Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

วันวานยังหวานอยู่ (เรื่องสั้นประกวด)
 

วันวานยังหวานอยู่

วันวานซึ่งแม้จะผ่านไปนานเท่าใด กลับยิ่งชัดเจนตราตรึง
(เรื่องสั้นประกวด)      รางวัลชนะเลิศ


ชื่อ : sky....heart
อีเมล์ : yaye_ga@i-kool.com

         ตัวฉันหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ วางปากกาที่กำลังจับแน่นลง เงยหน้าเมื่อได้สติ  
         "พูดว่าไงน่ะ" 
ฉันเอ่ยถามสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่  อยากให้เขาย้ำอีกครั้ง ทั้งๆที่เจ็บแปลบ เมื่อกี้ยังไม่หาย ดีเลย เขา
ก้มมองมือตัวเอง หลังจากจดจ้องใบหน้าฉันก่อนหน้านั้นมานานแล้ว ฉันรู้ว่าเขาเองก็คงลำบากใจ
ไม่น้อยเหมือนกัน และฉันก็เข้าใจดี ฉันเปลี่ยนอิริยาบทเล็กน้อย โดยการจับปากกา ขึ้นมาใหม่แล้ว
ก็หมุนมันเล่น ไม่มีอะไรที่จะกลั้นน้ำตา และแก้ความขัดเขิน อับอาย อีกทั้งความเจ็บปวด ที่ไม่มี
บาดแผลใดๆ ได้นอกจากทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขี้น ฉันก้มหน้านิ่ง ในขณะที่เขาก็ก้มหน้างุด 
ความเงียบ แล่นเข้ามาแวะทักทายเพียงครู่ก็เลยผ่าน ไปด้วยการที่เขาเอ่ยซ้ำประโยคเดิมที่ฉันยังจำ
และยังดังก้องในโสตประสาท
            "แม่ไม่ยอมให้เราหมั้นกัน"
ฉันพยักหน้าช้าๆแต่ก็ยังเงียบไม่สามารถหาประโยคคำพูดใดเปล่งออกมากลบเกลื่อนความร้อนรุ่ม 
วุ่นวายในใจและความเงียบสงัดรอบตัวระหว่างฉันกับเขาได้
           "หยี เข้าใจค่ะ " 
ในที่สุดฉันก็เปล่งเสียงแผ่วเบาออกมาได้  เขาขอตัวเบาๆและลุกเดินออกไป ทิ้งฉันไว้ในวังวนของ
ความสับสนและเจ็บปวด จริงๆแล้วฉันไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเรื่องมันถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ 
ก็ไหนเขาบอกว่าทางบ้าน ok ไงที่เราคบกัน แม่เขาก็แสนดีต้อนรับฉันอย่างดี ดีกับฉันเสมือนฉัน
เป็นลูกสาวของท่านอีกคนก็ไม่ปาน พ่อของเขาแม้จะยุ่งอยู่กับกิจการของ ตระกลูแต่ก็ไม่เคยแสดง
อาการรังเกียจฉัน  ใหนจะน้องสาวของเขาอีกละที่ดูจะติดฉันกว่าเขาซะอีก
    เวลา 3 ปี ที่เราคบกัน เราเปิดเผย  บริสุทธิ์ใจ และอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอดมา 
แล้วทำไมพอเราตกลงจะแต่งงานกัน ทำไมพ่อแม่เขาถึงขัดขวางกัน อาจเป็นเพราะเราไม่ดีพอ
สำหรับลูกชายท่าน ฉันฟุตหน้ากับฝ่ามือตัวเอง ร้องไห้ออกมา ทั้งๆที่เคยลั่นวาจาว่าจะไม่ร้องไม่เสีย
น้ำตากับ เรื่องความรักเป็นอันขาด แต่วันนี้มันเกินความพยายามที่ฉันจะกลั้นมัน ไว้ได้จริงๆ ฉันยอมรับ
ฉันเสียใจ และเจ็บปวดมากที่สุด ฉันผิดอะไรรึทำไมฉันต้องโดนความรักลงโทษ มันไม่ยุติธรรม
เลยฝ่ามือข้างหนึ่งวางทับลงมาบนไหล่ที่มีอาการสั้นเบาๆของฉัน  ฉันรีบเช็ดน้ำตา ปาดความอ่อนแอ
ความพ่ายแพ้ทิ้งไป เพื่อไม่ให้เป็นหลักฐาน ประจาษ คนอื่นเค้าได้ผ้าเช็ดหน้าถูกยื่นมาตรงหน้า
ฉันหยิบมัน มาเช็ดคราบน้ำตาที่เหลือ และเงยหน้ามองผู้ที่มาปลอบใจ  น้ำตาดูเหมือนจะล้นออก
มาอีกครั้งทำให้แลเห็นเค้าคนนั้นไม่ถนัด  แต่รับรู้ได้ถึงรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมา
       "ผมขอโทษ"  
เขาย้อนกลับมาหาฉัน และเขาก็ได้เห็นฉันอ่อนแอ 
         "ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ"  
ฉันเอ่ยเบาๆ เป็นการปลอบใจตัวเองมากกว่า เขายิ้มและแย่งผ้าเช็ดหน้าในมือของฉัน แล้วก็บรรจง
ซับน้ำตาที่อาบแก้มอย่างเบามือ  
         "ผมดีใจที่เห็นคุณเสียใจที่เราไม่สามารถหมั้นได้" 
เขาเอ่ยออกมาพร้อม รอยยิ้มอบอุ่นอีกครั้ง ฉันมองอย่างไม่เข้าใจนักหรอก
        "คุณแม่ผม ท่านไม่ยอมให้เราหมั้นกัน"
อีกครั้งที่เขาย้ำให้ฉันเจ็บปวด
      "ฉันรู้แล้ว คุณบอกสองครั้งแล้ว" 
ฉันโต้กลับไปเสียงห้วน กลายเป็นตวาดเบาๆ นึกฉุนโมโห แต่เขากลับไม่โกรธ ซ้ำยังยิ้มล้อฉันอีก 
ฉันจึงค้อนให้อย่างโกรธๆ
     "ฟังผมให้จบก่อนน่ะครับคนดี   ใช่แม่ผมท่านไม่ยอมให้เราหมั้นกัน ใหนๆ
เราก็จะเรียนจบในอีก 2 เดือนข้างหน้าแล้ว ไม่รู้จะหมั้นไปทำไมให้เสียเวลา ท่านบอกว่าเรียนจบแล้ว
ก็ให้แต่งกันสักเลยไม่ดีกว่าหรือ? " 
เขาพูดจบก็ยิ้มออกมาฉันกลับอึ้งไปพักใหญ่จึงได้สติว่าถูกเขา อ่ำฉันอีกแล้ว เลยยกกำปั้นทุบเขาสักยกใหญ่ 
เขาแกล้งร้องโอดครวญว่าเจ็บเสียงดัง
                  "ผมแค่อยากพิสูจน์คุณเท่านั้นว่า  คุณรักผมมากแค่ไหน และผมก็ภูมิใจที่แฟนผม
รักผมมากขนาดนี้"
                   "คุณเล่นบ้าๆ  แล้วนึกอย่างไงถึงกลับมาอีก"
                   "ผมไม่ได้ไปใหนสักหน่อย ผมแค่ลุกจากนี้ ไปแอบยืนอยู่หลังคุณเท่านั้น"
เขาพูดจบก็ล้อฉันใหญ่ ฉันจึงยกกำปั้นทุบเขาอีกระลอกหนี่งอย่างหมั่นไส้ในเลห์เหลี่ยมของเขานัก
ทั้งๆที่รู้ว่าเขาเป็นคนขี้เล่น ชอบอ่ำฉันเสมอๆแต่ฉันก็ไล่เขาไม่ทันทุกทีแต่เรื่องนี้เขาอ่ำได้แนบเนียม
จริงๆและฉันก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะเอาเรื่องนี้มาอ่ำฉันได้และดูเหมือนว่ามันจะทำให้ฉันได้รู้จักตัวเองว่า
ฉัน รัก ผู้ชายคนนี้มากเพียงใด
       "ร้ายกาจมาก คนกะล่อน!"

