้จินตนาการ มนุษย์รู้จักสังเกต การให้เหตุผล การพิจารณาสอบสวน และ การพิสูจน์ทดลอง เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับขั้นแห่งความคิดนี้ คองกล่าวว่า ในขั้นวิทยาศาสตร์นี้ มนุษย์มีการศึกษากฎเกณฑ์ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทุกชนิด การให้เหตุผลและการสังเกตที่รวมกันอย่างเหมาะสมเป็นสื่อให้เกิดความรู้ สิ่งที่เป็นความรู้จะหาข้อโต้แย้งไม่ได้ เพราะได้รับการพิสูจน์ทดลองแล้ว ขั้นนี้เป็นความเจริญขั้นสูงสุดแห่งความคิดของมนุษย์

กองต์ได้เสนอการศึกษาสังคมเป็น 2 แบบ คือ สังคมสถิตย์ (Social statics)และสังคมพลวัตร (Social dynamics)

การศึกษาสังคมแบบสถิตก็คือการศึกษาส่วนต่างๆของสังคมที่ได้มีการจัดระเบียบ (Social order) ไว้แล้วหรือส่วนของสังคมที่มี เสถียรภาพ (Social stability) ที่มารวมกันเป็นสังคม ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แทบจะสังเกตเห็นไม่ได้ แต่สามารถทำนายล่วงหน้าได้

การศึกษาสังคมแบบพลวัตรก็คือการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดจากการพัฒนารูปแบบของ สถาบันต่างๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยากที่จะมองเห็นล่วงหน้าได้

วิธีการศึกษาสังคมวิทยาแบบวิทยาศาสตร์

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า สังคมวิทยานั้น เป็นการศึกษาพฤติกรรมของคนในสังคมแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องมีลักษณะดังนี้

  1. เป็นความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้
  2. เป็นความรู้ที่เชื่อถือได้ มีหลักฐานยืนยัน ไม่เป็นเพียงการคาดคะเนหรือเดาเอาเท่านั้น
  3. ต้องเป็นระบบและมีวิธีการหาความรู้
  4. ต้องมีความเที่ยงตรง ทดลองกี่ครั้งก็ได้ผลออกมาเช่นเดิม

วิธีการที่จะนำมาใช้ในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับสังคมวิทยาแบบวิทยาศาสตร์นั้น จะต้องประกอบไปด้วยหลักใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

  1. Objectivities หมายถึง การรวบรวมผลงานหรือข้อยุติที่ได้จากการสำรวจอย่างถูกต้อง ปราศจากอคติ ไม่ลำเอียงใด ๆ อันเนื่องมาจากเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ และอื่น ๆ
  2. Relativism ต้องมีความรู้สึกนึกคิดที่ว่า ความรู้ได้ในวันนี้ อาจจะยังไม่ยุติหรือยังไม่จริงเสมอไป แต่ก็เป็นจริงจนกว่าคนอื่นจะหาหลักฐานมากโต้แย้งได้
  3. Ethical Neutrality ต้องมีอุเบกขาหรือมีความเป็นกลางทางศีลธรรมจรรยา เช่น ไม่แสดงออกไปว่า สิ่งนั้นผิด สิ่งนี้ถูก สิ่งนั้นดี สิ่งนี้เลว นักวิทยาศาสตร์สนใจเฉพาะความเป็นจริงในปรากฏการณ์นั้น ๆ เท่านั้น
  4. Persimony เมื่อการอธิบายปรากฏการณ์ใด ๆ แจ่มชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ยืดยาวต่อไป เช่น ลมพัดใบไม้ ใบไม้ไหวเพราะพลังธรรมชาติ นั่นคือ ไม่จำเป็นต้องอธิบายต่อไปว่า พลังธรรมชาติอาจจะมีผีสิงอยู่ก็ได้ ฯลฯ
  5. Skepticism การศึกษาวิทยาศาสตร์ต้องขจัดความสงสัยออกไป เมื่อมิให้เกิดความเบื่อหน่าย มีจิตอันแน่วแน่
  6. Humility นักวิทยาศาสตร์ต้องมีความถ่อมตนในเรื่องความรู้และรู้สึกเสมอว่าความรู้ที่ยังแสวงหาไม่พบยังมีมากอยู่

แหล่งที่มา

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com