บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปฐมวัย...ในความคิดคำนึง
เอ็นดู   เขียน.
-------------------------------------------------------------------

              บ่อยครั้ง...ที่เรามักจะมองย้อนกลับไปในอดีต และรำลึกถึงชีวิตในวัยเด็กที่สดใส   ร่าเริง บริสุทธิ์ บ่อยครั้งที่ เราอยากจะย้อนเวลากลับไป ...กลับไปอยู่ในช่วงเวลานั้น... ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ....ไปค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ได้
หลงลืมเอาไว้....อยากจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่...จากตรงนั้น...
                                  "สายน้ำไม่มีวันไหลกลับ วันเวลาไม่อาจย้อนคืน...."

            ฉันเกิดในวันหนึ่งของฤดูหนาว เค้าว่าคนที่เกิดในฤดูไหนก็มักจะชอบฤดูนั้น จริงไหมนะ  ฉันว่าจริงล่ะ ฉันชอบฤดูหนาว ทั้งที่ทุกครั้งพอถึงฤดูหนาว ฉันก็จะบ่น หนาวๆๆๆ ใครไม่หนาวขอฉันหนาวก่อน เถอะนะ ใส่เสื้อกันหนาวก่อนใครเลย เป็นหวัดง่ายและเป็นนานกว่าคนอื่นอีกต่างหากนะฮะ ฮะ ฮัด ชิ้ว!!
                  ผู้หญิงคนหนึ่ง อุ้มท้องฉันมาด้วยความยากลำบากเชียวล่ะ   แพ้ท้องมาก กินอะไรก็ไม่ค่อยได้ เป๊ปซี่กับข้าวเปล่า มื้อวิเศษล่ะ ทำไมนะ อาหารดีๆมีให้กินตั้งเยอะ…กินไม่ลง…เรื่องของคนแพ้ท้อง…นี่ละมั้ง สาเหตุที่ทำให้ผิวของฉันเป็นสีเดียวกับเป๊ปซี่ไปได้   Oh!! no!! ไม่น่าเลยนะคะคุณแม่ขา   ทำไมน๊ะ ไม่เลือกให้ขาวๆอย่างข้าวบ้างน่ะ
                  ฉันเกิดที่ โรงพยาบาลประจำจังหวัดพิษณุโลก คุณแม่เล่าว่า ปวดท้องตั้งแต่วันพุธ ไปโรงพยาบาล นอนปวดท้อง แต่ไม่ยอมออกมาสักที รีรออะไรอยู่นะ หรือว่าไม่อยากเกิด ฉันยังทำให้คุณแม่แพ้ท้องอยู่จนเช้าของวันคลอด   คุณแม่ยังต้องกินยาแก้แพ้อยู่เลย   จนวันนั้น เช้าวันศุกร์ 26 มกราคม 2522 คุณพ่อพาพี่ไปหาคุณแม่ที่ไปโรงพยาบาล
                  คุณแม่ปวดท้องตั้งแต่เช้าแล้วนะ โอย!  ไม่ออกมาสักที จนพยาบาลเดินมาบอก   คุณพ่อว่าคลอดแล้วนะคะ 10.19 น. อุแว๊! อุแว๊!   (ร้องเสียงนี้จริงๆนะ คุณแม่บอกอย่างนี้จริงๆนะ   พ่อเป็นพยานได้) ยอมออกมาแล้วรึ…   ตัวแดงๆคล้ายลูกตำลึงสุก   คุณแม่ว่าอย่างนั้น   มันแดงมากขนาดนั้นเลยหรอคะคุณแม่ขา  
ลูกสาวค่ะ  ลูกสาว 3 กิโลกว่าๆ   ทำน้ำหนักได้ไม่เลว   หลังจากเกิดมาน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลดลงอีกเลย
                ที่โรงพยาบาล คุณพ่อถามคุณแม่ว่า “ลูกลืมตาหรือยัง” คำถามนี้ยังคาใจอยู่จนถึงทุกวันนี้ละ ตาหนูทำไมเล็กจัง…เหมือนไม่อยากเห็นโลกอย่างนั้นแหละ   โลกนี้มันไม่น่ามองหรือไงกัน มองสิ..ยังมีอะไร ให้ดูอีกตั้งเยอะนะ   เอ๊ะ..หน้าหนูเหมือนใคร โครงหน้าเหมือนคุณแม่ แต่หน้าตาไม่เห็นดีอย่างคุณพ่อคุณแม่เลยนี่สิ กลุ้ม…ฟันเป็นเขี้ยวเหมือนคุณพ่อ   ตาตี่ๆนี่สิไปเหมือนใครนะ พ่อกับแม่ก็ตาสองชั้นนี่นา            
                 ฉันเลี้ยงยากไหมน๊ะ ก็พอสมควรล่ะ ก็ยังทำอะไรเองไม่เป็นนี่นา ตอนเด็ก (ก่อนเปลี่ยนชื่อ) ก็ป่วยบ่อยด้วย   แต่ก็โตมาได้จนป่านนี้   เวลาผ่านไป เรื่อยๆ จากสายเป็นกลางวัน จากกลางวันเป็นเย็น   พรุ่งนี้กลายเป็นวันนี้ แล้วก็กลายเป็นเมื่อวาน ฉันก็โตขึ้นๆ พูดน้อย..ใจน้อย..แสนงอน..เจ้าอารมณ์...เพราะอะไรน๊า ยังไงกันยัยลูกคนเล็ก
