บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

“ จันทร์ ”
ศักดินันท์  โชติเสว์ : เขียน sakdinon_chotsei@hotmail.com

๑.
ในช่วงชีวิตหนึ่ง…
        “ คนที่เอาแต่ทำสงครามเข่นฆ่ากัน จะทันเห็นความงามของพระจันทร์ไหม? “
        ผมถามตัวเองและสมาชิกในวงข้าวอย่างตั้งใจ
        ……………………………………………………….

        ลานข้าว : ร้านอาหารที่เร้นความงามของพันธุ์ไม้ดอกไม้ใบ
        ไว้หลังอาคารชั้นเดียวทรงกลักไม้ขีดไฟ
        ซึ่งก่อสร้างอย่างเจตนาให้รับกับความบันเทิงจากพลังเพลงคาราโอเกะ  
        แรกเห็นผมงุนงงเล็กน้อยกับสภาพของร้าน ที่หัวหน้านัดหมายให้ผมตามมา 
        เนื่องจากตัวอาคารขนาดย่อมแน่นทึบด้วยผนังซีเมนต์หนา
        และประตูหน้าต่างน้อยบานฉาบฟิล์มดำสนิทนั้น ชวนอึดอัดเกินไป หากต้องรองรับการมาเพื่อ “
        กินข้าวเย็น ”
        ซึ่งแบบของผม หมายถึงการลิ้มรสหนึ่งของ ความสุข 
เพราะผมแพ้ควันบุหรี่ คงยากจะหาความสุขที่ว่าในห้องทึมทึบนั้น
        แต่เมื่อพี่จ๋า นำขบวนเดินผ่านอาคารนั้นไป ผมก็โล่งอก
        เมื่อในจอตาปรากฎภาพของความงามอันรื่นรมย์
        ซ้ายมือมีซุ้มไม้เลื้อยพร้อมชุดโต๊ะเก้าอี้ขนาดสี่ที่นั่ง
        ซึ่งเจ้าของร้านมอบหมายหน้าที่ให้กับสายน้ำผึ้ง
        เลื้อยไล้สร้างความหอมเย็นแก่ผู้มาเยือน
        ขวามือเป็นศาลาไม้ขนาดใหญ่ที่จัดวางโต๊ะเก้าอี้ประมาณหกชุด ถัดจากนั้น
        เป็นสนามหญ้าเขียวขจี มีชิงช้าและม้านั่งวางประดับอย่างลงตัว
        ยังไม่นับแนวโกศลใบงามกับพุ่มมะลิซ้อนขนาดใหญ่
        ที่นี่ก็มีดีเกินจะร้องขอสิ่งใดเพิ่มเติม
        หัวหน้านั่งรออยู่ที่ชุดม้าหินขัดริมสระน้ำ
        ทักทายกันด้วยไมตรีงาม โดยไม่มีพิธีรีตองมากมาย การสนทนาก็เริ่มขึ้นทันที
        “ หัวหน้าไม่เหนื่อยหรือคะ? “
        พี่จ๋าถามด้วยรู้มาว่าหัวหน้าเพิ่งเดินทางมาถึงตัวจังหวัดในช่วงเช้า
        หลังจากเดินทางไปประชุมที่กรุงเทพฯ  
        “ สบาย แต่ยังง่วงอยู่บ้าง “   หนุ่มใหญ่วัยปลายห้าสิบ แต่ดูหนุ่มกว่าวัยตอบยิ้มๆ
        หัวหน้ายังอยู่ในเครื่องแบบหน่วยงานต้นสังกัด
        แสดงให้เห็นชัดเจนว่าตารางงานมีอย่างต่อเนื่อง  
        “ ช่วงนี้ยุ่งนะครับ…หลายต่อหลายเรื่องพร้อมกันยุ่ง เลยต้องพุ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที “
        ผมว่าบ้าง
        “ ไม่หรอกมั้ง ผมว่ามันพุ่งไปโน่นนี่หลายทีต่างหาก อย่าว่าผมพูดเกินเหตุเลยนะ
        แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่วุ่นวายเหลือเกิน จนบางครั้งเราแทบจะไม่กล้าหายใจแรง “
        อาจดูเหมือนพูดเล่นลิ้น แต่ผมรู้ว่าหัวหน้าหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ  
        ในวงราชการ คลื่นลมการปฏิรูประบบ พัดหวืดหวือทุกวัน
        ในวงการเมือง   ระหว่างเล่ห์ลวงกับหมากกลยุทธ์
        กระทั่งบัดนี้ยังแยกไม่ออกว่าสิ่งใดควรเรียกว่าอะไร
        ในเรื่องราวระหว่างประเทศ ยิ่งมีแรงอาฆาตระหว่างความเชื่อ
        เป็นองค์ประกอบที่สามของคลื่นพายุอันแล้งร้าย
        ผมรู้สึกเบื่อหน่าย กระทั่งสลดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
        บางครั้งถึงกับสงสัย ว่าคนเราเกิดมาเพื่อจะทำเรื่องราวต่างๆให้ซับซ้อนอย่างนั้นหรือ?
        เรียบง่าย แล้วจะเป็นอย่างไร?


                        ……………………………………………………………………………………………………………………….
๒.

        “ พี่คิดว่าไง? “   ผมถามพี่จ๋า
        “   เธอจะเอาเรื่องไหนล่ะ? “   แสดงว่าผู้ถูกถามรู้แล้วว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร
        “ ก็เรื่องที่พี่สะดวก “
        “ ถ้าอย่างนั้น เอาเรื่องที่เราไปเดินป่ากันดีกว่า   ว่ามั้ยคะหัวหน้า? “ 
        เป็นอันว่า จากคำถามเรื่องคลื่นลม พี่จ๋าอาศัยแรงขับเคลื่อนคุ้มคลั่งของมัน
        พัดประเด็นกระเด็นไกลถึงชายป่าได้อย่างเนียนนวล
        “ ตอนที่เธอนอนแช่น้ำในลำธารหน้าที่พักแรมน่ะ   เธอคิดถึงเพลงอะไร? “  
        แล้วก็เป็นผมเอง ที่ต้องตอบคำถามของพี่จ๋าก่อน
        “ ผมว่าต้องเป็นเพลงของ มาโนช   พุฒตาล  ชุด ในทัศนะของข้าพเจ้า ใช่ไหมครับพี่? “
        น้องเอกแทรกตัวเข้ามาในวงสนทนาทันควัน
        “ เกือบใช่…เพลงของ มาโนช จริง แต่เป็นในชุด ไตรภาค พี่ชอบชุดนี้มากกว่าในทัศนะฯ “
        อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมฮัมเพลง “ ไกล ” นับไม่ถ้วนครั้ง ในระหว่าง 3 วัน 2 คืน
        ที่สะพายเป้เก่าคร่ำเดินย่ำอยู่ในราวป่าดิบชื้นแถบรอยต่อจังหวัดสตูล – ตรัง    
        ลงไปแช่น้ำกี่รอบต่อกี่รอบก็เพลงนี้ ไม่ว่าจะยืน นั่ง
        กระทั่งนอนเหยียดยาวในสายน้ำเย็นใส
        “ ปลดปล่อยตนเองไปตามลำธารเปลี่ยว   โดดเดี่ยวคนเดียวเหลียวมองดูรอบกาย “
        “ โดดเดี่ยวเดียวดาย   กระหายพบเพื่อนร่วมทาง โลกที่อ้างว้าง เส้นทางที่ไกล “
        “ แต่จำจงจำสายน้ำความหมาย อยู่ไกลแสนไกลมีเพียงสายใย หัวใจความรัก
        ถักประสานจนถึงที่หมาย “
        และอีกหลายวรรคของเนื้อร้อง ไปจนถึงเสียงกีตาร์
        ที่บรรเลงสอดรับกับพลพรรคเครื่องดนตรีร่วมวง
        จุดที่ได้อรรถรสสูงสุดในการฮัมเพลง คือ ในลำธารหน้าที่พักแรม
        ซึ่งเป็นลานทรายกว้างขวางพอเหมาะสำหรับสิบคนนอน
        หลังจากจัดการทำงานตามหน้าที่ของแต่ละคนเรียบร้อย
        ผมก็ย่ำเท้าเปล่าเปลือยย้อนลงไปในสายน้ำที่เพิ่งลุยผ่านมาจากอีกฟากฝั่ง
        เอนลงไป ปล่อยลำตัวแนบนิ่งกับหินน้อยใหญ่ใต้น้ำนั้น
        ผมลงไปแช่ในช่วงที่น้ำไหลแรงที่สุด
        แต่ไม่ถึงกับก่อให้เกิดปัญหาเรื่องรักษาสมดุลร่างกาย
        เนื่องจากสองแขนของผมโอบหินใหญ่ที่ขวางทางน้ำนั้นไว้อย่างแนบแน่น   
        ผมนอนคว่ำ - พลิกหงาย
        ตะแคงซ้าย – ขวา
        น้ำเย็นจัดจับขั้วใจ  
        เป็นความเย็นที่ฉ่ำชุ่ม ปราณี   กระทั่งคล้ายผนึกเป็นหนึ่งเดียวกับความอบอุ่น
        ระหว่างรักและแค้น   , กิเลสตัณหาและการปล่อยวาง กระทั่งในทุกเรื่องราวระหว่างคน
        หรือมิใช่ว่าเป็นเช่นนี้?
แม้ดูไปแตกต่างกันสุดขั้ว แต่เมื่อขึ้นกับสภาวะหนึ่ง เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน
ผมคิดว่าความโศกเศร้าทั้งมวลของเหล่ามนุษยชาติ
ล้วนกำเนิดขึ้นระหว่างกระบวนการแยกแยะสิ่งเหล่านี้ออกจากกันเป็นฝักฝ่าย
ใช่หรือไม่ว่า นี่คือความซับซ้อนประการหนึ่งของคน
………………………………………………………………………………………………………………….
๓.

ผมรู้สึกว่ากำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนทุ่งหญ้าผืนใหญ่
ซึ่งปูเต็มไปด้วยของขวัญนับหมื่นล้านชิ้น กว้างไกลสุดตาทอดถึง
ผมสัมผัสได้ถึงความปิตินั้น   ของขวัญที่รายรอบ
เพียงหยิบจับก็รับรู้ถึงรูปลักษณ์ของแต่ละชิ้น
        เหล่านี้เป็นของใคร?
        ทุกชิ้นล้วนสวยงาม กระทั่งสร้างความอิ่มเอิบ ราวกับผู้สร้างของขวัญ
        ผลิตมันออกมาจากหัวใจของผม
        เป็นของผม?
        ผมหลับตาลงช้าๆ   ใช้เพียงโสตแห่งการฟังซึมซับสภาวะรอบตัว         
        จากนั้น บรรดาของขวัญพลันหายไป เหลือเพียงเสียงน้ำไหล   ใบไม้ขยับไหวตามแรงลม
        แว่วเสียงนกป่าคลอเคล้า
        ก่อนจะลืมตาอีกครั้ง สุดท้ายที่ได้ยินคือ เสียงหัวใจเต้นแผ่ว
        ณ วินาทีนั้น   สำหรับผม มันคือเสียงเต้นของทุกหัวใจ
        ของสายน้ำ
        ก้อนหิน
        ต้นไม้ – สัตว์ป่า
        เป็นเสียงเต้นอันยิ่งใหญ่ระหว่างพงไพรกับมนุษยชาติ
        ที่แท้แล้ว อาจล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน

        ………………………………………………………………………………………………………………………

        “ เธอกำลังจะบอกอะไรเรา? “   พี่จ๋าถามอีกครั้ง
        ผมหันไปมองคนรัก ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะพูดว่า
ในช่วงชีวิตหนึ่ง…
        “ คนที่เอาแต่ทำสงครามเข่นฆ่ากัน จะทันเห็นความงามของพระจันทร์ไหม? “
        ผมถามตัวเองและสมาชิกในวงข้าวอย่างตั้งใจ   ท่ามกลางแสงนวลใยของเพ็ญเต็มดวงคืนลอยกระทง
        ทุกคนแหงนมองฟ้า

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook