Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์

เกิดมาทำไม

รวบรวมจากจดหมายข่าวชมรมผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยขอนแก่น    

ผู้เขียนขอปรารภว่า คำถามที่ว่า “เกิดมาทำไม” เป็นคำถามที่ตอบให้ชัดเจนได้ยากยิ่ง จะขอประมวลเขียนตามประสบการณ์ที่พบพานมาตลอดชีวิต จากที่ได้ศึกษามา ได้อ่าน ได้พูด ได้ฟัง และประมวลลงเป็นข้อคิด เพื่อเราท่านได้ร่วมกันใช้ประสบการณ์ไตร่ตรองพินิจพิจารณาวินิจฉัยหาคำตอบที่ถูกต้องใกล้เคียงที่สุดสืบไป

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 เศษ ผู้เขียนได้เดินทางไปกราบหลวงปู่ บุญเหลือ สุรีรัตน์ เจ้าอาศรมแก้วกู่ ที่จังหวัดหนองคาย ท่านปู่บุญเหลือได้ให้ความเมตตาชี้แนะว่า ให้พยายามตอบคำถามต่อตนเองให้ได้ว่า

(1) ก่อนที่จะมาเกิด (เป็นคนอยู่นี้) นั้นเรามาจากไหน (เป็นอะไรอยู่ อยู่ที่ไหน)
(2) เมื่อมาเกิดเป็นคนแล้วนี้ มาเกิดด้วยปัจจัยอะไร และ
(3) เมื่อเกิดเป็นคนแล้วท่านจะไปเกิดที่ไหนต่อไป และด้วยปัจจัยอะไร

หลวงปู่บุญเหลือ ได้กล่าวว่า หากตอบปัญหาคำถามดังกล่าวได้ ก็ถือว่า มีคุณธรรมระดับอริยบุคคลขั้นโสดาบันเป็นอย่างต่ำ

อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนา ถือว่ามนุษย์-สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด (แดนเกิด) มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น ทุกอย่างในโลกนี้และภพหน้า ภพหลัง เป็นจิตที่มีประสิทธิภาพ มีอานุภาพสูง รู้เห็นทุกสิ่งด้วยจิต (ตาทิพย์) รับรู้ทุกอย่างด้วยใจ (หูทิพย์) รู้แม้กระทั่งลมไหว ใบไม้แกว่ง เข็มหล่นกระทบพื้น น้ำแข็งละลายน้ำ ตาไม้งอกแทงช่อ ผลิใบ ฯลฯ และหยั่งรู้จิตหรือความคิดของคนได้ แต่เป็นจิตที่ไร้อารมณ์ คือรับรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สักแต่เพียงรู้ว่า มันเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นไปตามกรรมที่ก่อไว้ โดยจิตจะไม่หวั่นไหว หรือเกิดอารมณ์กับสิ่งที่พบที่เห็นเลย แม้แต่น้อยนิด

เพราะฉะนั้น หากเราทราบพฤติกรรมทางกฎแห่งกรรมแล้วระมัดระวัง สร้างแต่กรรมดี และเว้นจากการกระทำกรรมชั่วทั้งปวงหมั่นระมัดระวัง สร้างกรรมดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่งอกงามยิ่งขึ้นไป เร่งกำจัดกรรมชั่วที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไป เราก็จะอุบัติในภพภูมิที่ดียิ่งขึ้น จนถึงที่สุดในสภาวะปราศจากกรรม โลภะ โมหะ โทสะ ตัณหา อุปปาทาน เข้าสู่แดนเกษม-แดนที่เป็นสุขอย่างยิ่ง-บรมสุข ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกในวัฏสงสาร-นิพพาน

มนุษย์

“ความท้อแท้-เบื่อหน่าย เป็นอารมณ์ของมนุษย์”
มนุษย์ มีความพยายามที่จะลดความชราบนใบหน้า มากกว่าที่จะ ลดกิเลสออกจากใจ
จง! อย่าคิดทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เท่านี้ชีวิตก็เป็นสุขแล้ว
วิชชา คือ ปัญญาที่ทำให้เกิดรู้แจ้ง-เห็นจริง เกี่ยวกับชีวิต
ชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (เกิด แก่ เจ็บ ตาย)
จง! อย่ายึดมั่น-ถือมั่นในชีวิต เท่านี้ชีวิตก็จะไม่เกิดความทุกข์แล้ว
“ทุกข์-สุข อยู่ที่เราบงการ......อย่าได้โทษใคร”

พันธนาการแห่งจิต

นก—มองไม่เห็นฟ้า ปลา—มองไม่เห็นน้ำ
หนอน—ว่าขี้แสนดีงาม คน—มั่วกาม อบายมุข ว่าสุขยิ่ง