10/11/2001


 

ชื่อ : ไอฝน ไอฝัน & นายตัวT
อีเมล์ : yaye_ga@i-kool.com

       เกลี่ยวคลื่นม้วนตัวลูกแล้วลูกเล่า อย่างไมยอมรู้จักเหน็บเหนื่อย. ใยรัก ยืนกอดอกสอดสายตา
มองไปเบื้องหน้า จับจ้องเกลี่ยวคลื่นอย่างไม่ยอมวางตาเหมือนกลัวว่าถ้าละสายตา เกลี่ยวคลื่นจะมลายหายไป
ในพริบตา. ร่างบางยืนขวางทางสายลมยังคงนิ่งเฉยทั้งๆที่เสื้อผ้าและเส้นผมหยักเป็นลอนๆที่ธรรมชาติปั้นแต่ง
กำลังล่อเล่นอยู่กับสายลมอย่างมีความสุข.แต่ใจข้างในนี่ซิ รอบๆตัวหล่อนจะได้ยินเสียงร้องไห้ไหม ทะเล ท้องฟ้า
สายลมจะเห็นน้ำตาที่ท่วมขังภายในใจตอนนี้ไหม ร่างบางสะดุ้งไหวเมื่อตกอยู่ในอ้อมกอดของผู้มาใหม่ อย่าง
ทนุถนอม วางคางคมบนไหล่งามของหญิงสาว 
       "ผมพาคุณมาพักผ่อนน่ะ ไม่ได้พามายืนอมทุกข์ต่อหน้า ท้องฟ้า ทะเลอย่างนี้น่ะครับ"
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยผ่วข้างๆหูของหญิงสาว.
       "คุณไม่ต้องทำดีกับฉันขนาดนี้ก็ได้น่ะค่ะ" 
ใยรักเอียวหน้ามาเอ่ยเบาๆกับชายหนุ่มที่สวมกอดอยู่
       "ถ้าผมทำดี ผมคงมีความสุขแต่ผมกลับทุกข์ เมื่อเห็นคุณได้แต่ยืนมองฟ้า 
มองทะเลทั้งวันอย่างนี้"
    "ฉันมักนำเรื่องไม่ดีต่างๆมาให้คนอื่นเสมอ.."
ชายหนุ่มคลายวงแขนออกแล้วเอื้อมมือจับไหล่งาม พลิกตัวหญิงสาวผู้เป็นที่รัก ให้หันหน้ามา
     "ใยรัก! คุณจะเข้าใจไหมครับว่าคุณมีค่าสำหรับผม ผมรักคุณมากน่ะ"
      "เค้าเคยพูดกับฉันอย่างนี้เหมือนกัน"
    "แต่ผมไม่ใช่เค้า"
    "เค้าไม่รุ้จักคุณค่าในสิ่งที่เค้ามี เค้าถึงทิ้งคุณไป"
     "เพราะฉันไม่มีค่าต่างหากละค่ะ"
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ปิดเปลีอกตาลง หอบหายใจ และ เงยหน้าพ่นลมหายใจออกมาอย่างระบาย
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหญิงสาวทุกข์แค่ไหนที่สละผู้ชายคนแรกทิ้งทั้งๆที่รักเค้าเต็มหัวใจ โดยที่เค้ากลับหยิบยื่น
แต่สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้หญิงสาวเสมอมา
      "คุณรักเค้ามาก เจ็บปวดมาก ต่อให้ผมฉุดคุณขึ้นมา  ก็เปล่าประโยชน์" 
ในที่สุดชายหนุ่มก็ท้อและยอมแพ้อย่างง่ายๆ คลายมือจากการเกาะกุมมือของหญิงสาวลงช้าๆแต่หัวใจที่เกาะ
กุมเธอนี้ซิ ให้ตายเถอะมันสละเธอออกไม่ได้ ยิ่งดีดตัว ก็เหมือนถูกดูดเข้าไปใก้ลมากเท่านั้น
ชายหนุ่มถอยหลังออกมา และหันหลังให้หญิงสาว พร้อมสาวเท้าจากไปในทิศทางเดิมที่ก้าวมา
ใยรัก อยากเรียกเขาไว้แต่น้ำตาแย่งชิงไหลออกมาเสียก่อน ม่านน้ำตาได้บดบังร่างเขาให้พร่ามัวเรื่อยๆ
ใยรัก ยกแขนโอบกอดตัวเองแน่น คราวนี้เธอต้องสูญเสียคนรักไปจริงๆแล้วหรือ
         "ไม่น่ะ !  ไม่!  เขาต้องอยู่กับเธอ   ไม่! เขาจะเดินห่างออกไปจากเธอไม่ได้น่ะ "
นั่นมันเป็นเสียงที่ประท้วงจากภายในส่วนลึกของเธอที่เรียกร้องออกมา หญิงสาวทรุดตัวลงกองกับพื้นทราย 
เพื่อให้มันได้พยุงร่างเธอเอาไว้  สายลมโอบกอดปลอบเธอ  แต่เสียงคลื่นทะเลกำลังร้องไห้ให้เธอหรือ 
กำลังหัวเราะเยาะให้ก็ไม่ทราบได้ ใยรัก หอบร่างที่หัวใจบอบช้ำ  ด้วยเรี่ยวแรงที่อ่อนล้า เดินกลับที่พัก  
น้ำตาอาบแก้มเมื่อครู่ ได้ทิ้งไว้แค่ร่องรอย แต่บาดแผลที่ติดอยู่ในใจ มันไม่ได้คลายหายไป
       ใยรักกลับมาถึงพลบค่ำ เห็นเขาหลับอยู่ที่เก้าอี้ไม้แกะสลักตัวยาว  รับลมที่ระเบียง
หญิงสาวเดินเข้าไปหาพร้อมทรุดตัวลงนั่งบนพื้นข้างๆเก้าอี้ตัวยาวที่รองรับร่างหนาใหญ่ อบอุ่นของเขา
     " คุณจะเลิกสนใจฉัน  เลิกห่วงใยฉัน ไม่ได้น่ะค่ะ  คุณจะทิ้งฉันไว้คนเดียวไม่ได้ 
คุณ!......รุ้ไหมว่าฉันรักคุณมาก   มากกว่าที่จะนึกรักใครได้   ฉันทุกข์หลังจากที่เลิกกับเค้า
เพราะฉันรู้สึกผิด  ผิดมาตลอดเวลา ฉัน..ไม่เคยรักเค้านับตั้งแต่ที่ฉันได้รู้จักคุณ  
ฉันรักคุณมาตลอดที่คบกับเค้า  ใจฉันมีแต่คุณเท่านั้น    คุณ...เข้าใจไหมค่ะ.....คุณยุทธิ์  "
         เสียงแผ่วเบาอย่างอ่อนแรงปนด้วยเสียง สะอื้นไห้ระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจมาตลอด ใยรักสะอื้นไห้จนตัวโยง ธีรยุทธิ์ลืมตาขึ้นพร้อมยันตัวลุกขึ้นนั้ง  โอบกอดร่างบางได้แน่น 
เขารู้แล้ว.......  ได้ยินแล้ว........ ใยรักโอบกอดตอบซุกร่างกับอกอุ่น ไม่ยอมจากไปใหน
อีกแล้วพร้อมๆกับไม่ยอมปล่อยคนที่เธอรักจากไปไหนได้อีกต่อไป.

06/11/2001


ชื่อ : น้ำค้าง
อีเมล์ : vava2009@chaiyo.com

    ความทรงจำที่อบอุ่น...กับวันเวลาที่ดีในช่วงหนึ่ง ของชีวิตในช่วงวัยรุ่น  มันเป็นวัยที่อันตราย 
เป็นวัยที่น่ากลัวและเป็นวัยที่ลืมกลัวนะ ไม่คิดเลยว่าจะผ่านช่วงเวลา ที่ยุ่งเยิงของชีวิตวัยนั้นมาได้ ในช่วงนั้น
มีแค่เพื่อนเท่านั้น  ที่สำคัญ  จนลืมคนที่เรารักไปเลยก้อว่าได้ แต่ถ้าจะมีคนสำคัญแถมมาอีก... ก้อคือ
คนที่รู้ใจ ก้อเป็นวันเด่น  วัยดัง  วัยเทห์นิ มองไปทางไหน  ใคร ๆ  ก้อมีคนรัก  หนึ่งในนั้นก้อรวมเราอยู่
ด้วย อยู่แล้ว จะมีต่างก้อตรงนิสัยใจคอ  ของคนที่เราคบด้วย  บ้างก้อรักเขา  บ้างก้อเขารัก เราก้อถือว่า
ดีหน่อยหนึ่ง  ที่เขามารัก และไม่ใช่วัยเดียวกัน ก้อเขาอายุมากกว่า เป็นผู้ใหญ่กว่าและก้อทำงานรับราชการ
ตอนคบกัน  ก้อมีทั้งเหตุผล  ทั้งดื้อ  เราดื้อเขาคอยเตือน  คอยบอก  คอยสอนทุกอย่าง เราก้อสนุกไปวันๆ
แต่เราไม่เคยทิ้งการเรียนเลยนะ ถึงเรียนไม่เก่งมาก แต่ก้อพอได้ ในห้องเรียนเรามีแต่เพื่อนผู้หญิงหมดเลย
นิสัยเราเลยห้าว ๆ ดื้อ  แต่ก้อฟังเหตุผลบ้าง  ช่วงนั้นก้อจะมีแต่เรื่องเพื่อนเรากับแฟนเขา  ทะเลาะกันบ้าง 
ปิดพ่อแม่บ้าง เวลาเรียนไม่พอบ้าง สรุปคือ เราไม่เคยมีเวลาให้แฟนเราเลย  แต่เขาก้อเข้าใจ ไม่ว่างก้อไม่
เป็นไร เพราะเขาก้อไปราชการ แต่จะบอกเราทุกครั้ง ในช่วงนั้น เราก้อไม่ได้มีแฟนแค่คนเดียวหรอก 
เราจะคบไว้หลายคน  ประมาณเล่น ๆ  แต่เราไม่เคยให้ความหวังใครเลยนะ พอใจอยู่ก้ออยู่ มีคนใหม่ก้อไป 
เราคบแค่เพื่อนเท่านั้น  แต่แฟนเราเขาไม่รู้หรอก เพราะพยายามไม่ให้รถไฟชนกัน เราทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ 
จนเราเรียนจบปวช แฟนเราก้อมาถาม เป็นเรื่องเป็นราว ว่าเราจะแต่งงานกันไหม เรียนเสาร์ -อาทิตย์
ก้อได้ เพราะเขาพร้อมแล้ว  เราก็เฉย  ๆ  ไม่สนใจ  ยังรักอิสละอยู่   ไม่เคยเลยจะใส่ใจเขา ทั้งที่เขา
คอยดูแลเราตลอด  คอยสอนเสมอเกี่ยวกับความรัก  เขาบอกเราทุกครั้งว่า ความรักคือการให้  ไม่ต้องการ
เป็นเจ้าของ  เพราะพี่รักเรา   จำไว้นะ  จะไปไหนดูให้ดี ๆ เพราะคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ  อย่าไว้ใจใครง่ายๆ
เราฟังนะ  และก้อดีใจ ทีเราเจอคนที่เป็นผู้ใหญ่  และที่สำคัญ  เขาไม่เคยล่วงเกินเราเลย  ไม่เหมือนเพื่อนๆ
เรา บ้างก้ออยู่ด้วยกัน  ประมาณชีวิตเสรี  เราเลยถือว่าโชคดีอยู่  ดูเหมือนเราคบกันแบบง่าย ๆ ไม่มีอะไร
เวลาเราไปเที่ยวด้วยกัน  จะมีแต่เราที่ว่าโน้น  ว่านี่เขาตลอด  เขายิ่งยอมก้อยิ่งได้ใจ อยากไปไหนทำอะไร
เขาจะพาไปเสมอ  และก้อดูเหมือนเราจะไม่เคยปรับปรุงตัวเองเลย   เอาแต่ใจ   และเป็นเด็กอยู่เรื่อยไป
โน้นก้อเพื่อน  นี่ก้อเพื่อน ในที่สุด  สิ่งที่เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น  ก้อเกิดขึ้น  เมื่อเขามายื่นคำขาดเรื่อง
แต่งงานกับเรา   แล้วเราไม่เคยเลยที่จะฟังเหตุผล   ที่จะสนใจ และทุกอย่างก้อสายเกินไป  เวลาของเรา
จบลงแล้ว   โลกทั้งใบที่เคยสดใส   มันมืดลงทันที   ไม่มีเสียงหัวเราะ  ไม่มีความรัก  เพราะไม่มีเขา
วันนี้   วันที่เราไม่มีเขา  เป็นวันที่เราได้รู้ว่ารักเขามาก  เขามีค่าแค่ไหน  อยากให้ทุกอย่างมันกลับไป 
มันก้อสายเกินไปแล้ว ถึงมีใครผ่านเข้ามาในชีวิตกี่คน  ๆ  ที่เราคบ  ก้อไม่เคยเลยที่จะรักเหมือนคนๆ 
นั้นได้เลย เขาคือความอบอุ่นที่อยุ่ในใจเราเสมอ ช่วงเวลาที่มีค่า เพราะมีเขา   คอยบอก คอยสอน คอย
เตือน เราไม่เคยเสียคนเลย  ถึงเราจะเที่ยว แต่เราไม่เคยเสียการเรียน  ไม่เคยยุ่งกับยาเสพติด  
ทั้งทีมีเยอะ เรามีวันที่ภูมิใจในตัวเองได้ในวันนี้เพราะเขา ขอบคุณสำหรับความอบอุ่นนะค่ะ  
ขอให้พี่มีความสุขตลอดไป เรายังเหมือนเดิมทุกอย่าง... เป็นน้องที่น่ารักเหมือนเดิมค่ะ .....
          

18/10/2001


ชื่อ : นาคามิ
อีเมล์ : nakami90@hotmail.com

        เช้าวันเปิดเทอมเรียนมีน้องม.1หลายคนที่น่ารัก หลายคนดูคนที่ผมว่าน่ารักเป็นขี่เหล่
แต่บางครั้งเขาก็เห็นด้วยกับผมคนที่ผมว่าน่ารักมากเธอดันกับมีแฟนแล้ว แต่ผมก็ไม่ยอมผมเดิมเข้าไป
ทักเธอเธอดันไม่พูดกับผม  นับวันเรายิ่งห่างไกลกัน ห่างกันมาก ผมทำได้แต่แอบรักเธอ พอมาถึงวัน
ปิดเทอม ผมและน้องม.1 ได้เข้าค่ายกะนตอนปิดเทอม  ต่างชั้นเลยพากันมาซ้อมละครที่จะแสดงรอบ
กองไฟ ผมมาซ้อมเจอ ญ คนนั้นผมเลยแก้งทักเขาแบบวัยรุ่นว่า ระเบิด ครั้งที่ 2เจอเขาอีกผมทักว่าเจอ
กันอีกแล้วนะน้อง เขาตอบกับมาว่าแล้วเป็นอะไร พอเราซ้อมแสดงกันเสร็จ น้องม.1เข้าค่ายผมก็มาดูน้อง
เข้าค่ายที่โรงเรียน ผมรู้ตัวว่าผมมาดูน้องคนที่ผมรักแสดง และผมก็รู้ว่าผมยืนดูคนที่ผมรักกับคนข้างๆ
ผมคือแฟนเขาผมสังเกตแววตาคนที่ผมรักมองผมหรือมองแฟนเขาตอนแรกผมก็คิดว่าเธอมองผมแต่!
ตรงข้าม ครับ มีผู้ ญหลายคนชอบผมแต่ทำไมเธอถึงไม่ชอบ ผมยังหวังว่าสักวันผมคงจะได้รักกับเธอ
และคิดว่าต้องได้เพราะผมจะจีบเธอจนกว่าเธอจะชอผมให้ได้

13/10/2001


ชื่อ : ยายี่กา  มิ่งหล้า
อีเมล์ : yaye_ga@i-kool.com

      เราได้รู้จักกันทางเน็ตในห้องchat ห้องหนึ่งของเว็บไซต์หนึ่ง และความที่เราคุยกันอย่าง
ถูกคอและถูกใจ จากที่คุยกันทางเน็ต ก็เริ่มอยากฟังเสียง เราโทร.ติดต่อกันครั้งแรกโดยอาศัยโทรศัพท์
ของเพื่อนเป็นสื่อ เค้าทำให้ฉันรู้สึกมีความหมายมากขึ้น เค้ามักจะคอยถามความเป็นไปอย่างห่วงใย 
เค้าโทร.มาหาฉันทุกวันไม่เคยขาดการติดต่อเลยและไม่แปลกที่คนอ่อนไหวจนอ่อนแออย่างฉันจะรู้สึกเป็น
สุข ฉันไม่ปฏิเสธว่าฉันมีความสุขจริงๆเค้าก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตฉันอย่างรวดเร็วทุกๆ
       4โมงเย็นเป็นเวลาที่เราได้คุยกัน   หลายวันมานี้เสียงโทรศัพท์ที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในชีวิตของฉันหายไป เค้าลืมฉันแล้วล่ะ แต่เค้าไม่ได้ไปไหน ทุกวันและทุกเวลาที่เค้าเคยโทร.มาหาฉัน
เค้าก็ยังทำเป็นปกติ จะแตกต่างตรงที่เค้าโทร.มาเพื่อคุยกับอีกคน นั้นคือเจ้าของโทรศัพท์  ไม่ใช่ผู้หญิง
ขี้อ้อน และงอแงคนนี้เท่านั้นเอง

29/09/2001


ชื่อ : CHAN
อีเมล์ : TTT@KRPMAG.COM

       กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่มันยาวนานมากสำหรับตัวเราเอง ซึ่งมันเป็นความ
เจ็บช้ำ หรือความสุขก็ไม่แน่ใจนักกับการจดจำเรื่อง ราวครั้งอดีต ว่าเราเคยรักกัน
มากเพียงไหนนะ ซึ่งเลลาได้พาให้เราจากกันไป ทั้งที่เรายังรักกันอยู่ ฉันยังเฝ้าถาม 
คำถามตัวเองเสมอว่า ทำไม ทำไม ทำไมนะ? เป็นเพราะเหตุอะไรกัน ซึ่งนี่ก็นาน
มาก เกีอบ 10ปีแล้วที่ฉันยังไม่เคยลืมเธอเลย สักคราหนึ่งแต่มันคงเป็นความรู้สึก
ของฉันคนเดียวเท่านั้น หรือเธอจะรู้สึกเช่นเดียวกับฉันหรือเปล่ากันนะแต่มันคงเป็น
แค่วามฝัน แต่ถึงยังไงฉันก็ยังฝันรอการกลับมาของเธอ
              และในวันนี้ วันนี้ เวลาได้พาให้เรากลับมาพบกันอีกครั้งซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันรอ
คอยมาทั้งชีวิต แต่ทำไม ดีใจหรือ! ใช่ใหม! อะไรกันนี่ ! ฉันเฝ้าถามตัวเอง ว่านี่ คือ
สิ่งที่ฉันรออยู่ แต่แล้วฉันเป็นอะไรไป เฝ้าถามหัวใจตัวเองครั้งว่าต้องการอะไรกัน 
กลัวอะไร หรือกลัวจะทำไม่ดีพอ หรือกลัวที่จะรักเธออีกครั้ง อะไรแน่ ในวันนี้ฉันจึง
ต้องรีบตัดสินใจแล้วหาคำตอบให้กับเธอและตัวฉันเอง ก่อน "ที่จะเสียสิ่งที่รอคอย 
ที่แสนยาวนาน" เหลือเกิน.

24/08/2001


 

ชื่อ : dj_birch
อีเมล์ : dj_birch@mweb.co.th
ICQ : 126658372

    สุธีเป็นคนหนึ่งที่เข้าเรียนในสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งที่ซึ่งก่อให้เกิดความทรงจำที่เขาจะจดจำเอา
ไว้ชั่วชีวิตและได้รู้จักกับเพื่อนหลายคน เริ่มจากประพันธ์เพื่อนหน้าตี๋ที่ค่อนข้างแตกต่างกับเขาทั้งหน้าตาและ
ความช่างพูดช่างบ่น ผิดกับเขาที่ไม่ค่อยพูดเท่าไรนัก  ต่อมาสุธีได้รู้จักกับเอกพลเพื่อนที่มีอายุมากกว่าถึง 
2 ปี รวมไปถึงวรยุทธ์หนุ่มร่างท้วมผิวดำ และมีนาหญิงสาวอ้วนกลมน่ารักเชื้อสายจีน ที่ทุกคนคอยช่วยเหลือ
เพราะความไร้เดียงสาและแสนงอนขี้น้อยใจของเธอ 
   ต่อมาสุธีก็มาสนิทกับเอกพลและมีนา ขณะที่ประพันธ์และวรยุทธ์ที่ไม่ค่อยถูกกันเท่าไรนักกลับ
ไปอยู่กลุ่มเรียนกลุ่มเดียวกัน  แต่ด้วยสาเหตุใดก็ตามมีสายใยบางอย่างชักนำให้พวกเขาทั้ง 5 มาอยู่ด้วยกัน
สนิทกันในขณะที่ทุกคนต่างมีกลุ่มเพื่อนของตัวเองอยู่แล้ว โดยสุธีมีกลุ่มเพื่อนหญิงกลุ่มใหญ่ที่คอยให้ความ
ช่วยเหลือเรื่องการลงทะเบียนและการเรียนของเขา และมีนาหญิงสาวที่เปรียบเหมือนน้องน้อยตลอดเวลา 
ก็มีเพื่อนอีกกลุ่มที่คอยช่วยเหลือด้านการเรียน ในขณะที่ประพันธ์ วรยุทธ์และเอกพลก็มาอยู่กลุ่มเดียวกัน
อย่างบังเอิญ
    เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียนทั้ง 5 จะมาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาไปไหนไปกันถึงแม้ว่าประพันธ์กับ
วรยุทธ์จะไม่ค่อยถูกกัน และสุธีกับมีนาก็มีเรื่องขัดใจกันอยู่บ่อยๆ แต่ทุกคนก็ผลัดกันเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย
เรื่องราวทุกอย่างด้วยดี ถนอมมิตรภาพที่มีต่อกันมาตลอด แม้ว่าเพื่อนกลุ่มใหญ่ของทุกคนจะน้อยใจกับเรื่อง
นี้บ้างแต่สุธีและทุกคนก็คิดว่า ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรให้ต้องวิตก
  จนกระทั่ง…วันหนึ่งสุธีไปทำงานกลุ่มกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ขณะที่มีนา วรยุทธ์และประพันธ์ทำงาน
อยู่ในห้องสมุดในสถาบัน มีนาพูดถึงสุธีว่า 
   “ธีไม่มาบอกยุทธ์เรอะว่าไปทำงานกับเพื่อน คงส่งกระแสจิตมา
อย่างคราวที่แล้วมั้ง”
วรยุทธ์เห็นมีนาไม่พอใจก็เลยปลอบว่า
        “เดี๋ยวมันก็เพจมาบอกน่า” 
มีนายังไม่ยอมแพ้ 
          “ก็บอกยุทธ์นี่นาไม่ได้บอกเรา” 
ขาดคำเพจก็ดังขึ้น
           “ทำงานอยู่กับเพื่อน มีนาอยู่ที่ไหน เจอกันที่เดิม…สุธี” 
มีนากับวรยุทธ์ออกไปเพจบอกสุธีแล้วรีบชวนประพันธ์ที่เพิ่งทำงานเสร็จให้รีบไปที่นัดหมายเพราะกลัว
สุธีจะรอนาน เนื่องจากดึกแล้ว เมื่อทุกคนไปถึงสุธียังไม่มา มีนารอจนอารมณ์เสียจึงแสดงอาการไม่พอ
ใจออกมาจนประพันธ์ทนไม่ไหว พูดออกมาว่า 
          “ชอบทำอย่างนี้ เหมือนที่ไปดึงเรามาจากกลุ่มแหละ คนอื่นเขาจะไม่พอใจเอา” 
กระทบใจมีนาเข้าอย่างจัง… และเมื่อสุธีมาถึงก็ไม่พบประพันธ์ เขารับฟังเรื่องทั้งหมดอย่างวิตก 
เขาบอกมีนาว่า 
         “มีนาไม่ได้ไปดึงเรามาหรอกเราออกมาเองต่างหากล่ะ” 
ตั้งแต่วันนั้นเขาก็พยายามเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมเพื่อนทั้งสองให้เข้าหากัน โดยเขาพยายามดึงมีนา
ให้อยู่รอประพันธ์ เอกพลและวรยุทธ์กลับบ้านด้วยกันทุกวันจนวันหนึ่งมีนาเกิดจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์
ระหว่างทางหลายครั้ง ในขณะที่ประพันธ์ต้องหยุดรอบ่อยๆ ระหว่างทางกลับบ้านด้วยกันทั้ง 5 คน 
สุธีคิดว่ามีนาแกล้งจึงว่าเอา
            “เลิกใช้แผนถ่วงเวลาได้แล้ว”   
โดยไม่เข้าใจเหตุผลของมีนา ประโยคนี้ทำให้ความเป็นกลางของสุธีเอียงวูบ ตั้งแต่นั้นมามีนาก็ไม่พูด
กับสุธี ในขณะที่ประพันธ์เริ่มไม่พอใจที่เอกพลไปค้างบ้านสุธีบ่อยครั้ง จนเอกพลรำคาญไม่อยากยุ่งด้วย
ในขณะที่วรยุทธ์เริ่มทนความขี้บ่นและประชดประชันของประพันธ์ไม่ได้ ทั้ง 5 คนก็เลยแตกกัน
และท่ามกลางข่าวลือความผิดปรกติของสุธีกับประพันธ์ ทั้ง 3 คนที่เหลือเฝ้ามองอยู่เฉยๆ แม้จะ
มีคนมาถามแต่ทั้งสามก็ไม่พูดอะไรจนกระทั่งปิดเทอม… มีนากำลังดูทีวีอยู่ที่บ้าน ในขณะที่สุธีโทร
มาหาเธอ ทำให้มีนาได้รู้ว่าประพันธ์ไม่พูดกับสุธีโดยไม่รู้สาเหตุ มีนาจึงถามสุธีตรงๆ
          “ทำไมตอนที่เรา พี่เอก กับยุทธ์ไม่พูดกะนาย ไม่เห็นนายเดือดร้อนอย่างนี้ล่ะ”
สุธีอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบกลับมาว่า 
          “ตอนนั้นเราคิดว่าคนอื่นไม่สำคัญ เรามีมันคนเดียวก็พอแล้ว มันเป็นเพื่อนที่เรา
รักที่สุดแคร์ที่สุด ทำไมมันไม่พูดกับเรา”
          มีนารับฟังอย่างสะเทือนใจแต่ก็ยังตอบว่า
          "เราก็มานานแล้วล่ะว่าความสำคัญของเพื่อนไม่เท่ากัน เราเข้าใจ 
เราจะเคลียร์ให้แล้วกัน"   
         มีนาวางสายลงทันทีแล้วโทรหาประพันธ์ด้วยความ
ตั้งใจจะเคลียร์ทุกอย่างแล้วถอยห่างออกมาจากทั้งสองคนแต่ประพันธ์ก็ไม่พูดกับมีนาอย่างไม่มีเหตุผล
มีนาจึงทำได้แค่ถอยห่างออกมาเท่านั้นจนถึงวันนี้ทั้ง 5 คนกำลังจะเรียนจบแต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม
บ่อยครั้งที่อาจจะมีใครสักคนคิดถึงเรื่องราวในอดีตและมิตภาพที่งดงามน่าจดจำ แต่เมื่อคิดต่อมาถึงตอน
จบมันก็เป็นอีกความทรงจำที่ปวดร้าวในใจของทุกคนขอให้ทุกคนรักษามิตรภาพระหว่างกันเอาไว้ให้คง
อยู่และมีความสุขกับคำว่า”เพื่อน” โดยเอาเรื่องของสุธีและเพื่อนไว้เตือนใจกันด้วยนะ

18/09/2001 14:58


ชื่อ : mamaB
อีเมล์ : bkroom@thaimail.

         ความทรงจำไม่รู้ลืม ใครจะเชื่อว่าพรหมลิขิตมีจริง  แต่กรรมเวรก็มีจริงเหมือนกัน
วันหนึ่งใน 365 วันจักรยานคันเก่าที่ขี่มานานก็มีอันต้องอันตรธานหายไปจากที่จอดประจำ  แหมก็มัน
เป็นฤดูการรับน้อง พี่หนุ่มๆหารถให้น้องสาวๆ น่ารักออก  รถของเราก็มาจากชิ้นส่วนคันเก่าๆ หลาย
คันรวมกันเหมือนกันนี่นา  
          ฉันตามหาจักรยานคู่ใจร่วมอาทิตย์ ทั้งหลังตึกพักชาย  หอพักหญิง  โรงอาหาร  
ก็ไม่พบร่องรอย  ปลงแล้วนึกซะว่าเป็นกรรมที่ทำร่วมกันมาเท่านี้  เก่าแสนเก่าก็มีคนอยากได้  
แล้ววันหนึ่งอีกเช่นกัน  ฉันบังเอิญไปธนาคารซึ่งเป็นตึกสองชั้น  ขณะที่นั่งรอคิวรับเงินมาใช้  
สายตาเหลือบไปเห็นหนุ่มคนหนึ่ง  ผอม ตัวดำ กำลังขี่จักรยานมือเดียว อีกมือก็ถือหนังสือ 
เท่ห์มิหยอกอยู่หรอกนะ   ที่จริงฉันก็ไม่ได้ปิ๊งอะไรเขาหรอกนะ  ถ้าบังเอิญว่าจัรยานที่เขา
ขี่มาจะไม่มีอิฐรองอยู่ใต้เบาะ  ก็นั่นนะเป็นเอกลักษณ์ของจักรยานฉันล่ะ 
           " ไม่เอาแล้วเงิน  ฉันจะเอาจักรยาน   เรื่องแบบนี้ยอมกันไม่ได้ "
เท้าไวเท่าความคิด ฉันวิ่งตามเขาไปถึงคณะ ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า เอาจักรยานของกูคืนมา
หายไปแล้ว ...  ฉันตามเขาไม่ทัน  จักรยานของฉันหายไปแล้ว  ฉับพลันที่ยืนเหลียวไปเหลียวมา 
ก็นึกได้ว่าฉันเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวที่มายืนอยู่ในถิ่นของเขา ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวแน่น 
แถมหน้าตาน่าเกรงขามอีกต่างหาก ซุ้มนั้นก็มอง  ซุ้มนี้ก็มอง  หาที่นั่งดีกว่าเรา
ฉันเดินไปนั่งใต้ต้นไม้  มองหาเป้าหมาย  จนไปสะดุดที่ซุ้มเห็ดดอกหนึ่ง  คนนั่งเต็ม 
กำลังสรวลเสเฮฮา  และรถของฉันจอดอยู่ที่นั่น  เท้าไวเท่าความคิดอีกแล้ว  
             " ขอโทษค่ะ  ผู้ชายที่ขี่จักรยานคันนี้  เขาไปไหนคะ "
สายตาทุกคู่หันมามองฉัน  ท่าทางก็ไม่ได้ชื่นชมสักเท่าไหร่  ฉันเริ่มคิดในใจ  เอาไงดีหว่า
ท่าจะไม่ได้รถคืน แถมจะได้เรื่องกลับไปด้วยซ้ำ คนหนึ่งในซุ้มถามกลับมาว่ามีธุระอะไร  
ฉันรวบรวมกำลังบอกไปอีกที อย่างไม่มีชั้นเชิง
          "  รถคันของเรา  ผู้ชายคนนี้ขี่มา แล้วเราจะมาเอาคืน "
ทุกคนไม่พูดอะไรอยู่ชั่วหายใจ  มองหน้ากัน แล้วดูเหมือนจะเป็นคนเดิม ตอบว่าให้ฉันรอเขามาก่อน
แล้วก็เหมือนพระมาโปรด  รุ่นพี่แบบห่างๆ มากที่เคยเจอกันไม่กี่ครั้ง  บังเอิญเข้ามาทำธุระ  
ผ่านมาทักฉัน 
       " ฮ่า ฮ่า ฉันได้คืนแน่ "  ในที่สุดผ่านการเจรจาไปโดยง่ายดาย  ฉันได้รถคืนมา 
โดยที่ผู้ชายคนนั้นไม่มีโอกาสออกมาร่ำลา  พร้อมกับคำพูดดีของคนในซุ้ม
         " เขาแค่ยืมมาขี่  เดี๋ยวก็เอามาคืน  ไม่บอกนี่นาว่ารู้จักพี่ ... "   
ฉันนึกในใจ แ -่งเมื่อกี้ไม่เห็นพูดดีอย่างนี้นี่หว่า ฉันขอบคุณรุ่นพี่ไม่รู้กี่ครั้ง  นั่งคุยอีกยาว  
แถมข้าวกลางวันอีกมื้อ แล้ววันนั้นก็จบลงด้วยการไปดูหนังรอบเย็น  โอ๊ยอย่างฝัน  ผู้ชายอะไร 
เท่ห์ชะมัด  แมน ขาว ตี๋  เซอๆ คุยสนุกเพราะฟังฉันคุย  แถมเอาจักรยานคืนมาให้ฉันได้ด้วย 
ฉันชอบเขาแล้วล่ะ  ชอบในความน่าชื่นชม  แล้วคนอย่างฉันก็ไม่มีชั้นเชิง  ไม่มีอ้อมค้อม  
นับแต่วันนั้นมา ฉันติดต่อเขาไม่ขาดระยะ  หวังจะเรียกคะแนนความสนใจ   เขาอยู่ไกล 
ไกลตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ก็ไม่เคยมาใกล้  เจอกันบ้างแล้วแต่โอกาสที่เขาให้  แต่ฉันก็หมั่น
ส่งข่าวและไม่ลืมที่จะแสดงท่าทีว่าชื่นชมอยู่นะ  ก็นี่แหละพรหมลิขิตของฉัน  แล้วจะปล่อยไป
ได้ไง

หนึ่งปี .....    เท่าเดิม  จริงๆเลย
สองปี .....     ดูหนังเพิ่มอีก 2 เรื่อง  กินข้าวที่บ้าน  เริ่มได้คะแนนเพิ่มแล้ว
สามปี .....    ดูหนังรอบดึก   ฟังเพลงกันสองคน   มาหาที่บ้านบ่อยขึ้น  แจ๋วไหมล่ะ
สี่ปี  ......       ไม่มี   everythaing go to the End . ก็มันได้เท่านั้น
     เหตุอะไรคงไม่สำคัญ  เพราะรายละเอียดของวันเวลามันบอกกับเราสองคนว่า 
เราพึงพอใจที่จะมีกันและกันเท่านั้น  พรหมลิขิตให้เราได้เจอกัน  แต่ไม่ได้บอกว่าเราต้องคู่กัน
ถึงยังไงฉันก็เชื่อว่าเขาจะไม่ลืมฉัน  เช่นเดียวกับฉันที่ลืมเขาไม่ได้
      และคงไม่ผิดอะไร   ที่จะเคยรักและเก็บรักสักครั้งไว้ในใจ  ลูกคงไม่ว่าหรอกนะ
ที่แม่มีความรักมาก่อนที่จะรักพ่อของลูก

" แด่คนที่ฉันเคยรัก  แด่คนที่เคยซื่อตรง  ที่ทำชีวิตฉันพลัด ฉันหลง  ไม่มีชิ้นดี   
เธอทำให้ฉันหัวเราะ  เธอทำให้ฉันร้องไห้  แต่เธอเป็นคนสุดท้ายที่ฉันจะยอมให้ทำ ......."

26/07/2001


 

ชื่อ : leonnoom
อีเมล์ : leonnoom@hotmail.com

    เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เกิดกับตัวผมเอง เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว 
ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ ร.ร.แห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่ง ร.ร.ที่ผมเรียนนั้นจะ
จัดกีฬาสีตอนต้นเทอม และมีกฎอยู่ว่านักเรียนชั้น ม. 1- ม. 4 ที่ไม่ใช่นักกีฬาต้องขึ้นเชียร์ โดยที่จะ
มีรุ่นพี่ ม. 5- ม. 6 เช็คชื่อ 
       ตัวผมไม่ได้เป็นนักกีฬา จึงต้องขึ้นเชียร์โดยมีรุ่นพี่ ม. 6 คนหนึ่งเช็คชื่อ แต่วันแข่งขัน
กีฬาวันที่ 2 รุ่นพี่ ม. 6 ที่เช็คชื่อห้องผมนั้นไม่ว่าง จึงให้เธอมาเช็คชื่อให้ห้องผม วันนั้นเป็นวันแรกที่ผม
ได้เจอเธอ เธอใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนและเดินเข้ามาแนะนำตัวเองว่า เธอชื่อ  " ลูกหนู " 
เป็นนักเรียนชั้น ม. 5 เธอบอกว่าถูกรุ่นพี่วานให้มาเช็คชื่อห้องผม และรุ่นพี่คนนั้นพึ่งบอกเธอเมื่อกี้ 
เธอจึงไม่มีปากกา และถามว่ามีใครพกปากกามาบ้าง เธอขอยืมหน่อย ผมจึงให้ดินสอเธอยืมไป 
วันนั้นเป็นวันที่ผมเชียร์กีฬาสนุกมาก เพราะไม่ว่าจะไปเชียร์อะไรที่ไหนก็จะมีเธอตามไปเช็คชื่อตลอด 
และผมจะเคยแซวเธออยู่ตลอด
         หลังจากกีฬาสีผ่านไป ผมก็ยังเจอเธอ แซวเธออยู่ทุกวันโดยที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัวว่า
ทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น จนมาวันหนึ่งเธอไม่มา ร.ร. วันนั้นผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย เพราะผมเป็นห่วงเธอ 
อยากรู้ว่าเธอเป็นอะไรถึงได้ไม่มา ร.ร. ผมถึงได้รู้ว่าที่ผมแซวเธอทุกวันนั้นเป็นเพราะผมชอบเธอเข้าซะ
แล้ว ที่ทำไปทุกอย่างก็เพียงเพราะว่าอยากคุยกับเธอ 
   วันต่อมาเธอมา ร.ร. เหมือนเดิม ผมถามเธอว่าทำไมเมื่อวานเธอไม่มา ร.ร. เธอตอบว่า
เมื่อวานวันเกิดเธอ พ่อพาไปเลี้ยงวันเกิด และถามผมว่าไม่มีอะไรจะให้เธอหรือ ผมตอบเธอว่าไม่เห็นจำ
เป็นต้องให้เลย ทั้งที่ใจจริงผมอยากให้แต่ผมไม่มีเงินจะซื้ออะไรให้เธอ ตั้งแต่วันนั้นผมไม่เคยที่จะแซว
เธออีกเลย ได้แต่แอบมองเธออยู่ห่างๆ ซึ่งสาเหตุเพราะผมรู้ตัวว่าผมชอบเธอ จึงไม่กล้าคุยกับเธอ 
มีรุ่นพี่ห้องเธอคนหนึ่งที่ผมสนิทด้วยรู้ว่าผมชอบเธอ เขาพยายามช่วยผมทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้มีอะไร
           ก้าวหน้าขึ้น ผมก็ยังคงเป็นฝ่ายที่นั่งมองเธออยู่ฝ่ายเดียวเสมอมา จนกระทั่งเวลา
ผ่านไปปีกว่าๆ ในวันที่ 1 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่เธอจบการศึกษา และนักเรียนชั้น ม. 6 
ที่จบต้องมารับใบประกาศนียบัตร วันนั้นผมตั้งใจที่จะบอกกับเธอให้เธอรู้ว่าผมชอบเธอ 
แต่เธอก็ไม่ได้มารับใบประกาศนียบัตร ผมจึงได้แต่เดินมาเรื่อยๆ จนถึงโรงหนัง วันนั้นหนัง
ฉายเรื่อง " มหัศจรรย์แห่งรัก " ผมเข้าไปดูหนังและเห็นเธอมาดูหนังกับเพื่อนๆ ของเธอ แต่ผม
ก็ไม่ได้บอกเธอ เพราะที่นั่งของเราห่างกันมาก  2 ชั่วโมงในโรงหนังผมแทบจะไม่ได้ดูหนังเลย 
เพราะผมมัวแต่มองดูเธอ พยายามเก็บภาพของเธอไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด ตั้งใจว่าหนัง
จบต้องบอกเธอให้ได้ว่าผมชอบเธอ เพราะนี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะได้เจอเธอ แต่เมื่อหนัง
จบ ผมก็หาเธอไม่เจอ ผมจึงไม่มีโอกาสที่จะได้บอกความรู้สึกที่ผมมีให้เธอได้รู้
            ข่าวที่ผมรู้เกี่ยวกับตัวเธอคือเธอเรียนคณะเภสัชศาสตร์  อยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต 
ผมเคยโทรศัพท์ไปอวยพรวันเกิดเธอครั้งหนึ่งในปี 2540 แต่ก็เหมือนเดิมผมไม่กล้าบอกเธอว่า
ผมชอบเธอ และนับจากวันนั้นผมก็ไม่ได้โทรหาเธออีกเลย เพราะกระเป๋าสตางค์ผมหาย เบอร์เธอ
ก็หายไปด้วย ผมไม่ได้ข่าวเกี่ยวกับเธออีกเลย แต่ถึงแม้ว่าผมไม่ได้ติดต่อกับเธอ มานานหลายปีความ
รู้สึกที่ผมมีต่อเธอไม่เคยเปลี่ยน ตอนนี้ถ้าผมได้เจอเธออีกผมจะบอกเธอว่าผมชอบเธอ

19/07/2001

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com