                   ตอนเด็กๆ ฉันมีพี่เลี้ยงนะ ใครบ้างนะ   พี่ธัญญา พี่นา  คุณพ่อกับคุณแม่ไปทำงานไม่ม ีใครดูแลเลยต้องหาคนมาเฝ้าไว้   คงกลัวฉันหนีกลับไปล่ะมั้ง    ตอนเช้าคุณพ่อกับคุณแม่ไปโรงเรียน ติดกับบ้านนั่นแหละ   พักเที่ยงคุณแม่ก็กลับมาดูแล   ตอนบ่ายพอฉันหลับ คุณแม่กับคุณพ่อก็ไปโรงเรียนอีก   จำไม่ได้หรอก รู้แต่ว่าคุณแม่เล่าอย่างนี้ ฉันพูดน้อยคงเป็นเพราะคนเลี้ยง   คนเลี้ยงฉันเรียบร้อยนะ คุณแม่เลือกมาดี แต่ก็ไม่ค่อยพูด วันๆเค้าพาฉันเล่นอะไรบ้างนะ พูดอะไรกับฉันบ้าง คงเงียบล่ะ ฉันเลยชินกับความเงียบ…ไม่พูด
                  ด้วยความทะนุถนอมเอาใจใส่ …ไม่โอ๋…ไม่ตามใจให้เสียเด็ก มีเหตุผลเสมอ   คุณแม่คุณพ่อฝึก ให้ฉันกล้าตั้งแต่เล็กๆ แยกห้องนอนให้ฉันนอนต่างหาก   แต่ดึกๆตื่นมาฉันก็ร้องไห้วิ่งไปเคาะประตูขอนอน ด้วยทุกที   คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยหลอกให้ฉันกลัวผี ตำรวจ หมอ หรือใครๆ อย่างที่ฉันเห็นเด็กคนอื่นๆกลัว
                   ฉันไปโรงเรียนตั้งแต่เด็กๆ 2-3 ขวบนี่ล่ะ   ก็บ้านอยู่ในโรงเรียนนี่นา  คุณแม่ไปโรงเรียน ฉันก็ไปด้วย   เรียนชั้นเด็กเล็กพร้อมกับพี่ๆ ชั้นที่คุณแม่สอน อย่างกับเป็นชั้นเรียนของตัวเอง   คุณแม่ใส่ชุดนักเรียนให้ มีอุปกรณ์การเรียนพร้อม แต่ฉันน่ะก็ไม่ได้เรียนอะไรหรอก เล่นอย่างเดียวนั่นแหละ
มีรูปถ่ายยืนยันได้ เด็กนักเรียนคนอื่นๆ นั่งเรียนอยู่ แต่ฉันกลับเป่าลูกโป่ง...ลูกครูใครก็อิจฉา
เพราะได้เป็นอภิสิทธิชน ในโรงเรียน  แต่ไม่หรอก ฉันไม่ได้ถือตัว   แค่ไม่เล่นกับเด็กมอมแมมเท่านั้นเอง
                   อายุ 4 ขวบแล้ว ...ถึงเวลาที่ฉันต้องไปโรงเรียนจริงๆจังๆสักที   ฉันไปโรงเรียนในตัวจังหวัด   โรงเรียนที่คุณแม่สอนเรียนไม่ได้หรือไงนะ ทำไมคุณพ่อคุณแม่ส่งฉันไปเรียนไกลบ้าน   คงจะอยากให้ฉันไปเป็น เด็กในเมืองล่ะ   ใครก็รู้...โรงเรียนในอำเภอนอกๆ การเรียนการสอน สู้โรงเรียนในเมืองไม่ค่อยได้หรอก   ไปเรียนโรงเรียนในเมืองดีกว่า โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด   ไปสมัครเข้าเรียน ดีนะที่ตอนนั้นยังไม่แย่งกัน เรียนอย่างเด็กในสมัยนี้ที่ต้องสอบเข้ากันตั้งแต่ชั้นอนุบาล ทางโรงเรียนให้จับฉลากเลือกห้อง   ฉันได้อยู่ห้อง อนุบาล 1/3 ห้องคุณครูศิริพร (จำได้ขนาดนี้) ฉันก็เรียนอย่างเด็กคนอื่นๆทั่วไป แต่พอคุณครูให้ไปเล่นที่สนาม   ฉันก็ไปหาพี่ร้องไห้กลับบ้าน   พี่ก็ต้องปลอบให้ฉันกลับไปเรียน   ไม่แน่ตอนนั้นพี่อาจจะอยากพาฉันกลับบ้านก็ได้นะ
แต่พี่เองก็ออกจากโรงเรียนไม่ได้เหมือนกัน   ฉันตั้งใจเรียนนะ แต่ก็ไม่เก่งหรอกงั้นๆ ได้ทีท้ายๆแหละมั้ง...วิชาศิลปะ ปั้นดินน้ำมัน   เพื่อนๆหัวศิลป์ ปั้นถ้วยชาม หม้อไห  ช้างม้า วัวควาย ผักผลไม้ ฯลฯ ฉันปั้นอะไรนะ...งูหรอ
แท่งกลมยาวๆ เท่านั้น  create จริงๆ   เวลาอยู่ในห้องเรียนฉันก็ปกติดี ไม่ได้ร้องไห้กลับบ้านหรอก   แต่ถ้าวันไหน คุณพ่อคุณแม่มารับกลับบ้านล่ะก็ น้ำตาไหลทันทีที่เห็นเลย บ่อน้ำตาตื้นจริงๆ ก็ฉันคิดถึงคุณพ่อคุณแม่นี่นา...
                     คุณพ่อคุณแม่พาฉันและพี่ไปเที่ยวทะเล...นั่งเรือครั้งแรกฉันเมา นั่งหน้าบูดเลย...คุณพ่อยัง ถ่ายรูป ไว้เป็นหลักฐาน   ฉันกับพี่เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่เดือดร้อนเลย   การไปเที่ยวของพวกเราจึงไม่วุ่นวายอย่างครอบครัวอื่น   บางครอบครัวเค้าก็ไม่ได้พาลูกไปด้วย เพราะกลัวจะวุ่นวายนั่นแหละ เค้าอ้างว่าลูกยังไม่โต   เค้าต่างหากล่ะที่เลี้ยงลูกไม่ให้โต   ครอบครัวเราสนุกกันมาก
เรามีมื้อเล็กๆเป็นกุ้งเผาที่หัวเรือ...อร่อยจัง จากนั้นเราไปเที่ยวทะเลกันหลายครั้ง ฉันชอบทะเลนะ  นอกจาก ทางใต้เรา ก็ขึ้นเหนือ และไป ทางอีสานด้วย หลายจังหวัด   พอ โตแล้วก็ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวอีก แต่ฉันก็มีความ ประทับใจกับการไปเที่ยวกับครอบครัวเก็บไว้ในความทรงจำแล้ว 
                     ด้วยความที่ฉันผิวคล้ำ ไม่เหมือนคุณพ่อคุณแม่และพี่ที่ผิวขาว ฉันจึงมักน้อยใจ และโกรธเวลาที่ใครๆมาล้อ แต่ที่ฉันน้อยใจมากครั้งหนึ่งก็คือ ช่วงเด็กๆมีละคร เรื่องเกี่ยวกับ การที่เค้ารับเด็กมาเลี้ยง แต่พอเด็กโต พ่อแม่ที่แท้จริงก็มารับคืนไป   พ่อกับแม่ก็พูดล้อฉันว่า      “เมื่อไหร่เค้าจะมา รับลูกเค้าคืนไปสักทีน๊า เราก็เลี้ยงมาให้เค้าตั้งนานแล้ว”   เท่านั้นแหละ ปล่อยโฮ น้ำตาร่วงเป็นเผาเต่าสัก 10 ตัว
                      ตอนฉันอยู่ ป.1 คุณพ่อคุณแม่ซื้อรถกระบะ peugeot สีแดง...ก่อนหน้านี้มีรถจักรยานและมอ เตอร์ไซด์คู่ชีพ ที่พาเราทั้ง 4 คนไปไหนมาไหน เย็นวันหนึ่งหลังจากลงรถโดยสารที่หน้า โรงเรียน ก็เห็นคุณพ่อกำลังหัดขับรถอยู่ในสนามของโรงเรียนคนที่เอารถมาส่งเค้าหัดขับให้    ตื่นเต้นจัง   เรามีรถยนต์เป็นของครอบครัวแล้ว  คุณพ่อหัดขับได้คล่อง (หรือยังนะ)ไม่กี่วันก็พาเราไปขับรถเล่นที่เมืองเก่า   ไปโน่นไปนี่ รถของคุณพ่อนั่งสบาย ถึงแม้จะเกร็งนิดๆว่าคุณพ่อขับเป็นแน่หรือเปล่านะ ...เถอะน่า
ยังไงเราก็ฝากชีวิตไว้กับพ่อตั้งแต่มาเกิดแล้วนี่   รถคันนี้อยู่กับครอบครัวเราจนถึงปัจจุบัน 15 ปีแล้วสิ
นานโขทีเดียว ซ่อมไปหลายครั้ง เปลี่ยนเครื่องไปแล้วด้วย แต่โครงสร้างทนทานดี แม้ตอนนี้สีจะ
ถลอกปอกเปิกไปบ้างแล้ว   แต่รถยนต์คันนี้ก็ยังคงทำหน้าที่รับใช้ครอบครัวเราเหมือนเป็นหนึ่งในสมาชิก
                       วันไหว้ครูของทุกปี ตั้งแต่ชั้น ป.1-ป.4   ฉันเป็นตัวแทนถือพานของห้อง   ไม่ใช่ว่าฉันจะ หน้าตาดีระดับเป็นดาวเด่นของห้องหรอกนะ   เพียงแต่น้าของฉันมีความสามารถในการจัดพาน จัดดอกไม้ คุณครูคงเห็นว่าชั้นเรียนของเราจะได้มีพานสวยๆไปประกวดกับเค้าบ้าง   ได้รางวัลทุกๆปีเลยล่ะ   จำได้ว่าตอน ป.2 ฉันถือพานรูปนกยูง ถักเปีย 2 ข้าง ผมม้า...หน้าเหมือนแมว (ทรงเดียวกับพจมานนั่นแหละ)  
                      ฉันชอบร้องเพลงล่ะ   มีดนตรีในหัวใจ  ช่วง ป.4 ที่โรงเรียนจัดให้มีประกวดร้องเพลง
ตอนพักกลางวัน ฉันก็ไปสมัครเป็นนักร้องกับเค้าด้วย   แหม..เสียงใสไม่เบา มีเพื่อนร่วมห้องเป็นหางเครื่อง... ไม่ได้รางวัลอะไรหรอก เอาสนุกเข้าว่า   จนคุณครูประจำชั้น comment มาในสมุดพกว่า ควรสนับสนุนด้าน การร้องเพลง
                      จากเด็กที่สอบได้ที่ท้ายๆของห้อง ก็กลายเป็นคนเก่งโดยไม่ทันรู้ตัว   ตอนชั้น ป.4
ฉันได้เกรด 4 หมดทุกตัว แต่ฉันก็สอบได้ที่ 3 ของห้องตลอดมาจนถึง ป.6 แต่ที่ฉันดีใจก็คือ ตอน ป.6 สอบความ เป็นเลิศทางวิชาการได้ที่ 1 ของห้อง  (เพราะตอนนั้น ที่ 1 กับที่ 2 เค้าป่วยเป็นอีสุกอีใส  
ฉันยังไม่เป็นเลย)
                     ฉันเป็นลีดเดอร์ของกลุ่มสีเหลืองตอน ป.5 ไม่ได้ตั้งใจสมัครหรอกนะ พอดีคุณครูและเพื่อนๆ   เห็นดีเห็นงาม และคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนด้วยสิ..วันนั้นก็สวยซะ...เต้นได้เต้นดีอยู่กลางแดดนั่นล่ะทั้งวัน   รู้ตัวอีกทีตอนเย็น แสบไปทั้งตัวเลยแดดเผา   กว่าจะเป็นปกติก็ใช้เวลาไปหลายเดือน       คุณพ่อคุณแม่สอน ให้ฉันรู้จักประหยัดและรู้จักการจัดสรรการใช้เงินตั้งแต่เด็ก แต่เริ่มจริงๆจังๆ ก็ตอน ป.5 –ป.6 คุณพ่อจ่ายเงินเป็นอาทิตย์   อาทิตย์ละ 200 บาท ก็วันละ 40 บาท (เฉพาะวันที่ไปโรงเรียน) เป็นค่าขนม เพราะมีอาหารกลางวันที่โรงเรียนอยู่แล้ว   ค่ารถไม่ต้องเพราะน้าจ้างรถรับจ้างให้ไปส่งฉันกับน้องแล้ว   จากนั้นพอเข้าชั้นมัธยม คุณพ่อให้เงินเป็นเดือน เดือนละ 400 บาท เป็นค่า อาหารหลางวัน ค่ารถ ฉันต้องใช้ให้พอถึงปลายเดือนให้ได้ เพราะคุณพ่อไม่ยอมจ่ายให้อีก ในกรณีที่ฉันใช้เกิน ได้ผลนะฉันแบ่งเงินใช้ได้ จนถึงปลายเดือนล่ะ   แต่ไม่รู้โตขึ้นแล้วทำไมเงินไม่พอใช้ถึงปลายเดือน
                      คุณแม่พาฉันและพี่ไปหัดว่ายน้ำ ให้นักศึกษาที่วิทยาลัยพละสอนให้ ฉันว่ายไม่เก่งหรอก
เพราะฉันกลัว เวลาว่ายก็จะอยู่ติดๆกับขอบสระแหละ พี่ที่สอนก็ใจดีนะ สอนจนฉันว่ายเป็น แล้วพี่เค้าก็พา
ฉันไปที่กลางสระ กลัวแทบแย่ เกาะพี่เค้าไว้แน่นเลย แต่พี่เค้าก็แกะฉันออกจนได้ ทิ้งฉันไว้กลางน้ำ
ให้ว่ายกลับเอง   ฉันก็ต้องว่ายสิ ไม่งั้นจม จากนั้น ฉันก็ไม่กลัว ที่จะว่ายตรงกลางสระเลย แล้วก็ไม่ต้อง
เกาะขอบสระแล้วด้วย
                          ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นชั้น ป.5 ฉันและครอบครัวย้ายบ้าน เป็นการย้ายบ้านครั้งแรก
ของฉัน   เราย้ายไปอยู่บ้านเช่ากันชั่วคราว (2ปีแน่ะ)   คุณพ่อคุณแม่จะสร้างบ้านของเราเองล่ะ แบบแปลน บ้านคุณพ่อคุณแม่เจอในหนังสือ แล้วก้เขียนไปขอแบบแปลนอื่นๆจากบริษัทเพื่อเปรียบเทียบ
จากหลายสิบแบบ เราเลือกได้ 1 เป็นที่ถูกใจของทุกๆคน  บ้าน 2 ชั้น  3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ   บนเนื้อที่ 1
ไร่ คุณพ่อคุณแม่เลือกที่จะปลูกบ้านที่กลางพื้นที่...ทำไมนะ คุณพ่อบอกว่า ไม่อยากให้บ้านติดบ้านคนอื่น
ทั้งที่ตอนที่สร้าง ยังไม่มีบ้านใครมาสร้างแถวนั้นเลย...ที่ว่างๆต้นไม้ ต้นหญ้ารกๆ  เราช่วยกันถาง ช่วยกันทำ 
เริ่มทำรั้วชั่วคราว ด้วยไม้ไผ่และลวดหนาม   เพื่อบอกอาณาเขตก่อน    ฉันได้เห็นทุกๆขั้นตอนในการ
สร้างบ้าน   เราเจาะบ่อบาดาลเอาน้ำมาใช้ เพราะตอนนั้น ยังไม่มีประปา (ห่างไกลความเจริญจัง) วางผังแล้วลง เสาเอก เราให้ผู้รับเหมาจัดการสร้าง เราเป็นฝ่ายหาวัสดุมาให้เอง เราเลือกอุปกรณ์ในบ้านทุกอย่าง ตะปูทุกดอก ลวดทุกเส้น   คุณพ่อคุณแม่คำนวณทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า   เปรียบเทียบราคาของ    ที่ไหนถูกแม้แต่ สตางค์เดียว เราก็ไปซื้อ คุณแม่บอกว่า ถึงกระเบื้องจะถูกกว่ากันแค่ สตางค์เดียว   แต่เราใช้หลายร้อยแผ่น   มันก็ช่วยลดไปได้หลายสิบแล้วนะลูก   ยอมเหนื่อยเพื่อเลือกกันนิด แต่เราก็ได้ของที่ดีราคาถูกนะ   ตอนเย็นๆ คุณพ่อจะพาพวกเรามาที่บ้าน ช่วยกันเก็บกวาดเศษปูน เศษตะปู   ที่ช่างทำตกไว้  เอาไปใช้อีก หรือไม่ก็เอาไปชั่งขาย..ไม่ให้เสียเปล่า อย่าคิดว่าตะปูดอกเดียวไม่มีค่า...ถ้าขาดมันไปบ้านก็ล้มได้เหมือนกัน  
                          พวกเราจัดการดูแลบ้านของเรา ด้วยความรักความอบอุ่น พ่อนอนเฝ้าบ้านใหม่ทุกวัน


ตั้งแต่เริ่มสร้าง   เพราะต้องระวังของจะหาย   บางคืนเราก็มานอนเฝ้าบ้านด้วยกัน   ที่เพิงพักและเก็บของ    บ้านเริ่มมีเสามีหลังคา เริ่มเห็นแล้วนะว่ามีห้อง   นี่ห้องรับแขก ห้องกินข้าว ห้องน้ำ ห้องครัว โน่นระเบียงหลังบ้าน เราซ้อมเปิดหน้าบ้าน แล้วเดินไปที่ห้องต่างๆ   ตอนที่ถึงห้องกินข้าวน่ะ ฉันก็ติ๊ต่าง ว่าเรากำลังนั่งโต๊ะทานข้าวกัน   แล้วเราก็ขึ้นบันได้ไปชั้นบน   ตอนนั้นยังเป็นบันไดไม้ต้องไต่ขึ้นไป   เจอห้องดูทีวีห้องนอนคุณพ่อคุณแม่อยู่ทาง หน้าบ้านมีระเบียงหน้าบ้านด้วย   ห้องน้ำอยู่ในห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็ห้องนอนฉัน มีหน้าต่างเป็นมุขยื่นออกไป 
ห้องนอนฉันสวยไม่เบา แล้วก็ห้องพี่อยู่หลัง   เรานั่งเล่นกันอยู่บนนั้น  บรรยากาศยามเย็น...พระอาทิตย์กำลังจะ หมดภาระ กิจของวัน...รอให้ถึงคราวของพระจันทร์และดวงดาว มาอยู่เป็นเพื่อนท้องฟ้า ในยามค่ำคืน ที่มืดมิด    แล้วก็ก่อผนัง ฉาบปูน จับเหลี่ยมเสา  ติดอุปกรณืห้องน้ำ เดินสายไป ทาสี   ห้องนอนคุณพ่อคุณแม่สีเขียวแอปเปิ้ล ห้องพี่สีฟ้า ส่วนห้องฉันสีชมพู(คุณแม่ว่า ฉันเลือกสีได้แพงดีจริง...แต่ก็ตามใจเพราะต้องปลูกเรือนตามใจผู้อยู่
ถ้าทาสีอื่นแล้วฉันไม่ยอมนอนล่ะยุ่งเลย) ห้องอื่นๆในบ้านทาสีเหลืองครีม ทำให้บ้านดูสว่าง  บ้านของฉันใหญ่พอ สมควร เลย   กว้าง โปร่ง   พื้นชั้นบนปูด้วยปาเก้ทั้งหมด พื้นชั้นล่างเป็นกระเบื้องสีฟ้า เวลากลับมาบ้าน เปิดประตูเข้าบ้านแล้วจะรู้สึกเย็นเหมือนเข้าห้องแอร์อย่างนั้น...หน้าต่างที่บ้านฉันเยอะมาก   เป็นกระจกสีชาทุกบาน   นี่ล่ะทำให้บ้านดูโปร่งเห็นข้างนอน และแล้วบ้านของเราก็เป็นรูปเป็นร่าง  ไชโย!!!   เรามีบ้านเป็นของตัวเองแล้วล่ะ มีห้องนอนเป็นของตัวเองแล้วนะ   นอนหลับสบายดีจังห้องนอนสีชมพูเนี่ย  แล้วฉันกับครอบครัวก็ย้าย เข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ ตอบที่จบ ป. 6 พอดี   ครั้งนี้เราอยู่กันถาวรไม่คิดจะไปที่ไหนกันอีก  
                      รอบๆบ้าน พวกเราช่วยกันปลูกต้นไม้ ก่อนที่บ้านจะเสร็จซะอีก เราปลูกๆๆๆ 
มะพร้าว มะม่วง ชมพู่ และไม้มงคลต่างๆ หน้าบ้านต้นมะยม ข้างๆเป็นต้นยอ หลังบ้านเป็นขนุน   วันว่างเรามีกิจกรรมเสมอ   ในพื้นที่รอบๆบ้านของเรา   ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ปลูกผักไว้กินเอง ต่อมาไม่นาน คุณพ่อซื้อที่ดินที่ติดกันถัดไปทางหลังบ้าน อีก 1 ไร่ คุณพ่อบอกว่า “เอาไว้ให้ลูกปลูกบ้านนะ”   “หนูไม่อยากได้หรอกค่ะคุณพ่อ”    ไม่อยากได้สมบัติอะไรจากคุณพ่อเลย   เท่าที่คุณพ่อให้ชีวิต ให้โอกาสในการศึกษาหนูก็ดีใจเป็นที่สุดแล้ว แต่ฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธ รับไว้ก่อนเผื่อวันข้างหน้าไม่มีที่ซุกหัวนอน   ตอนนี้พื้นที่ หลังบ้านปลูกมะนาว มะม่วง ฯลฯ  คุณพ่อบอกว่าขอปลูกไว้กินก่อนนะ จะมาปลูกบ้านเมื่อไหร่ ก็ค่อยตัดออก มะนาวที่สวนหลังบ้าน และผักผลไม้ที่ปลูก งามดีจัง กินเองไม่หมด จนต้องเอาไปแจกญาติๆและคนข้างบ้าน ไม่เคยคิดเสียดายเลย เพราะให้ไปแล้วไม่ได้เสียอะไร เราก็ได้น้ำใจไมตรีที่ดีกลับมาเสมอ
                     แต่บ้านของเรายังไม่สมบูรณ์ซะทีเดียว เรางไม่มีรั้วที่ถาวรเลย อยู่กันหลายปี การเงินของบ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก   แต่เราก็ไม่เคยต้องอด นับตั้งแต่ช่วงที่สร้างบ้าน พวกเราต้องประหยัด...ก็ประหยัดกันมาตลอดนั่นแหละ   ไม่งั้นเราคงไม่มีบ้านสวยๆอยู่   อาหารหลักตอนนั้น ก็น้ำพริกกะปิ ผักชุบไข่ทอด   ก็ผักสวนครัวที่เราปลูกไว้นั่นแหละ (ที่ต้องชุบไข่เพราะถ้าลวก หรือฉาบน้ำมัน ฉันกับพี่จะไม่กิน), ผัดมะเขือ ,ผักมะละกอ  ฉันไม่เคยคิดว่าเราอดอยากเลย นะ เพราะทุกๆอย่าง สดอร่อย แถมมาจากผีมือคุณแม่  ลูกใครก็ติดใจผีมือแม่ตัวเองทั้งนั้นล่ะ   ถึงจะต้องประหยัดยังไง นอกจากมื้อหลักแล้ว ก็จะมีขนม ตบปาก เอ้ย...ตบท้าย ล้างปาก คุณพ่อคุรแม่ไม่สนับสนุนให้กินขนมถุงก๊อปแก๊ป และอาหารขยะเลย
เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองและไม่มีประโยชน์อีกต่างหาก   และฉันก็ไม่ได้อยากกินเลยด้วย แม้บางทีจะซื้อมากิน บ้างก็เหอะ   ขนมที่เราจะได้กินเสมอ คือขนมที่ห่อใบตอง ขนมชั้น ขนมหม้อแกง ตะโก้ ฯลฯ และวันหยุดเราจะทำขนมกินกันเอง หม้อโตเลยล่ะ กินกันตั้งแต่เช้าจดเย็น จนบางครั้ง ไม่ได้กินข้าว เพราะกินขนมอิ่มแล้ว บัวลอย สาคู ถั่วต้มกระทิ ข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม ไอ้กล้วยเนี่ย ก็มาจากต้นข้างบ้านล่ะ มีกินกันตลอด ช่วงไหน มันออกมาพร้อมๆกันหลายเครือ ก็กินกันไม่ไหว ทำกล้วยตากเก้บไว้กินอีกนะ อร่อยจัง! ส่วนมะพร้าว เราก็ไม่ต้องไปซื้อ (ถ้าขยันคั้นเอง) พ่อก็ไปเก็บมาจากต้นที่ข้างบ้าน ปอกและผ่าให้ ส่วนฉันต้องขูดและคั้นกะทิ..ก่อนจะได้ขนมอร่อยๆกิน ก็ต้องเหนื่อยกันหน่อย
                          พูดถึงกล้วยที่ออกพร้อมๆกันหลายๆเครือ แล้วอดนึกถึงหมาที่บ้านไม่ได้
ก็ไอ้ไทเกอร์ กับไอ้เติ้ด นั่นล่ะมันชอบกินกล้วย   หลังจากที่คุณพ่อตัดกล้วยมาแล้ว ก็จะวางไว้ที่ระเบียงหลังบ้าน   แล้วไม่ได้เก็บเข้าบ้านไป จนมันเริ่มสุก เหลืองทั้งเครือ ไอ้สองตัวนี่แหละ พากันมาดึงไปกินทีละลูกๆ   แต่พ่อก็ปล่อยมัน มีอะไรก็แบ่งๆกันกิน
                          และแล้วก็ได้เวลาทำรั้วสักที   เราถมดินรอบๆบ้าน และเริ่มทำรั้ว
สูงใหญ่และแข็งแรง มีระแนงปูนโปร่งๆรอบ คุณพ่อเทปูนหล่อระแนงปูนนั้นเอง   สะสมวันละเล็กละน้อย จนพอที่จะใช้รอบบ้าน กี่อันนะ ฉันไม่เคยนับสักที   จ้างช่างมาก่อ ไม่กี่วันเราก็ได้รั้ว   ทำประตูเลื่อนหน้าบ้าน สีเงิน   ประตูหลังบ้านทางออกไปสวน เป็นประตูเล็กสีเงินเช่นกัน บ้านของฉัน...ภูมิใจจัง เพราะหลายคนชอบและแวะเข้ามาขอดูบ้านอยู่บ่อยๆ   ตอนนี้มันเริ่มเก่าแล้วล่ะ   แต่มันก็เป็นสถานที่ที่ฉันอยากไปมากที่สุด
                       ตอบจบ ป.6 ฉันต้องย้ายโรงเรียน   โถ่...มาย้ายอะไรกันตอนนี้นะ
ก็มีหนุ่มหน้ามนมาจีบน่ะสิ แล้วย้าย โรงเรียนจากกันไป หมอนั่นห็หายจ๋อม ไม่สานต่อเลย ว๊า...พลาดๆๆ ฉันเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่ไกลจาดโรงเรียนเดิมนัก ยังแวะกลับไปเที่ยวโรงเรียนเดิมอยู่บ่อยๆ   สอบเข้าชั้น ม .1 ได้อยู่ห้อง king (ไม่รู้ kingly หรือเปล่าสิ ) เรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดี 3 up ตลอด ชีวิตสนุกสนานซะเหลือเกิน   คงเพราะสิ่งแวดล้อมดีล่ะ เลยไม่เกเรเสียคน เป็นเด็กดี๊ เด็กดีของคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู    แต่อย่ามาหาว่าฉันเรียบร้อยนะไม่เลย  ตอน ม.2  ฉันจัดฟัน ตามกระแสนิยมหรือเปล่า ไม่แน่ใจ   ก็ฟันมันไม่เป็นระเบียบ ไม่มีวินัยต้องฝึกกันใหม่ เป็นยัยฟันเหล็กอยู่เกือบ 2 ปีแน่ะ เจ็บเป็นบ้า ปวดหัวปวดปากแทบ ระเบิด ต้องถอนฟันดีๆของฉันไปตั้ง 4 ซี่นะ ตอนนี้ฉันเลยไม่ครบ 32   คิดกันได้ยังไงนะ วิธีจัดฟัน ใครเริ่มจัดฟันคนแรกเนี่ย ทำไมไม่เตือนคนอื่นบ้าง ว่ามันเจ็บ...ฮึ   กินอะไรก็ไม่ค่อยได้ เคี้ยวมากก็ไม่ได้ ต้องกิน อาหาร อ่อนๆ   แต่ฉันก็ไม่เห็นจะผอมลงอย่างคนอื่นเลย...ทำไมนะ       จนจบ ม.3 ฉันสับสนอยู่พักใหญ่ จะย้าย โรงเรียนดีไหม คุณพ่อคุณแม่ให้เลือกเอง
                     โรงเรียนที่เรียนอยู่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน นักเรียนชายก็มีนับหัวได้ 
อีกโรงเรียนเป็นโรงเรียน สหศึกษา  ไป-ไม่ไป  ไป-ไม่ไป ... ไม่ไปดีกว่า อยู่ที่นี่แหละ ด้วยความคุ้นเคย   ม.4 ฉันก็อยู่ห้อง king อย่างเดิม ห้องฉันไม่มีผู้ชายเข้ามาเรียน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่า ผู้ชายที่มาเรียนโรงเรียนนี้ไม่เก่ง หรือว่า อาจารย์กลัวพวกเราจะเป็นอันตรายกับเค้ากันแน่  อยู่ ม.ปลาย   ตอนพักกลางวัน   ยังจับกลุ่มเล่นหมากเก็บกับเพื่อนๆ บางทีก็วิ่งไล่กันบนอาคาร   ฉันและเพื่อนๆ มีกิจกรรมร่วมกันเสมอ   แต่ละอย่างก็เรียกเสียง ฮา ได้ตลอด   เพื่อนในห้องส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตอน ม. ต้นแหละ 
ซี้กันเลย  ห้องของฉัน เรามีการแบ่งกันเป้นกลุ่มย่อย ๆ แต่ไม่ได้แตกความสมัคคีกันนะ   แค่แบ่งกลุ่ม นั่งโต๊ะเรียนเฉยๆล่ะ   กลุ่มของฉันชื่อว่า “โป๊ยเซียน” มันเกิดมาจากวิชาสังคม อาจารย์ให้จัดกลุ่ม และตั้งชี่อกลุ่มแล้วนั่งเรียนที่เดิมตลอด   มีสัญญลักษณ์ประจำกลุ่มติดปกสมุดด้วยนะ   วันนั้นเรานั่งกันอยู่ 8 คน คิดชื่อกลุ่มในคาบเรียนชื่ออะไรดีนะ คิดๆ ๆ ๆ 8 คน ...แปด Eight โป๊ย... อ่ะ...โป๊ยเซียน พวกเรามันเซียนนี่นา 
สัญลักษณ์กลุ่มเป็นรูปดอกโป๊ยเซียน 8 ดอก) อยุ่ในกรอบสี่เหลี่ยม   สมาชิกได้แก่ นก ติ๊ก เอื้อง หมิง จุ๊ ปั๋ม ตุ้ม และ ฉัน   เราจัดลำดับเซียนกันด้วยวันเกิด ฉันอยู่ที่อันดับ 6 (ถ้าจำไม่ผิด) ทางโรงเรียนจัดให้ไปทัศนศึกษาที่ชลบุรี พวกเราเตรียมการทำเสื้อกันหนาวกลุ่มด้วยนะ   เป็นเสื้อวอร์มสีขาว ลายสีฟ้าน้ำเงิน   เข้ากับสีทะเลเชียวล่ะ   ในช่วงหน้าหนาว เรานัดกันใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียนโดดเด่นเชียวล่ะ(ตอนนั้นเด็กนักเรียนยังไม่ฮิตที่จะทำเสื้อกลุ่ม อะไรอย่างพวกเด็กมหาวิทยาลัยซึ่งนิยมทำกันมาก)    พวกเราไปไหนก็ดังที่นั่นเสมอ (ถ้าไม่เป็นทางการ)
แต่เราก็เป็นเด็กดีของอาจารย์...เพราะวัดกันที่ผลการเรียน...พวกเราช่วยกันเรียนมาตลอด ใครไม่รู้เคยบอกว่า เด็กเก่งมักจะเห็นแก่ตัว   ไม่เสมอไปหรอกนะ  ห้องฉันไง ห้องเก่งของโรงเรียน เราติวหนัง สือกันตอนพักกลางวันและชั่วโมงว่าง (ถ้าไม่เล่น) แจ๋วไหมล่ะ มีอะไรเราก็แบ่งกัน  กลมเกลียวกันดี   พวกเราสร้างวีระกรรมไว้เยอะ   นอกจากด้านวิชาการแล้ว ด้านอื่นๆก็ไม่แพ้กัน   มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าตื่นเต้น    ช่วงนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนระบบการปกครองของโรงเรียน   เปลี่ยนครูฝ่ายปกครองใหม่ ออกกฎใหม่ นักเรียนจะต้องสวมกระโปร่งยาวคลุมเข่าลงไปแค่ไม่เกิน 10 cm. ตั้งแต่เริ่มรับทราบกฏ พวกเราก็ไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย เห็นนักศึกษาโดนเรียกออก ไปทำโทษด้วยไม่เรียว คนแล้วคนเล่า   หลายวันจนวันหนึ่ง เพื่อนของเรา โดนเรียกไปห้องปกครอง  ทนไม่ไหวแล้วสิ  พวกเราลุกฮือ   เรียกอิสระภาพคืนมา...ฉันไม่เห็นว่า การใส่กระโปรง
ยาวไปนิดจะเกี่ยวอะไรกับสมองที่ใช้เรียน...แต่ตอนนั้น พวกเราไม่รู้หรอกว่า ควรทำไหม รู้แต่ว่าน่าจะทำอะไรสักอย่าง   เราล่าลายเซ็นต์ จากนักเรียนทุกระดับชั้น ทุกห้อง ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎนี้   เราได้รายชื่อของนักเรียนกว่าค่อนโรงเรียน เราทำหนังสือเสนอต่อ ผอ. เป็นเรื่องเป็นราวกันเชียว แต่อาจารย์ประจำชั้นสกัดดาวรุ่งเอาไว้ก่อน ..แล้วบอกว่าจะไปคุยให้เอง เรื่องเลยเงียบ กฎเลยหย่อนลงนิดหน่อย OKหยวนๆแต่ก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าอาจารย์คนั้นสัก เท่าไหร่หรอก...จนเรียนจบนั่นล่ะถึงรู้ว่าอาจารย์เค้าก็ทำดีมีเหตุผล เพื่อความเป็นระเบียบของโรงเรียน
เรายังมีอะไรสนุกๆทำกันอีกเยอะ.
---->ติดตามตอนต่อไปนะคะ 
อ่านหน้าต่อไปคลิกที่นี่
เอ็นดู
lady-n@baanjomyut.com

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook