
(ตอน
วันแรกแห่งการเดินทาง)
CK W. : เขียน gggggade@hotmail.com
ในสมัยหนึ่งของราชวงค์เจ็ง
สมัยที่มองโกลยังส่งทัพมารุกรานแผ่นดินตงง้วนมิได้ขาด
ราษฎรตามแนวชายแดนพากันเดือดร้อนเพราะภัยสงครามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
แต่ผู้คนในเมืองหลวงกลับสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข
หาได้รู้สึกถึงภัยสงครามที่กำลังคุกคามชาวบ้านตามแนวชายแดนไม่
แม้ในราชสำนักก็ยังรู้สึกว่าการสู้รบตบมือกับมองโกลบ่อยๆเป็นเรื่องปกติ
เมื่อมีข้าศึกศัตรูมา
พวกเขาก็แค่เกณฑ์ทหารออกไปรับมือที่ชายแดน
ซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงเป็นระยะทางหลายร้อยลี้
ทั้งที่พวกเขายังนั่งทานข้าวที่ชาวนาผู้รับเคราะห์เพราะภัยสงครามเป็นคนปลูกอย่างสบายใจ
บนหลังคาของภัตตาคารชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองหลวงปรากฎ
ชายหนุ่ม 2 คน อยู่บนนั้น
คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งยืน
มองดูความวุ่นวายของผู้คนที่สัญจรไปมาเบื่องล่าง
อิริยาบทต่างๆของผู้คนที่เดินเข้าเดินออกจากประตูบานต่างๆ
ทั้งเร่งรีบ ทอดน่อง วิ่งหนี
และเดินอย่าเอื่อยเฉื่อย
สรรพเสียงมากมายปะปนกันยุ่งเหยิง
ผู้คนตะโกนโหวกเหวก
พูดจาร่ำลา ไก่ขัน นกร้อง
เสียงดนตรีที่เถ้าแก่สรรหามาบันเทิงลูกค้า
สุนักเห่าวิ่งไล่กัดใครบาง
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในสถานที่อันวุ่นวายแต่ปลอดภัยจากภัยสงครามแห่งนี้
จะมีก็แต่สงครามของการชิ่งดีชิงเด่นกันเท่านั้นที่ทำให้เมืองนี้เป็นสถานที่อันตราย
เป็นจุดจบของผู้มีความสามารถหลายต่อหลายคน
ชายหนุ่มบนหลังคาผู้ที่กำลังยืนอยู่นั้น
หน้าตาคมคาย คิ้วเข้ม
ปากเม้มสนิท
เขาทำหน้าเหมือนยิ้มไม่เป็น
ดูไร้ชีวิตชีวา
แต่แววตาของเขานั้นบ่งบอกถึงความซื่อสัตย์
ความเด็ดเดี่ยว
ความจริงจังต่อทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา
มือขวาของเขามีกระบี่ที่ดูเก่าแก่โบราณเล่มหนึ่ง
ซึ่งเข้ากับชุดสีเทาเข้มสุดซอมซ่อที่เขาสวมอยู่ได้พอดิบพอดี
ต่างจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ
เขาสวมชุดที่บ่งบอกถึงความเป็นคุณชายจากตระกูลผู้ดีที่ไหนสักแห่ง
แต่กลับถือกระบี่ไม้ที่พึ่งซื้อจากร้านของตาเฒ่าแก่ๆที่น่าสงสารผู้หนึ่งด้วยราคา
2 อีแปะ
รูปร่างหน้าตาของเขานั้น
ถ้าเป็นผู้หญิงก็สามารถเทียบได้กับหญิงงามอันดับต้นๆของเมืองนี้
แต่น่าเสียดายที่เขาเกิดมาเป็นบุรุษหาใช่สตรีไม่
แม้เขาจะเป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาสะสวย
มีทั้งสตรีและบุรุษมากมายมาหลงใหลใบหน้าของเขา
แต่เขากลับไม่ชอบหน้าตาของตนเอง
ก็ในเมื่อเขาเป็นบุรุษผู้หนึ่งและคงไม่มีบุรุษคนใดชอบ
ที่ผู้อื่นมักเข้าใจว่าตนเองนั้นเป็นหญิงงามที่ชื่นชอบการแต่งตัวแบบบุรุษหลอก
ชายหนุ่มหน้างามนั้นนั่งมองผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่เบื่องล่างอย่างสบายอารมณ์
ดวงตาที่เปล่งประกายเจ้าปัญญาของเขามองทุกผู้คนด้วยความรัก
ต่างจากบุรุษข้างๆโดยสิ้นเชิง
ที่มองผู้คนอย่างไร้ชีวิตชีวา
ทั้งที่หน้าตาออกจะหล่อเหล่าถ้ายิ้มสักนิด
แม่ค้าที่ยืนด่าลูกค้าอยู่ตรงแผงขายเนื้อคงยกเนื้อทั้งแผงให้โดยไม่คิดตังสักอีแปะ
ผู้ที่นั่งอยู่เหล่สายตาไปทางบุรุษที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ
พลางพูดขึ้นว่า
ฟ่งอี้
ถ้าเจ้าเอาแต่ทำหน้าไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้
ระวังสาวๆที่มาหลงใหลใบหน้าอันคมคายของเจ้าจะหนีหายเสียหมดนะ
ฟ่งอี่ที่กำลังยืนอยู่
เหลือบสายตามาทางผู้พูด
แล้วก็พูดด้วยหน้าตาไร้ชีวิตชีวาเช่นเดิมว่า
ใครจะเหมือนท่าน เจ็งจื่อโจ
ที่อารมณ์ดียิ้มได้ทั้งวี่ทั้งวัน
ถึงแม้ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย
ข้าคิดว่า
ท่านก็ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดีได้อยู่กระมัง
ผู้ที่ถูกเรียกว่าเจ็งจื่อโจหันมายิ้มให้ผู้พูด
กล่าวว่า
ข้าไม่ใช่อรหันต์นะที่ฟ้าถล่มดินทลายก็ยังยิ้มได้
แล้วเขาก็มองเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินอยู่บนถนนทางด้านหลังของฟ่งอี้
นั่น น้องเซียวมาแล้ว
เราไปหาเขาเถอะ
โดยไม่รีรอ
เจ็งจื่อโจกระโดดลงจากหลังคาวิ่งไปทางหนุ่มน้อยผู้นั้น
ฟ่งอี้ได้แต่ตามไป
ปากก็บ่นขมุบขมิบว่า
แต่ข้าไม่เคยเห็นสถานการณ์ที่ทำให้ท่านยิ้มไม่ออกสักครั้ง
หนุ่มน้อยที่พวกเขาไปหานั้นคือเจ็งเซียวเทียน
มีอายุราว 15-16 ปี
หน้าตาองอาจ ท่าเดินภูมิฐาน
สวมชุดทหารที่ดูมอซอ
ท่าทางเขาลุกลี้ลุกลน
หันลีหันขวางมองหาใครซักคน
แล้วก็เห็นคนที่ตนต้องการกำลังเดินเข้ามาหา
ท่านพี่ ท่านไปอยู่ไหนมา
เจ็งจื่อโจยิ้ม
พวกเราไปนั่งชมวิวบนหลังคามา
เห็นเจ้าเดินคอหมุนเจ็ดทิศแปดทางมาตั้งแต่...
จู่ๆเขาก็ดึงแขนเจ็งเซียวเทียนเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่งโดยมีฟ่งอี้ตามมาข้างหลัง
เกิดอะไรขึ้นท่านพี่
เจ็งจื่อโจตอบโดยหาได้ละสายตาไปจากแผ่นหลังของชายผู้หนึ่งที่เดินหายเข้าไปในฝูงชนไม่
ต้าเจียว
รองหัวหน้าองค์รักษ์ไหมเงิน
ทำไม่เขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้
ประโยคหลังเขาลำพึงกับตัวเองเบาๆ
ก่อนหันมาหาเจ็งเซียวเทียน
ว่าแต่เจ้าเถอะ
ทำไมถึงมาช้านัก
นี่เลยเวลาที่เรานัดกันมาตั้ง
2 ชั่วยาม
ข้ากับฟ่งอี้คิดว่าเจ้าถูกจับได้ซะอีก
เจ็งเซียวเทียนทำหน้าเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ
อัดอยู่เต็มอก
เรื่องมันยาว
เอาไว้ข้าจะเล่าให้ฟังระหว่างทาง
พวกเรารีบไปหาชุดมาเปลี่ยน
กับม้าสักสามตัวก่อนดีกว่า
จะได้รีบเดินทางมิเช่นนั้นจะมิทันการ
เจ็งจื่อโจรู้ดีว่าสีหน้าของผู้เป็นน้องเกิดจากสาเหตุใด
เขามิพูดพร่ำทำเพลง
รีบไปจูงม้าสามตัวที่ตนซ่อนไว้
และส่งห่อผ้าห่อหนึ่งให้เจ็งเซียวเทียนเปลี่ยน
ทั้งสามเปลี่ยนชุดที่ดูเป็นชาวยุทธ์
ไม่เหลือคราบของคุณชาย
หรือทหารอีกเลย
เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จ
สามคนสามม้ารีบเดินทางออกนอกเมืองหลวงมุ่งสู่ทิศเหนือทันที
รีบร้อนควบม้าไปตามทางหลวงได้ครึ่งชั่วยาม
ก็มาถึงทางแยกสายเล็กๆแห่งหนึ่ง
ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่พบเห็นล่องลอยของทางแยกใดๆเลย
เพราะมีพุ่มไม้บังอยู่
หลังพุ่มไม้เป็นโพรงไม้ยักษ์ที่สูงขนาดคนธรรมดาเดินผ่านได้
พวกเขาจึงต้องลงจากหลังม้าแล้วจูงม้าพวกนั้นเข้าไปในโพรงไม้ทีละคน
เดินไปได้ประมาณสักสามสิบก้าว
ก็พบพุ่มไม้ขวางทางอีกชั้นหนึ่ง
เมื่อทะลุพุ่มไม้ออกมา
เบื่องหน้าของพวกเขาปรากฎเป็นทางสายหนึ่งทอดยาวไปตามลำธารสายเล็กๆทางซ้ายมือ
ทิวทัศทั้งสองข้างของลำธารเป็นป่าสนโปร่งที่กำลังผลัดใบ
ภาพเหล่านี้ช่างเหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝันเสียจนทำให้ผู้ที่พบเห็นอยากเดินผ่านทางสายนี้ไปให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่กาลเวลากลับไม่เอื่ออำนายแก่พวกเขาเสียเลย
ทั้งสามได้แต่กลับขึ้นม้าแล้วควบขับทยานออกไปอย่างรีบร้อน
ไม่มีเวลามาสนใจทิวทัศอันงดงามสองข้างทาง
เพราะภารกิจที่พวกเขาตั้งใจจะไปทำให้สำเร็จ
และผู้คนอีกเป็นโขยงที่พวกเขาคิดว่าคงจะตามหาพวกตนให้ควักในไม่ช้า
ซึ่งทางสายนี้เป็นทางลัดที่ฟ่งอี้เจอเมื่อหลายปีก่อน
ตอนที่ตนยังล่อนเล่ไปทั่วยุทธจักร
มันสามารถเดินทางได้เร็วกว่าวิ่งม้าไปตามทางหลวงถึงสองวันเต็มๆ
และยังสามารถซ่อนพวกเขาจากทหารของเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี
พระอาทิตย์ทองแสงจ้าบอกเวลา
ว่าเลยเที่ยงวันมามากแล้ว
และพวกเขาก็ห่อม้าตะบึงมาจากเมืองหลวงเป็นระยะทางไกลโข
ทำให้ม้าทั้งสามตัวเหน็ดเหนื่อยไปตามๆกัน
พวกเขาจึงปล่อยให้มันเดินช้าๆเพื่อพักฝีเท้า
ก่อนที่ต้องเผชิญศึกหนัก
ในการวิ่งครั้งต่อไป
ระหว่างนั้น
เจ็งเซียวเทียนก็เล่าเรื่องที่ตน
ไปพบเห็นมาให้ทั้งสองฟัง
หลังจากข้าปลอมเป็นทหารของวังหลวงแล้ว
ก็คิดที่จะออกจากวังทางประตูตะวันออก
เพราะถ้าออกทางอุโมงค์ที่ท่านพี่บอกข้าไว้อาจทำให้ท่านป้าเหลียงสงสัยได้
แต่ตอนที่ข้าไปถึงประตูวัง
กลับเห็นท่านแม่ทับจังรีบร้อนขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท
ข้าสงสัยจึงย้อนกลับไปที่ตำหนักของฝ่าบาททั้งชุดทหารนั้นแหละ
เพื่อแอบฟังว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ท่านแม่ทัพจังถึงได้รุกรี้รุกรนขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท
ทั้งที่เขาพึ่งออกจากวังไปหลังจบการว่าราชการตอนเช้าได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
เจ็งจื่อโจ
จากที่เจ้าว่ามา
มันก็แปลกจริงๆ
ข้าว่าสาเหตุที่ทำให้ท่านแม่ทัพรีบร้อนเข้าเฝ้าฝ่าบาทคงเป็นเรื่องชาวมองโกล
ที่พวกเราปรึกษากันเมื่อหลายวันก่อน
แล้วได้สั่งให้ท่านไปสืบดูกระมัง
เพราะดูจากเวลาแล้ว
ม้าเร็วจากชายแดนทางเหนือน่าจะพึงมาถึง
เจ็งเซียวเทียนยิ้ม
ท่านพี่เดาไม่ผิดเลย
ท่านแม่ทัพจังได้ข่าวจากม้าเร็วตอนที่กลับไปถึงที่พักพอดี
แล้วท่านก็รีบนำความขึ้นทูลฝ่าบาท
ข้าซึ่งแอบฟังอยู่หลังม่าน
ได้ยินท่านแม่ทัพจังทูลว่า
ครานี่พวกมองโกลยกทัพมามากมายโดยแบ่งกลุ่มกันเดินทาง
ซึ่งจะไปรวมกันที่ชายแดนเมืองเซียงเอี๋ย
ตามที่ท่านพี่เคยทูลเตือนฝ่าบาทเมื่อหลายวันก่อนแล้วสั่งให้ท่านแม่ทัพไปตรวจดูจริงๆนั่นแหละ
แต่นอกจากจะแบ่งกลุ่มแล้ว
บางคนยังปลอมตัวเป็นชาวฮั่นทำให้ยากต่อการตรวจตรา
นอกจากนั้นในแต่ละกลุ่มยังมียอดฝีมือมาด้วย
ท่านแม่ทัพมกซึ่งรักษาการอยู่ที่ชายแดนรายงานว่าเคยลองส่งคนไปจัดการบางกลุ่มแล้วแต่คนที่ส่งไปไม่เหลือรอดกลับมาซักคน
ทำให้ไม่กล้าส่งคนไปอีก
พวกเขาปรึกษากันอยู่นานสองนาน
มิทราบจะแก้ไขอย่างไร
ส่วนข้าซึ่งแต่งชุดทหารอยู่นั้นจะออกไปช่วยพวกเขาคิดวิธีรับมือชาวมองโกลก็ไม่สะดวก
จึงได้แต่เขียนวิธีรับมือชาวมองโกลวางไว้ที่โต๊ะทรงพระอักษร
แล้วจึงรีบออกมา
เจ็งจื่อโจได้ฟังที่เจ็งเซียวเทียนเล่าก็ถามขึ้นว่า
เจ้าเขียนว่าอย่างไร
เพราะพี่ก็เขียนวิธีรับมือพวกมองโกลวางไว้ที่ห้องทรงพระอักษรของฝ่าบาทเหมือนกัน
เจ็งเซียวเทียนนึกถึงกระดาษที่พบบนโต๊ะทรงพระอักษรอดหัวเราะไม่ได้
ท่านพี่ไม่ต้องห่วง
ไม่มีทางแย้งกันเด็ดขาดเพราะข้าเห็นสามคำที่ท่านพี่เขียนว่า
วางกับดัก แล้ว
ข้าจึงเขียนไว้ข้างหลังกระดาษแผ่นนั้นว่า
อย่าสู้ซึ่งหน้า
เจ็งจื่อโจได้ฟังก็หัวเราะ
พี่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเจ้าเป็นคนที่ตระหนี่ขนาดนี้
แม้กระดาษแผ่นเดียวก็ยังต้องใช้ทั้งสองด้าน
สองพี่น้องหัวเราะกันดังลั่น
มีเพียงฟ่งอี้เท่านั้นที่ตั้งแต่ออกเดินทางมามิได้ปริปากพูดซักคำ
|