บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขุมทรัพย์ทางปัญญาในพระไตรปิฎก
ในทางวิทยาศาสตร์ การเข้าถึงความจริงนั้นอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีเป็นหลักก็พบความจริงที่เป็นอย่างเดียวกัน
เกรียงศักดิ์ : เขียน asohe388@hunsa.com

       
      การมีข้อมูลที่ครบถ้วน ย่อมเป็นความได้เปรียบของการแก้ปัญหาในทุกเรื่อง ในปัจจุบันปัญหาจำนวน ไม่น้อยที่เราต้องพบทางตัน แล้วแก้ปัญหากันลักษณะวนอยู่ในอ่าง เช่น ปัญหาด้านจริยธรรม ความรุนแรง เพศสัมพันธ์ ยาเสพติด เป็นต้น ได้มีการระดมสมอง เสวนาพูดคุยกันถึงปัญหาเหล่านี้กันมาก แต่ก็เป็นกระบวนการ คิดและการใช้ข้อมูลจากโลกตะวันตกเพียงด้านเดียว เหมือนเป็นความจำยอมที่ไม่มีทางเลือก ทั้งที่ความจริงโลกตะวันออกก็มีภูมิปัญญาอันยอดเยี่ยม เป็นทั้งหลักการ ข้อมูล คำตอบสำหรับแก้ปัญหาของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาแล้วในอดีต แต่เรากลับไม่สามารถนำเอาหลักการและข้อมูลในโลกตะวันออกมาใช้แก้ปัญหาได้เลย เพราะกระบวนการคิดและพื้นฐานความเชื่อระหว่างตะวันตกกับตะวันออกนั้นแตกต่างกัน ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมโยงหลักการและข้อมูลของกระแสกระบวนการคิดทั้ง 2 ด้านให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ ที่สำคัญตั้งแต่ที่การศึกษาของเราได้ลอกแบบการศึกษาจากโลกตะวันตกมาใช้ในประเทศ ความหลงลืมในภูมิปัญญาตะวันออกก็เกิดขึ้น เหลืออยู่แต่ความเชื่อและพิธีกรรมเท่านั้น        
      หลักการ ข้อมูล คำตอบของภูมิปัญญาตะวันออกจึงได้กลายเป็นความลึกลับ ในลักษณะที่ไม่มีที่มาที่ไปอย่างมีเหตุผลให้ผู้คนเข้าใจได้อีกต่อไป อีกทั้งยังได้รับการตอกย้ำจากการศึกษาวิทยาศาสตร์แบบไทย ๆ ที่มีความเชื่อและทึ่งในวิทยาศาสตร์มากเกินจริง ทำให้เกิดความเชื่อว่ากระบวนการคิดที่จะพิสูจน์ความจริงอย่างมีเหตุผลนั้น ต้องเป็นหลักการอย่างวิทยาศาสตร์เท่านั้น ถึงจะเชื่อถือได้ ยิ่งทำให้แก่นแท้ของภูมิปัญญาตะวันออกก็เกือบ สาปสูญไปจากการศึกษาของสังคมไทย ซึ่งเท่ากับเราได้ปิดกั้นรากเหง้าทางปัญญาของตนเองอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่นั้นมา จะเห็นได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะมีจิตสำนึกตลอดมาว่า เรานั้นโง่กว่าฝรั่ง ทุกเรื่องที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ เราต้องฟังจากฝรั่งเสมอ กรณีตัวอย่างของการปิดกั้นรากเหง้าทางปัญญาของตนเองจากการชี้นำของนักการศึกษาของเราที่ได้ออกมาวิพากษ์ว่า เพราะสังคมไทยขาดความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์ จึงทำให้คนไทยเป็นคนเชื่ออะไรแบบไร้เหตุผลและไม่พัฒนา เช่น ปากเป็นแผล คนไทยเชื่อว่าปากเป็นแผลเป็นเพราะร้อนใน ถือว่าเป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล เพราะกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายอย่างมีเหตุผลว่า ปากเป็นแผลนั้นเกิดจากการติดเชื้อ การรักษาอาการปากเป็นแผลจึงต้องอาศัยยาฆ่าเชื้อโรค และผลการรักษาก็ได้รับผลเป็นที่พอใจและรวดเร็วด้วย กระบวนการคิดแบบตะวันออก เช่น การที่ปากเป็นแผลที่เราบอกว่าร้อนในนั้น ไม่ได้เป็นความเชื่อที่งมงาย เพราะเป็นการคิดแบบองค์รวมและรักษาสมดุลของธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นหลัก ถ้าธาตุหนึ่งธาตุใดมีความไม่สมดุลกับธาตุอื่น ก็จะเป็นเหตุให้เกิดโรค เช่น ธาตุไฟนั้นสูงไป เชื้อโรคในปากจะเกิดการแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนอาหารที่ตั้งอยู่ในที่มีอากาศร้อนในยามหน้าร้อน ก็จะบูดเร็วกว่าปกติ        
       เมื่อเชื้อโรคแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็จะก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อให้เป็นแผล ด้านการรักษาแบบตะวันออกเมื่อรู้ว่าเหตุมาจากธาตุไฟ ก็ต้องใช้ยาลดธาตุไฟให้ต่ำลงมา การแพร่พันธุ์ของเชื้อโรคในปากก็จะกลับสู่ความสมดุล ส่วนแผลในปากโดยธรรมชาติของการร่างกายก็จะรักษาตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการแบบตะวันออกเห็นผลการรักษาช้ากว่า แต่จะไม่มีผลข้างเคียงมากเหมือนการใช้ยาฆ่าเชื้อโรค ฉะนั้นถ้าเราเข้าใจวิธีคิดแบบ ตะวันออกและตะวันตก ซึ่งมีกระบวนการคิดที่แตกต่างทั้งมีจุดด้อยจุดเด่นที่ต่างกันด้วย แต่ก็สามารถเชื่อมโยงผสมผสานเพื่อให้เกิดข้อมูลที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น และจะไม่เป็นการปิดกั้นรากเหง้าทางปัญญาของตนเอง        
      การเปิดทางให้รากเหง้าทางปัญญาได้เจริญงอกงาม รากเหง้าทางปัญญาในทางพุทธศาสนา เรียกว่า “ปัญญาบารมี” เป็นสิ่งที่มีอยู่ในพันธุกรรม (DNA) ในตัวของเรา ให้ได้มีโอกาสเจริญงอกงาม คือ สามารถเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ข้อมูลใหม่อันเกิดจาก “ปรโตโฆสะ“ การได้ยินได้ฟังได้อ่านจากภายนอก แล้วนำไปสู่การใช้ “โยนิโสมนสิการ” การทำในใจโดยแยบคาย ใคร่ครวญซึ่งความหมาย เพ่งพินิจเชื่อมโยงกับหลักการใหญ่ทั้งหลายอย่างมีเอกภาพ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาปัญญาวุฒิที่สำคัญในทางพุทธศาสนา การเปิดทางให้รากเหง้าทางปัญญาได้เจริญงอกงามจะเป็นไปได้นั้น ต้องถอนซึ่งความคิดที่ว่า “วิทยาศาสตร์เท่านั้น ถึงจะพิสูจน์ความจริงได้ อย่างอื่นไม่สามารถทำได้” ออกจากจิตสำนึกของเราให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้น เพราะนี้เป็นหลักการสำคัญที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ใน “กีฏาคีรีสูตร ม.ม.” ว่า วิญญูชนผู้จะตามรักษาไว้ซึ่งความจริง อย่างพึ่งถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียวว่า “อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นความว่างเปล่า” ดังนี้ ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้ การตามรักษาไว้ซึ่งความจริงย่อมมี คำว่า “การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง (สัจจานุรักขณา)” นั้นหมายถึง การหล่อเลี้ยงความจริงที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นรากเหง้าทางปัญญาให้มีโอกาสพิสูจน์ความจริงที่ยิ่งขึ้นไป การพัฒนาคนที่เริ่มต้นจากรากเหง้าทางปัญญาหรือทักษะของผู้นั้น ย่อมที่จะนำไปสู่ความเป็นเลิศได้โดย ไม่ยาก ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ การพัฒนามวยสากลสมัครเล่นของทีมชาติไทยที่ผ่านมา เราใช้นักมวยที่ชกมวยไทย เปลี่ยนมาชกมวยสากลสมัครเล่นในสไตล์ของฝรั่งทุกอย่าง แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จถึง เหรียญทองโอลิมปิก ต่อมาเราได้ใช้ผู้ฝึกสอนจากคิวบาชื่อ ฮวน ฟอนตาเนียน ผู้ที่สามารถฝึกให้สองนักชกไทยคือ สมรักษ์  คำสิงห์ และ วิจารณ์   พลฤทธิ์ คว้าชัยชนะถึงเหรียญทองโอลิมปิก ภายหลังการชกของวิจารณ์  ฮวน ฟอนตาเนียน ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า “ทุกอย่างที่สอนกันในคิวบา อเมริกา รัสเซีย หรือ บัลแกเรีย จะนำมาใช้ในเมืองไทยได้ไม่ทั้งหมด ต้องนำเอาจุดเด่นเหล่านั้นมาให้นักมวยไทยที่มีพื้นฐานเฉพาะพิเศษต่างหากให้ได้ ต้องรักษาเอกลักษณ์หรือความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของนักมวยไทยแต่ละคนไว้ให้ได้” (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 16 ตุลาคม 2543) การที่ฮวน ฟอนตาเนียน สามารถดึงเอาความสามารพื้นฐานอันเป็นรากเหง้าของนักมวย มาใช้จนประสบความสำเร็จและสร้างตำนานมวยสากลสมัครเล่นในสไตล์ไทยแลนด์ จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกในขณะนั้น        
      กรณีตัวอย่างนี้น่าจะจุดประกายความคิดให้เราหันกลับมาเรียนรู้แนวคิดแบบตะวันออกให้ถึงแก่นแท้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงผสมผสานกับแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับการศึกษาของเราให้เป็นสไตล์ไทยแลนด์บ้าง หลักคำสอนทางพุทธศาสนาที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นหลักคำสอนที่ยังคงรูปแบบภูมิปัญญา ตะวันออก สามารถจะยึดเป็นแนวทางของการหันกลับมาเรียนรู้กระบวนการคิดแบบตะวันออกได้เป็นอย่างดี เพราะมีความสมบูรณ์ของหลักการ ข้อมูล และคำตอบอย่างครบถ้วน มีทั้งหลักการแบบวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และอื่น ๆ อีกมาก

       
      ตัวอย่างหลักการแบบวิทยาศาสตร์        
      ขุมทรัพย์ทางปัญญาในพระไตรปิฎกที่เป็นหลักการ คำตอบในแบบวิทยาศาสตร์ เช่น สุริยสูตร อํ.ส. การแสดงธรรมในพระสูตรนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พระสงฆ์ได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยง แปรปรวนของสิ่งต่าง ๆ เพื่อลดความยึดมั่นถือมั่น แม้แต่โลกที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งดูเหมือนมีความมั่นคงถาวรที่เป็นนิรันดร ก็ต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขความไม่เที่ยง แปรปรวนเช่นเดียวกัน คือ ในวาระสุดท้ายของโลกซึ่งต้องใช้เวลาอันยาวนานนั้น ที่สุดแล้วจะถูกดวงอาทิตย์ที่จะมีความร้อนทวีขึ้นเป็นลำดับ เผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่ซาก พร้อมทั้งสรุปไว้ด้วยว่า “ในข้อนี้ ใครรู้ ใครจะเชื่อ แผ่นดินใหญ่ ๆ จะถูกไฟเผาผลาญไม่เหลืออยู่ นอกจากผู้มีบทอันเห็นแล้ว”        