นก ปลา หนอน และคน ย่อมมีความรู้สึกคล้ายคลึงกัน คือตกอยู่ในสภาพถูกห่อหุ้ม ครอบงำด้วยธรรมชาติแวดล้อมอย่างแนบสนิทแต่แรกเริ่ม จนมองไม่เห็นหรือมองชีวิตไม่ออก ได้แต่ปล่อยชีวิตไปวัน ๆ หนึ่ง อย่างตายใจและลืมตัว โดยหารู้ไม่ว่า ชีวิตกำลังติดอยู่ใน “บ่วงกรรม” แต่แรกเริ่มมาแล้ว กล่าวคือ ถูกครอบงำแล้วโดยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความไข้ และความตาย บางชีวิตอาจจะรู้ แต่มิรู้จะทำอย่างไรกับชีวิตของตน หาทางออกไม่ได้ เพราะติดโน่น ห่วงนี่ ถูกพันธนาการไว้ด้วยสิ่งร้อยรัดมากมาย จึงตัดใจไม่ได้ จำทนมีชีวิตอยู่แบบที่เรียกว่า อยู่ในสภาวะจำยอม มิรู้จะดิ้นรนไปทางใด กลัว ๆ กล้า ๆ บางคนอาจไม่คิดอะไร ปล่อยชีวิตให้หมดไปวัน ๆ ประดุจปลาตายย่อมลอยตามน้ำ ไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น คล้ายกับว่าชีวิตไม่มีจิตใจ ไม่ทุกข์ร้อนหรือไม่อาลัยใยดีกับชีวิต ถ้าเป็นไปได้จริง ก็จะดีมิใช่น้อยทีเดียว นั่นคือ มีชีวิตดุจตายแล้ว คือทำจิตใจให้ตายเสียก่อน ตายจริง ๆ ที่เรียกว่า จิตว่าง ทว่าท่านแน่ใจแล้วหรือว่า จะทำเช่นนี้ได้ทุกวัน ทุกเวลาและนาที ถ้าใจไม่มั่นคงจริง ฉุกคิดขึ้นมาเมื่อไร มันจะทรมานใจมากกว่าเดิมหลายร้อยเท่าพันทวีทีเดียว

จิตว่าง ว่างอย่างไร ว่างจากอะไร เป็นสิ่งที่ควรใคร่รู้ทีเดียว จิตไม่ว่างเราพอรู้ คือ จิตที่วุ่นวาย ขุ่นมัว เป็นเหตุแห่งความทุกข์ใจทั้งปวง (หรือที่พูดว่ากลุ้มใจนั่นแหละ) ฉะนั้น จิตว่าง ก็คือ จิตที่ไม่ขุ่นมัว มีสภาวะสะอาด สงบ สว่าง จึงทำให้จิตมั่นคง แน่นิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม 8 ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เมื่อเข้ามาถึงขั้นนี้แล้ว จิตใจจะอยู่ในสภาวะที่ว่า จิตไร้โศก คือ ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่มากระทบทั้งปวง จิตจะเริ่มสงบลงและค่อย ๆ สะอาดขึ้นที่เรียกว่า จิตปราศจากธุลี คือปราศจากกิเลส ตัณหา อุปทาน หมดห่วง หลุดพ้นจากสิ่งร้อยรัดทั้งปวง เป็นภาวะที่เรียกว่า จิตวิมุต คือ หลุดพ้นจากพันธะและอาสวะทั้งหลาย หลุดจาก สงสารวัฎฎหรือบ่วงกรรม จะไม่มีการกลับมาเกิดอีกของจิต เป็นภาวะที่จิตเป็นอิสระหลุดจากเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย มิมีสิ่งใดเกาะติดได้ แม้ผงธุลี เป็นจิตที่ไม่ยอมรับ ไม่ซึมซับกิเลสใด ๆ อีกต่อไป ในที่สุดจะพบว่าจิตอยู่ในสภาพที่เบา เย็น สงบ อิ่มสุข เรียกว่าจิตเข้าสู่ภาวะ จิตเกษม เกิดอาการปีติ นิมิต สว่าง กระจ่างแจ้ง จิตที่สว่างจะมีแสงเปล่งรัศมีออกไปโดยรอบทิศ ทำให้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบในบัดดล ทันทีทันใด รู้ชนิดแจ่มแจ้งแทงตลอด ไม่ผิดพลาด คือรู้ได้ในทันทีที่ได้สัมผัส ที่เรียกว่า ตรัสรู้ นั่นเอง เป็นภาวะจิตที่สงบ แน่วแน่ แก่กล้า รับรู้ได้ทุกสิ่ง

มงคล 38 ประการ

มงคล คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ นำมาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งมี 38 ประการได้แก่

1. การไม่คบคนพาล
2. การคบบัณฑิต
3. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
4. การอยู่ในถิ่นอันสมควร
5. เคยทำบุญมาก่อน
6. การตั้งตนชอบ
7. ความเป็นพหูสูต
8. การรอบรู้ในศิลปะ
9. มีวินัยที่ดี
10. กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
11. การบำรุงบิดามารดา
12. การสงเคราะห์บุตร
13. การสงเคราะห์ภรรยา
14. ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
15. การให้ทาน
16. การประพฤติธรรม
17. การสงเคราะห์ญาติ
18. ทำงานที่ไม่มีโทษ
19. ละเว้นจากบาปทั้งหลาย
20. สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
21. ไม่ประมาทในธรรม
22. มีความเคารพ
23. มีความถ่อมตน
24. มีความสันโดษ
25. มีความกตัญญู
26. การฟังธรรมตามกาล
27. มีความอดทน
28. เป็นผู้ว่าง่าย
29. การได้เห็นสมณะ
30. การสนทนาธรรมตามกาล
31. การบำเพ็ญตบะ
32. การประพฤติพรหมจรรย์
33. การเห็นอริยสัจ
34. การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
35. มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
36. มีจิตไม่เศร้าโศก
37. มีจิตปราศจากกิเลส
38. มีจิตเกษม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com