      คำว่า “ผู้มีบทอันเห็นแล้ว” หมายถึง ผู้เห็นการเป็นไปเป็นมาของปรากฏการณ์นั้นอย่างเป็นเหตุเป็นผล        
      ในทางพุทธศาสนา คือ การเห็นอริยสัจ 4 เป็นการเห็นการเกิดและการดับในปรากฏการณ์ทั้งปวง ทั้งรูปธรรม นามธรรม รวมทั้งภูมิภพแห่งจักรวาลทั้งหลาย ซึ่งพระพุทธเจ้าหยั่งรู้สัจธรรมเหล่านี้ด้วยญาณทัสสนะ โดยผ่านการเจริญสมาธิภาวนาชั้นสูง แล้วแสดงไว้เป็นหลักการให้สาวกทั้งหลายได้ศึกษาด้วยการใช้โยนิโสมนสิการ และธัมมานุธัมมปฏิบัติ เพื่อการบรรลุถึงความจริงนั้น        
      ในทางวิทยาศาสตร์ การเข้าถึงความจริงนั้นอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีเป็นหลัก ก็พบความจริงที่เป็นอย่างเดียวกัน เรื่องวาระสุดท้าย โลกของเราจะถูกดวงอาทิตย์เผาไม่เหลือซากเช่นกัน คือ นักวิจัยทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องของจักรวาลในปัจจุบันได้พบความจริงว่า ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลนั้น เริ่มต้นจากฝุ่นผงในอวกาศที่ส่วนใหญ่เป็นธาตุไฮโดรเจนรวมตัวกันเป็นดวงอาทิตย์ เศษฝุ่นผงส่วนน้อยที่เหลือก็จะเป็นดาวเคราะห์บริวาร การรวมตัวกันของธาตุไฮโดรเจนทำให้เกิดการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงอย่างรุนแรง จึงทำให้ใจกลางที่อัดแน่นเข้าก็ร้อนจัด จนทำให้เกิดการหลอมนิวเคลียส (Nuclear Fusion) คือ ไฮโดรเจน 2 อะตอม จะมาหลอมรวมกันให้กลายเป็นฮีเลียม 1 อะตอม แล้วมีมวลส่วนหนึ่งหายไป คือ เปลี่ยนไปเป็นพลังงานแทน ตาม หลักสมการของไอน์สไตน์ E = MC2 ด้วยหลักการนี้ พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์จะสามารถใช้งานได้ ประมาณว่าอีก 4,500 ล้านปี ธาตุไฮโดรเจนจะถูกใช้ไปจนเกือบหมด คือ ถูกเปลี่ยนเป็นธาตุฮีเลียม ดวงอาทิตย์ก็จะยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงอีกครั้ง จนอุณหภูมิสูงถึงจุดที่ทำให้เกิดการหลอมธาตุฮีเลียมให้เป็นธาตุคาร์บอน ปฏิกิริยาฟิวชั่นที่เกิดจากธาตุฮีเลียม จะทำให้เกิดพลังงานความร้อนสูงขึ้นอีกมาก แรงดันจากความร้อนที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ดวงอาทิตย์ขยายขึ้นจากเดิมอีกเป็น 100 เท่า มีลักษณะเป็นดาวยักษ์แดง แล้วโลกของเราก็จะถูกเผาผลาญจนไม่เหลือซาก        
      กรณีตัวอย่างวาระสุดท้ายของโลก ระหว่างผู้เห็นบทในพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ แม้มีกระบวนการ เข้าถึงความจริงที่แตกต่างกัน แต่โดยหลักการและคำตอบก็มีผลเหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงที่ว่าคำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ในพระไตรปิฎกนานกว่า 2,500 ปีแล้ว สำหรับวิทยาศาสตร์เพิ่งมีคำตอบเมื่อไม่นานนี้เอง แต่ข้อได้เปรียบของกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ คือ จะสามารถสื่อสารเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากกว่า เพราะปัจจุบันโลกของเราอยู่ในยุควิทยาศาสตร์        
      ตัวอย่างหลักการแบบจิตวิทยา ขุมทรัพย์ทางปัญญาในพระไตรปิฎกที่เป็นหลักการ คำตอบในรูปแบบของจิตวิทยา ถือได้ว่าเป็นความ โดดเด่นมากที่สุดในคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์จะสั่งสอนแต่ในเรื่องที่มีความจำเป็นต่อมวลมนุษย์ เท่านั้น ได้แก่ ปัญหาเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ ซึ่งก็คือ ปัญหาทางสุขภาพจิตหรือเรื่องจิตวิทยานั่นเอง        
      ในปัจจุบันบทบาทการชี้นำทางด้านสุขภาพจิตได้มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบ คือ กรมสุขภาพจิต และใช้เจ้าหน้าที่ทั้งจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ใช้กระบวนการคิดแบบตะวันตก คอยให้ความรู้และการปฏิบัติตนตามแนวจิตวิทยาแก่ผู้คนในสังคม เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดี มีชีวิตที่อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นับตั้งแต่แนวคิดทางจิตวิทยาแบบตะวันตกเข้ามามีบทบาทชี้นำสังคมแทนที่ศาสนา ผลลัพธ์ที่ออกมาดูเหมือนปัญหาสุขภาพจิตจะมีแต่เลวร้ายลงมากยิ่งขึ้นเกือบทั่วโลก        
      ตัวอย่างผลการทำวิจัยในอเมริกา ตั้งแต่ ค.ศ.1988-2001 จากจำนวนตัวอย่างนักศึกษากว่าหมื่นคนพบว่า นักศึกษามีความเครียดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ปัญหาฆ่าตัวตายเพิ่ม 3 เท่า ความรุนแรงทางเพศเพิ่มขึ้น 4 เท่า ลักษณะของการเพิ่มจะสูงขึ้นเป็นลำดับทุกปี (รายการอยากให้ลูกเก่ง ช่อง 5 วันที่ 8 มิถุนายน 46) เราอาจสามารถโทษ ภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นต้นเหตุสำคัญ แต่ถ้าเราหันมาดูข้อมูลและหลักการทางจิตวิทยากับพุทธศาสนา ก็จะพบความจริงอยู่ประการหนึ่ง คือ ข้อมูลและหลักการทางจิตวิทยานั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพุทธศาสนายังขาดความสมบูรณ์อยู่มาก โดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางจิตในทางพุทธศาสนาจะมีหลักการปฏิภาค ซึ่งทางจิตวิทยาไม่มีการกล่าวถึงเลย จึงทำให้จิตวิทยากลายเป็นองค์ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน        
      ตัวอย่างเรื่องความรัก เมื่อมีรักก็ต้องมีความทุกข์ ความเศร้าโศก ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับนางวิสาขาไว้ว่า “วิสาขา ผู้ใดมีสิ่งรักร้อย ผู้นั้นก็ทุกข์ร้อย ผู้ใดมีสิ่งรักเก้าสิบ ผู้นั้นก็ทุกข์เก้าสิบ ผู้ใดมีสิ่งรักแปดสิบ ผู้นั้นก็ทุกข์แปดสิบ ผู้ใดมีสิ่งรักหนึ่ง ผู้นั้นก็ทุกข์หนึ่ง ผู้ใดไม่มีสิ่งรักเลย ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ ไม่เศร้าโศก” ความรักกับความ เศร้าโศกเป็นธรรมชาติที่เป็นปฏิภาคของกันและกัน เป็นสิ่งที่เกิดคู่กันและดับคู่กัน ที่สำคัญเราทุกคนต้องรู้เท่าทันต่อความจริงในเรื่องนี้ แล้วจะทำให้สามารถปฏิบัติตนเองต่อสิ่งที่เป็นปฏิภาคหรือสิ่งที่เป็นคู่กันได้อย่างถูกต้อง และ รู้ประมาณในการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความพอเหมาะพอดี สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน “ชนวสภสูตร ที.ม.” ว่า “คนไม่รู้จักสิ่งที่เป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ดำ ขาว และเป็นปฏิภาคตามความเป็นจริง ภายหลังได้ฟังอริยธรรม ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม จึงรู้จักสิ่งเหล่านั้นตามความเป็นจริง ก็จะละอวิชชา (ความรู้ที่ผิด ซึ่งเป็น ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง) เสียได้”        
      หลักการปฏิภาคนี้ถือเป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนการคิดแบบตะวันออก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมายาวนาน คือ หลักการหยินหยางของจีน สำหรับทางวิทยาศาสตร์นี้เป็นหลักการที่ได้ถูกค้นพบที่สำคัญในศตวรรษที่ 20 และตัวอย่างเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลักการนี้ คือ เรื่องปฏิสสาร (Antimatter) โดย พอล ดิเลค ที่กล่าวว่าสสาร ทั้งหลายจะมีสิ่งที่เป็นปฏิสสารเสมอ ปฏิสสารจะมีลักษณะเหมือนสสารทุกประการ แต่ต่างกันตรงประจุไฟฟ้าของอนุภาคทั้งหลายจะตรงกันข้ามกันหมด เช่น สสารอิเลคตรอนเป็นลบ โปรตรอนเป็นบวก แต่ปฏิสสารอิเลคตรอนเป็นบวก โปรตรอนเป็นลบ มันจะเกิดขึ้นมาเป็นคู่ ๆ และถูกทำลายเป็นคู่ ๆ เช่นกัน จะอยู่กันคนละที่คนละเวลาและจะมาอยู่ในที่เดียวกัน เวลาเดียวกันไม่ได้ เพราะจะทำให้สสารและปฏิสสารนั้นหายไปในทันที ทฤษฎีพิสดารแบบนี้ก็ได้รับการทดลองแล้วว่าเป็นจริง โดยห้องวิจัย CERN ของสหภาพยุโรปที่สามารถสร้างปฏิสสารขึ้นได้จำนวนหนึ่ง ความรู้ทางจิตวิทยานั้นความจริงก็พัฒนามาจากแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังตามหลังวิทยาศาสตร์อยู่มาก จึงเป็นความรู้ที่ยังไม่มีความสมบูรณ์และต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมหันมารับเอาการชี้นำทางจิตจากแนวคิดทางจิตวิทยา ผลลัพธ์ในระยะยาวคนกลับมีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น เพราะการมีความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ แต่กลับเข้าใจว่านั่นถูกต้องสมบูรณ์แล้ว จะเป็นสิ่งที่มีอันตรายกว่าการที่เราไม่รู้อะไร เพราะถ้าเรารู้ว่าเราไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ตาม จะทำให้เรามีความกลัวและระมัดระวังเป็นเครื่องป้องกันภัยได้ระดับหนึ่ง โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้วเชื่อมั่นว่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาในพระไตรปิฎกสามารถเข้าไปเติมเต็มให้กับแนวคิดทางจิตวิทยาได้เป็นอย่างดี ถ้าบุคลากรผู้ชี้นำสังคมจะหันมาร่วมมือกันทำงานด้วยวิธีการผสมผสานทั้งด้านจิตวิทยาและหลักการพุทธศาสนา คงไม่ต้องคอยรอฟังข้อมูลและคำตอบจากฝรั่งเพียงอย่างเดียว                                                  

มหาปัญโญ ภิกขุ   
วัดมงคลเทพาราม ( วัดปากน้ำ )    
อ. หาดใหญ่    จ. สงขลา

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook